Friday, February 8, 2013

อย่าไปมีความหมาย ความเห็นอะไรกับกรรม

กรรม เป็นหนึ่งในเรื่องอจินไตยที่พระพุทธเจ้าท่านทรงไม่ให้เอามาพูดคุยหรือสนทนากัน เพราะมันไม่มีจุดจบ

แต่วันนี้ชาวพุทธทั้งหลาย พยายามที่จะใฝ่รู้ว่าตัวเองเคยทำกรรมอะไรไว้ จะได้แก้กรรมถูก เราเลยเห็นคนส่วนใหญ่ไปสแกนกรรม ไปเอ็กซ์เรย์กรรม ไปอะไรๆกับกรรม ไม่เว้นแม้กระทั่งการสอนให้คนเราทำกรรมปัจจุบันให้ดี คือแก้ที่กรรมปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้พระพุทธศาสนาจึงมีแต่ความสิ้นหวังเพราะไม่มีใครรู้รหัสนัยแห่งพระนิพพานจริงๆ แต่ดันไปรู้ ไปหลงกับรหัสนัยแห่งกรรมแทนเสียฉิบ ทำอย่างกับว่าจะเตรียมตัว เตรียมเสบียงเอาไว้วนยาวๆในสังสารวัฏนั่นแหละ เดี๋ยวก็ได้วนยาวๆจริงๆหรอก

กรรม และกฎแห่งกรรมนั้นมีอยู่แล้ว เป็นกฎประจำสังสารวัฏ มีเฉพาะเมื่อหลงว่ามีสังสารวัฏ เหมือนกับกฎฟิสิกส์ที่ว่า เมื่อมีแรงกิริยาก็ย่อมมีแรงปฏิกิริยา หรือเรียกว่าทำอะไรไว้ก็ได้แบบนั้น แต่ทุกอย่างมีขึ้นมาก็เป็นเพราะหลงไปทั้งหมด ไม่มีอะไรเป็นจริงเลย

เรื่องของกรรมนั้นคาดเดาไม่ได้ คาดหวังไม่ได้ บังคับอะไรก็ไม่ได้ จัดคิวก็ไม่ได้ องค์พุทธะจึงให้ปลงขันธ์อย่างเดียว ไร้อย่างเดียว ไม่ต้องไปมีอะไรๆกับวงจรกรรมอีก เพราะไม่มีใครที่สามารถบงการกฎแห่งกรรมได้เลยแม้แต่องค์พุทธะ คือมันมีของมันอยู่แล้วในสังสารวัฏ เพียงแต่การที่เราต้องไปเวียนว่ายตายเกิด ก็เพราะหลงเข้าไปเล่นเกมกับมายากรรมนั่นแหละ

ใครจะไปรู้ ไปจำได้ว่ากรรมที่เราทำไปก่อนหน้านี้มีอะไรบ้าง มันจะกลับมาตอนไหน ชาติหน้าจะดีจริง หรือปีหน้าชีวิตอาจจะดีหรือไม่ ก็ไม่มีใครรู้ ก็ได้แต่หวังกันไป และถ้ามันจะดีขึ้นมาเมื่อไหร่ เดี๋ยวมันก็จะมีไม่ดีขึ้นมาแทรกได้อีกเหมือนกัน เรียกว่าแกว่งไปขวาได้ เดี๋ยวก็แกว่งไปซ้ายได้ ง่ายๆ ก็เลิกแกว่งซะสิ ก็อย่าไปมีความหมายความเห็นอะไรๆกับกรรม วิบากกรรม และกรรมอนุสัยไปเลย เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว กรรมก็เป็นมายาที่เราหลงอุปาทานเข้าไปรับรู้ ไปเล่นกับมันนั่นแหละ

ตัวอย่างการมีความเห็นความหมายกับกรรม เช่น วันนี้ผมโดนแฟนด่า ผมก็นึกในใจว่า นี่ทำไมชีวิตกูโดนแบบนี้ตลอดเลยวะ ไปทำกรรมอะไรมาเนี่ย เลิกดีไหม ไปมีใหม่ดีกว่า หรือว่า ทำไมไปทำงานทีไร กูต้องโดนเอาเปรียบตลอดเลย ไม่ว่าจะไปที่ไหน สงสัยเจ้ากรรมนายเวรเยอะว่ะ ต้องสมัครงานใหม่อีกแล้ว หรืออย่างช่วงที่ชีวิตตกต่ำ หลายๆคนถูกวิบากกรรมเรียงคิวขืนใจไม่หยุดหย่อน จนท้อแท้แทบฆ่าตัวตาย คนที่คิดแบบนี้หมายถึงคนที่เชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆเข้าด้วยกัน เรียงให้มันเป็นก้อนเดียวกัน และพยายามสร้างความเห็นความหมายขึ้นมาในการเชื่อมโยงนั้น พอมีความหมายของเหตุการณ์ขึ้นมา มันก็เกิดเวทนา เกิดการดิ้นหนีดิ้นสู้ ซึ่งไม่พ้นการไปทำกรรม ไปต่อกรรมให้ยืดยาวไม่รู้จบ แบบนี้เรียกว่าใช้กรรมบรรเทากรรม หรือใช้ปัญหาแก้ปัญหา เหมือนยืมหนี้ไปใช้หนี้นั่นแหละ แล้วมันจะเลิกเป็นหนี้ได้ไหม ไม่มีทางหรอก ก็ชักดาบเลย ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ไม่อะไรกับอะไร ไร้ท่ามกลางเจ้าหนี้ไปเลย ไร้ท่ามกลางกรรมวิบากไปเลย สักแต่ว่ารับวิบากไป อย่าไปมีความหมายความเห็นอะไรที่จะต่อเชื้อ ต่อความยาวกับกรรมอีก ไม่ต้องมีตัวเราเข้าไปรับมัน เดี๋ยวก็จบไปเอง เพราะทุกอย่างมันจบอยู่แล้ว หลงไปติดได้มัน ยังไงๆเดี๋ยวมันก็ผ่านไปอยู่แล้ว ไม่ต้องไปสู้แล้วรวย เพราะเดี๋ยวจะซวยตามมา

ไม่ต้องดิ้นหนีอะไรให้เหนื่อยอีกแล้ว ทุกๆคนมีวิบากเหมือนๆกัน ไม่ต้องไปมีความเห็นความหมายต่อไปอีกว่า คนนั้นรวยกว่าเรา สบายกว่าเรา ดีกว่าเรา มีความสุขกว่าเรา ให้มันเป็นทุกข์ขึ้นมาอีก มันก็เป็นเชลยศึกของสังสารวัฏเหมือนกันทั้งหมดนั่นแหละ มันเป็นเรื่องของทีใครทีมันเท่านั้น ชาตินี้ทีมึง ชาติหน้าทีกู มันก็มีแต่กูกับมึงนั่นแหละที่รับวิบากตลอด

ไม่ต้องไม่ตั้งในท่ามกลางนั่นแหละจบเลย เมื่อไม่มีกู ไม่มีมึง เจ้าหนี้แทงบัญชีสูญสถานเดียว

No comments:

Post a Comment