Saturday, February 9, 2013

โลกของการตั้งเอาและวิกฤตกรรมของสัตว์โลก

ในช่วงที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตเตือนลูกศิษย์เรื่องภัยพิบัติครั้งที่ผ่านมาจนเป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์หัวสีหน้าหนึ่ง ซึ่งเขียนข่าวได้เร้าอารมณ์คนอ่านมาก แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครรู้ถึงเนื้อหาที่แท้จริงของการเตือนภัยนั้นเพราะมนุษย์นั้นมัวแต่ตั้งเอาทุกอย่างเข้าหาตัว พออ่านข่าวเอามันจบ ก็หารู้ไม่ว่าตัวเองได้มีส่วนแห่งกรรมกับคนที่ใส่สีตีข่าวแบบมั่วๆเพื่อเอาเงินไปแล้ว เป็นความบันเทิงที่พาลงนรกแบบไม่รู้ตัวจริงๆทั้งคนเขียนคนเผยแพร่และคนอ่าน

คำถามที่ผมพบได้ประจำช่วงที่มีการแจ้งเตือนก็คือ ภัยพิบัติมันจะเกิดเมื่อไหร่ เกิดพื้นที่ไหนบ้าง เวลากี่โมง ลักษณะการเกิดเป็นยังไง สุดท้าย ถ้าไม่เกิดแล้วมันจะยังไง ธุรกิจเสียหายกันหมดนะ

คำถามที่เกิดขึ้นเหล่านี้นั้นมีแต่ตั้งเอาทั้งนั้น ตั้งเอาว่ากูอยากจะรอด แต่ธุรกิจการงานกูก็ต้องรอดด้วย คือมันไม่ยอมเสียอะไรสักอย่าง ยึดเอาไว้ กอดเอาไว้ อย่างเหนียวแน่น ไม่รู้จักสละ ไม่รู้จักละวาง เพราะมองแค่ว่า ถ้าขาดเงิน ขาดงานก็อยู่ตายในพื้นที่เสี่ยงภัยเสียดีกว่า เอากันขนาดนั้น

ไม่แปลกหรอกครับที่คนส่วนใหญ่คิดแบบนี้ คือสละออกไม่เป็น จะทำอะไรทีก็คำนวณผลได้ผลเสียเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เพราะวิถีโลกที่เป็นมาและเป็นไปมันก็ตั้งเอาแบบนี้ทั้งนั้น

ถึงขนาดที่ว่าตั้งเอาทางโลกไม่พอ ยังไปตั้งเอาทางธรรมอีก เวลาปฏิบัติธรรมจึงเร่งพากเพียรเพื่อเอาสติ เอาสมาธิ เอาความสงบ เอาพลังจิต เอาความรู้ เอาเทคนิค ตั้งเอาเสียจนจิตคนธรรมดากลายเป็นจิตของเปรตที่หิวกระหายโลภในธรรมไปโดยไม่รู้ตัว หลายคนอินจัดก็หาที่ทางให้ตนเองหากินกับธรรมไปเลยก็เยอะแยะ

ขอโทษนะครับ หากินกับธรรมะนี่ลงนรกสถานเดียวนะครับ ยิ่งสอนผิดด้วย มันก็จะกลายเป็นโบนัสที่ทำให้ตกนรกนานขึ้นครับ

ในเมื่อมนุษย์ตั้งเอาขนาดนี้ ไม่รู้จักสละ หรือสละก็เพื่อตัวกู ตอนนี้โลกก็เลยเหมือนถูกตั๊กแตนลงไร่ข้าวโพดครับ คือมีทรัพยากรธรรมชาติเท่าไหร่ก็ไม่พอ ต้องขุด ต้องหามาประเคนกิเลส ปรนเปรอกิเลสคนบนโลกที่ยั้วะเยี้ยเต็มโลกไปหมดอย่างบ้าคลั่ง

เอาง่ายๆ ถ้าทุกคนรู้จักพอดี รู้จักว่าอะไรคือส่วนเกินของธาตุขันธ์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นแต่อย่างใด

เพราะยิ่งมีไฟฟ้ามาก คนก็จะยิ่งฟุ้งมากขึ้นไปอีก บ้าคลั่งไปกับสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอินเตอร์เน็ต เกม ทีวี มากขึ้นไปอีก โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดภพภูมิอสูรกายขึ้นในใจ พูดเอาง่ายๆคือยิ่งมนุษย์เจริญทางษโลกมากขึ้นเท่าไหร่ มนุษย์ก็จะเป็นมนุษย์น้อยลงเท่านั้น แต่จะกลายไปเป็นเปรตในคราบมนุษย์บ้าง อสูรกายบ้าง สัตว์นรกบ้าง สัมภเวสีตามกระดานสนทนาที่คอยป่วนสร้างกรรมบ้าง ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้เองที่ก่อให้เกิดวิกฤตกรรมของสัตว์โลกขึ้นแล้ว สังเกตได้จากภัยพิบัติรายวันที่นับวันจะถี่ขึ้นแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ถูกแล้วครับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างมากมายผิดปกติในปีนี้นั้น ไม่ใช่เป็นแค่เรื่องภัยธรรมชาติอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการล้างวิกฤตกรรมของสัตว์โลกด้วย เพื่อให้สังสารวัฏเข้าสู่สมดุลใหม่อีกครั้งหนึ่ง ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจึงถือเป็นการ "คัดเลือก" คนที่จะอยู่ต่อโดยไม่เบียดเบียนโลก เบียดเบียนสังสารวัฏไปด้วยในตัว

ก็เพราะกรรมของมนุษย์ทั้งหลายนี่แหละที่ทำให้สังสารวัฏเสียสมดุลในทุกๆด้าน โดยส่วนใหญ่แล้วจะแกว่งไปทางอบายภูมิมากกว่า ดังนั้นกรรมทั้งหลายที่จะให้ผลก็คือภัยพิบัติที่จะค่อยๆเพิ่มขึ้นคร่าชีวิตคนส่วนใหญ่ของโลกลงนับจากนี้เป็นต้นไป แล้วผู้ที่ตายในภัยพิบัติส่วนใหญ่จะลงไปใช้กรรมในอบายภูมิครับ

ก็ถ้าตายแบบตื่นตระหนก ตายด้วยความกลัวเมื่อไหร่ มันก็ลงนรกอยู่แล้วไม่ต้องสงสัย นี่คือเหตุที่หลวงพ่อท่านจึงบอกลูกศิษย์อยู่เสมอว่า ให้ดับว่างเอาไว้รองรับเวทนาและความวิปโยคของสัตว์โลกที่จะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ให้ดีๆ

และก็เพราะภัยพิบัติที่กำลังเกิดขึ้นและจะเกิดขึ้นจากนี้ไปเป็นภัยธรรมชาติผนวกรวมกับวิกฤตกรรมของสัตว์โลกนี้เอง ทุกอย่างจึงได้ถูกกำหนดมาแล้ว ว่าใครจะตาย ใครจะรอดอยู่ต่อไปในยุคหน้า

ดังนั้นไม่ต้องดิ้นหนี ดิ้นสู้ ใครทำกรรมตั้งเอากับโลกกับสังสารวัฏเอาไว้มากๆ ไม่รู้จักสละออกก็จะได้รับผลกันถ้วนหน้า ถึงแม้ว่าจะหนีไปอยู่ในพื้นที่ๆปลอดภัยก็ไม่พ้นภัยหรอกครับ เพราะเจ้ากรรมนายเวรจะตามล้างตามเช็ดไม่ให้คุณได้อยู่รอดในยุคต่อไป ส่วนใครจะรอดต่อให้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงก็จะรอดเอง เพียงแต่ก็จะได้รับวิบากเวทนาของผู้อื่นเข้าไปด้วย

ทางรอดทางเดียวของสัตว์โลกตอนนี้ก็คือ สัจธรรมที่ว่าทุกอย่างคือความไม่ยึดติดอยู่แล้ว ก็แค่อย่ายึดติดอยู่กับแค่กายแค่ใจตนเอง หรือแม้กระทั่งทรัพย์สินเงินทองที่หามาได้ เดี๋ยวมันก็เอาไปไม่ได้แล้ว เมื่อใดก็ตามที่เราไม่ยึดติดกับสิ่งต่างๆแม้กระทั่งกายใจตนเอง มันจะมีอะไรมาทำให้ทุกข์อีกเล่า มันก็จะไม่มีตัวตนขึ้นมารองรับความทุกข์อีกต่อไป นี่คือความพ้นทุกข์ที่แท้จริง

ต่อเมื่อไม่ยึดติดกับสี่งต่างๆแล้วมันก็ไม่ตั้งเอากับโลกอีก เมื่อไม่ตั้งเอาอีก จะไปอยู่ที่ไหนคุณก็อยู่ได้โดยที่ไม่ทุกข์ ไม่ฟูมฟายกับของเก่าที่เคยมีเคยเป็น เพราะเมื่อคุณไม่ยึดติดว่าอะไรคือของๆคุณ คุณก็ไม่มีอะไรจะเสีย ถึงตรงนี้ภัยพิบัติก็ทำอะไรไม่ได้ครับ แม้คุณจะต้องตายในภัยพิบัติมันก็จะเป็นเพียงสภาวะตามธรรมชาติธรรมดาของมันไป

อย่าคิดนะครับว่าเอาชีวิตรอดได้แล้ว คุณจะไปตั้งเอาเบียดเบียนโลกได้อีก เพราะภัยพิบติไม่ได้จบลงง่ายๆหรอกครับ มันจะตามล้างตามผลาญจนคุณต้องหมดใจทีเดียว

ก็หมดใจไปเสียตอนนี้ไม่ดีกว่าหรือครับ ดีกว่าที่จะต้องถูกภัยธรรมชาติบังคับให้ต้องละ ต้องวางโดยที่เราไม่เต็มใจ

ถึงตอนนั้นจริงๆถ้าคุณวางไม่เป็น ละไม่เป็น คุณก็จะพบบทสรุปแห่งสัจธรรมกับตัวเองเลยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันยึดไม่ได้จริงๆ

เพราะภัยพิบัติที่เกิดขึ้นมันจะพรากทุกอย่างไปจากคุณ ต่อหน้าต่อตาคุณชนิดที่คุณยึดเอาอะไรไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว

ถึงตรงนั้นก็คงต้องลงไปใช้กรรมต่อในนรกแล้วครับ

No comments:

Post a Comment