Monday, February 11, 2013

หมดใจบนโลกใบเดิม

พระพุทธเจ้าท่านทรงบอกอยู่แล้วว่า...
สัตว์ทั้งหลาย มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์
ทุกรูปทุกนามล้วนแล้วแต่เกิดและเป็นไปตามผลของกรรม

แล้วเราจะพยายามเอากรรมอะไรไปตัดกรรมอะไรได้อีกเล่า
หรือต่อให้สแกนกรรมจนรู้ว่าทำกรรมอะไรไว้อย่างละเอียด
มันก็ไปแก้อะไรไม่ได้หรอก...เธอทั้งหลาย

ก็มีแต่จะต่อกรรมไปเรื่อยๆไม่รู้จบ
สบายใจชั่วครู่ชั่วคราวว่าได้ทำอะไรเพื่อแก้ไขให้มันดีขึ้น
แล้วก็ต้องเวียนกลับมาใช้กรรมนั้นอีกไม่รู้จบ

กรรมนั้นไม่มีเว้นวรรคให้ใครเลยแม้แต่คนเดียว
แม้กระทั่งพระอรหันต์ที่ว่ากันว่าพ้นจากกรรม
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ก็เป็นการพ้นจากพันธกรรมทางใจ
คือหมดใจที่จะยึดสภาวะธาตุขันธ์กายใจว่าเป็นของตนอีก
แต่ผลแห่งวิบากกรรมเก่านั้นก็ยังให้ผลกับขันธ์อยู่จนกว่าจะดับขันธ์ไปเท่านั้น
พระอรหันต์จึงรับผลของวิบากกรรมแบบไม่อะไรกับอะไร

ก็ทุกสิ่งมันไม่มีค่ามีความหมายอะไรอยู่แล้วโดยความเป็นจริงแห่งสัจธรรม
สิ่งที่มีความหมายขึ้นมาได้ก็เป็นเพียงความหมายในนามแห่งสมมติเท่านั้น
....เป็นเพียงฝันไปชั่วครู่ชั่วคราว

ในเมื่อไม่มีใครสามารถพ้นไปจากผลแห่งวิบากกรรมไปได้เลย
แล้วมีเหตุอันใดที่เราจะไปกังวลอีกหรือเธอ...มันก็ไม่มี
แล้วมีเหตุอันใดที่เราจะต้องไปดิ้นรนหนีกรรมอีกหรือเธอ...มันก็ไม่มี
แล้วมีเหตุอันใดอีกเล่าที่เราจะโกรธเคืองโลกนี้หรือเธอ...มันก็ไม่มี

ดังนั้นก็ไม่ต้องไปดิ้นรนแบบไหนอีกแล้วในการที่จะพ้นทุกข์...
เพราะความพยายามที่จะหลุดพ้นนั้นก็คือ พันธนาการแห่งสังสารวัฏโดยตัวมันเอง
เพราะความที่หลงเห็นว่าเราทุกข์นั้น ก็คือตัวตนที่ซ้อนลงไปบนสภาพความเสื่อมไปเป็นธรรมดาของสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง
เพราะการหลงปฏิบัติเพื่อที่จะพ้นจากทุกข์นั้นก็คือ ตัณหาที่ซ้อนลงไปบนความหลงในความมีความเป็นทั้งหลายที่เป็นเพียงสมมติอีกทอดหนึ่ง

แล้วจะให้ทำอย่างไรเล่าถึงจะพ้นทุกข์ได้?

ก็ให้เข้าใจว่า โดยความเป็นจริง มันไม่มีใครทุกข์อยู่แล้ว
แต่เพราะมี "ตัวเรา" เข้าไปมีส่วนร่วมกับทุกๆเรื่องที่มันเสื่อมไปเป็นธรรมดา..และไม่ได้เป็นของใคร
มันจึงกลายเป็นทุกข์ของเรา แค่เพียงหลงไปรู้ทุกข์เท่านั้น ทุกข์ก็จะเป็นของเราทันที

ทุกข์หรือทุกขังนั้นเป็นธรรมประจำโลกอยู่แล้ว ไม่มีเปลี่ยนแปลง

เพียงแต่ความหลงว่าเป็น"ตัวเรา"นั่นแหละ คือต้นเหตุแห่งทุกข์ไปเอง
หลงไปยึดในสิ่งต่างๆที่มันเปลี่ยนแปลงตามเหตุปัจจัยของมันเอง
ไม่ใช่ว่าที่ทุกข์ตรงไหน ทุกข์อย่างไร หรือใครทำให้ทุกข์
เพราะตัวเราล้วนๆที่หลงรู้หลงเห็น หลงอิน หลงยึด หลงเก็บมันมาทุกข์ไปเสียเองทุกเรื่องราว
ที่สุดก็กลายเป็นคนแบกโลกไป ทั้งๆที่โลกมันก็ดำเนินไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง

ให้เข้าใจไว้ว่า ไม่มีใครที่ต้องรับผิดชอบหรือแบกอะไรจริงแม้แต่อย่างเดียว
มันเป็นไปอย่างนั้นอยู่เองแล้ว นับแต่อดีตกาลอันหาจุดเริ่มต้นไม่เจอ
และจะเป็นไปแบบนี้ชั่วนิรันดร์กาลในอนาคตเบื้องหน้าอันหาที่สุดมิได้

ทุกอย่างในโลกล้วนเป็นไปตามกรรม
เป็นไปตามธรรมของมันไม่มีบิดพริ้ว
ไม่มีผิดพลาด ไม่ขาดไม่เกิน
ไม่มีอภิสิทธิ์ให้กับใครหน้าไหนทั้งนั้น

แล้วเราจะกังวลอะไรอยู่เล่า
แล้วเราจะเคร่งเครียดไปทำไมเล่า
ในเมื่อจะกังวลหรือไม่กังวลกับสิ่งต่างๆ...มันก็เป็นอย่างนั้นอยู่แล้วตลอด
...ไม่ว่าดี...ไม่ว่าเลว

ก็ให้วางใจกับทุกๆเรื่อง หมดใจกับทุกๆสิ่ง
ไม่มีอะไรที่ต้องเก็บมาทุกข์ ไม่มีอะไรที่ต้องเก็บมากังวล
เพราะมันเป็นอย่างนั้นของมันอยู่เองแล้วตลอด
นี่คือสัจธรรมความเป็นจริงของโลกนี้
ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่
จะนานชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ มันก็จะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากนี้เลย
เพราะความจริงมันเป็นเช่นนี้เอง
จึงไม่มีเหตุอะไรให้ต้องทุกข์ต้องกังวลอีกต่อไป

เมื่อหมดใจกับทุกสิ่งแล้วนั่นแหละ
เราก็จะพ้นจากสถานะคนแบกโลก
หมดความขัดแย้ง หมดความอึดอัดขัดเคือง
และพบสันติสุขที่แท้จริงที่มีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
โดยที่ไม่ต้องไปสร้างไปแสวงหาสันติสุขจากที่ไหนอีกเลย

No comments:

Post a Comment