Thursday, February 7, 2013

อย่างไหนที่เรียกว่าหลงหรือไม่หลง?

หลง หรือ ไม่หลง กลายเป็นหัวข้อใหญ่ที่นักปฏิบัติธรรมทั้งหลายหรือแม้แต่บรรดาลูกศิษย์หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตถกเถียงกันไม่จบสิ้น และทุกคนก็พยายามที่จะ "ไม่หลง"กันหมด เพราะอยากจะนิพพาน

ความ "หลง" นั้นเป็นอย่างไร?

ความหลงก็คือ การหลงไปปรุงแต่งบนโมหะอวิชชา หลงไปมีความเห็นความหมายต่อสิ่งต่างๆ หลงวิเคราะห์วิจัยวิจารณ์ ลังเล เอ๊ะอ๊ะต่อสภาวะใดสภาวะหนี่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งสภาวะทางธรรมหรือทางโลกก็ตาม เพราะโดความเป็นจริงแห่งสัจธรรม สภาวะธรรมทั้งหลายล้วนไม่มีความหมายอะไรอยู่แล้วตั้งแต่แรก

ดังนั้นความ "ไม่หลง" ก็คือความที่ไม่อะไรกับอะไรนั่นแหละ คือไม่มีใครเข้าไปมีความเห็นความหมายกับอะไร ก็"ไม่"ซะอย่างเดียวมันก็จบอยู่แล้ว ถ้าจะไม่อะไรกับอะไรจริงๆ ก็ไม่ต้องไปตั้งเอากับอะไร จิตที่จะปรุงแต่งขึ้นตามเหตุปัจจัยที่เราแสวงหา(หาเรื่อง)เอามันก็จะหมดลงเอง โมหะอวิชชาก็จะดับลงเอง ว่างจากอัตตาตัวตนในรู้ในเห็นไปเอง

ส่วนความ "ไม่หลง" ที่พยายามจะไปคอยเช็ค พยายามที่จะทำให้ไม่หลง พยายามจะรู้ตัวหรือรู้สึกตัวขึ้นมา เพื่อไม่ให้หลง นั่นก็คือหลงไปแล้ว หลงไปว่าความหลงนั้นมีความหมาย จึงเกิดวิภวตัณหาในการผลักไสสภาวะแห่งความหลงนั้น พอเกิดความหมายแห่งความหลงขึ้นมา ความหมายแห่งความไม่หลงก็เกิดขึ้นพร้อมกันทันที เกิดเป็นตัณหาในความไม่หลงทันที คืออยากที่จะไม่หลง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมคู่ และธรรมคู่ก็เกิดจากตัณหาและวิภวตัณหาที่ไปยึดเอาความหมายในความหลงหรือไม่หลงนั่นเอง เมื่อข้างใดข้างหนึ่งปรากฏมีขึ้นมา ธรรมอีกข้างหนึ่งก็ปรากฏตามทันที

ความไม่หลงจึงไม่ใช่การ "ทำ" ความรู้สึกตัวให้มีสติอยู่เนืองๆ หรือไปตัดสินในสภาวะใดว่า อันนี้หลง อันนี้ไม่หลง แล้วไปคอยเลือกที่จะไม่หลง เพราะแบบนั้นก็ยังหลงไปคอยที่จะ "ไม่หลง" อยู่ เป็นตัณหาละเอียดที่ซ้อนลงไปในความไม่หลงอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าหลงในความไม่หลง หรือพูดง่ายๆคือยังมีตัณหาในนิพพานนั่นเอง อยากนิพพานจัดก็เลยพยายามจะไปทรงไปยึดบนความไม่หลงนั้น ซึ่งมันผิดธรรมชาติที่ทุกอย่างมันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว

ความหลงหรือไม่หลงจึงไม่ขึ้นกับการเข้าไปทรงไปบังคับให้มีสติตลอดเวลา เพราะแบบนั้นคือการยึดในสติไปแล้ว เพราะมีความอยากที่จะไม่หลง ไปยึดในความไม่หลง ความหลงจึงบังเกิดมีเป็นสภาวะให้ผลักไสทันที

สติอริยะนั้นไม่มีการบังคับ ไม่มีการเลือกว่าจะต้องไปรู้อะไร มันรู้ของมันเปล่าๆ เฉยๆ ไร้ตัวตน ไร้ความหมายในความรู้นั้น เป็นอัตโนมัติของมันเอง กว้างขวางเป็นสัมปชัญญะไปเอง ส่วนสติที่ไปบังคับเอานั้นเป็นสติของปุถุชน ซึ่งเป็นสติที่ไร้สัมปชัญญะ(ไปดูคอร์สปฏิบัติธรรมที่เดินกันแบบหุ่นยนต์นั่นแหละ คือการขาดสัมปชัญญะอย่างแรง) จมแช่ ไม่อิสระ และเป็นกรรมกับสติ ทำให้ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งทุกข์ ก็ยิ่งหนัก เพราะไปบังคับเอาให้เป็นสติตลอดเวลา ผิดธรรมชาติที่มันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว

จะหลงหรือไม่หลงก็ช่างมันเลย ไม่ใช่ที่หลงหรือไม่หลง เพราะความหลงก็เป็นไปเพียงชั่วคราว ถ้าไม่ไปตอกย้ำข้างใดข้างหนึ่ง ไม่ไปตอกย้ำว่าหลงหรือไม่หลง พอถึงวาระที่เหตุปัจจัยแห่งความหลงนั้นหมด มันก็จะดับไปโดยตัวมันเองอยู่แล้ว แต่ถ้าหากไปคอยเลือก คอยพยายามที่จะไม่หลงอยู่เนืองๆ ความหลงก็ยังปรากฏขึ้นตรงที่ไปคอยไม่หลงนั่นแหละ

ความไม่หลงจริงๆมันก็ไม่มีอะไร ไม่ต้องเข้าไปทำอะไร ทุกอย่างมันไม่มีความหมายซ้อนในสภาวะธรรมดั้งเดิมอยู่แล้ว ไม่ต้องคอยไปทำอะไรให้หมดหลงอีก ก็แค่ไม่ต้องไม่ตั้งเอากับอะไร แล้วมันก็จะไม่อะไรกับอะไรไปเอง หมดความหมายในความเป็นอะไรๆไปเอง นั่นแหละก็จะตรงต่อเนื้อหาสัจธรรม ตรงต่อเนื้อหาแห่งธรรมเอกไปเอง หมดหลงไปเอง ที่เรียกขานกันว่าธรรมเอกนั้น ก็เพียงแค่มันหมดความหมายในการไปแบ่งแยกอะไรออกจากอะไร ปราศจากความเห็นความหมายที่คอยไปตัดสินค่าของอะไร มันจึงหมดตัณหาที่จะไปคอยยึดอะไร นี่เองคือความที่ไม่หลงไปคอยเลือกในสภาวะอะไรอีก แม้กระทั่งความหลงหรือไม่หลงมันก็ไม่มีความหมายอะไรไปทันทีเช่นกัน นอกเหนือไปทุกสภาวะ ไม่ใช่เลือกไปทุกสภาวะว่าอันนี้หลง อันนี้ไม่หลง

ธรรมคู่ทั้งหลายนั้นเกิดจากโลกียวิสัยที่เอาตัวเองไปวิเคราะห์ ให้ค่า ตัดสิน เพื่อที่จะลงมือปฏิบัติเอาอะไรสักอย่างนั่นเอง ไม่ใช่แค่หลงหรือไม่หลงเท่านั้นนะ แต่ยึดหรือไม่ยึดก็ยังเป็นประเด็นถกเถียงกันไม่จบสิ้น เพราะเอาโลกียวิสัยเข้าไปตีความนั่นเอง มันเลยชอบปฏิเสธว่าตัวเองไม่ยึดเพื่อให้ดูดี ดูมีธรรม หารู้ไม่ว่านั่นแหละเข้าไปยึดติดกับความไม่ยึดติดเข้าให้แล้ว ยึดหรือไม่ยึดก็ช่างมัน ไม่เลือกเอาสภาวะใดสภาวะหนึ่งนั่นแหละคือไม่ยึดแล้วโดยธรรมชาติดั้งเดิมของมัน ไม่ใช่เอาเราเข้าไปไม่ยึด

เนื้อหาสัจธรรมจึงเอาวิสัยของตนเข้าไปวิเคราะห์ไม่ได้เลย เข้าใจให้ตรงๆ และอย่าเอาตัวเราเข้าไปตีความ เพราะแค่ไปวิเคราะห์วิจัยธรรมเมื่อไหร่ มันก็จะตั้งเอาเมื่อนั้น ตั้งเอาขึ้นมาทีก็เป็นสังสารวัฏไปแล้ว หลงไปแล้ว ยึดไปแล้ว เป็นทิฏฐิขึ้นมาแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร ก็จะวน จะยึดก็ช่างมัน ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมของมัน ไม่ต้องไปตอกย้ำว่าหลงไม่หลง ยึดไม่ยึด แล้วมันจะดับ จะคลายออกโดยตัวมันเอง จะตรงต่อเนื้อหาแห่งสัจธรรมโดยตัวมันเอง

ผู้ที่มาพบสัจธรรมแท้แล้วก็ไม่ต้องไปเร่งตัวเองให้จบเร็วๆ ไร้เร็วๆ หรือนิพพานเร็วๆหรอกนะครับ ทุกอย่างมันนิพพานอยู่แล้ว เพียงแค่ปล่อยให้กรรวิบากทั้งหลายมันคลายตัวมันเองออกมาโดยธรรมของมันเอง ไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง บงการหรือบังคับเลือกสภาวะอะไร เพราะยิ่งจะเนิ่นช้าออกไปอีก

ก็ปล่อยให้มันคลายของมันเอง ไม่สร้างเหตุใหม่ มันก็คลายออกไปเองแล้ว และยิ่งคลายก็มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งแจ้งไปกับวลีที่ว่า "นิพพานอยู่แล้ว" ไปเอง จะไปเร่งเอาไม่ได้ จะไปแก้เอาก็ไม่ได้ ก็แค่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมของมันเอง ใครติดขัดอะไรก็ขอขมากรรมในส่วนที่ติดขัดข้องคาไป แล้ววิบากกรรมทั้งหลายที่ปิดบังสัจธรรมอยู่มันก็จะคลายออกไปเอง ว่างก็ของมันเอง สว่างก็ของมันเอง แจ้งของมันไปเอง ไม่มีใครที่จะสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในธรรมดั้งเดิมได้เลย เพราะ"เรา" นั่นแหละคือส่วนเกินของนิพพาน

แค่ไปทำอะไรเพื่อนิพพานขึ้นมานิดเดียว มันก็เกินนิพพานไปแล้วทันที

No comments:

Post a Comment