Tuesday, February 19, 2013

ไม่ตั้ง..ไม่ติด

ถอดความไฟล์เสียง
“ไม่ตั้ง..ไม่ติด" / 18 ก.ค. 2553
หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ  เขมรโต

ก็..ไม่ต้อง..ไปคอยตั้งอะไรลูก  แล้วมันจะใสของมันขึ้นเองเดี๋ยวนั้นแหละ  แต่ไม่ใช่เป็นการหนีสภาวะจิต  หรือความพยายามที่อยากจะให้พ้นจากภาวะที่กำลังเป็นอยู่..มีอยู่นั้นน่ะ..ไม่ใช่แบบนั้น  แค่..ไม่ต้อง..ไปคอยตั้งอะไรลูก  จิตไม่ต้อง..ไปคอยตั้งอะไร  แล้วมันจะหมดสมุทัยให้เอง..หมดเหตุ..หมดเชื้อ  คือตัณหาความดิ้นรนน่ะ..หมดให้เอง

มันจะไม่ใช่อะไรเป็นผู้พ้นไงลูก  เค้าเรียกว่ามันเนื้อหาของ..ความไม่ยึดติด..อยู่แล้วล้วนๆเลย  ไม่ใช่อะไรเป็นผู้หลุด..ผู้ติด  หรืออะไรเป็นผู้พ้นด้วยความพยายามอยากจะพ้นนั้น..มันไม่ใช่  แค่ไม่ต้องไปคอยตั้งอะไรเท่านั้นแหละ  มันก็จะตัดอนุสัยทั้งหลายทิ้งไปเอง  เพราะพอเริ่มตั้ง..มันก็เริ่มกลายเป็นอนุสัยทันทีลูก  พอเริ่มต้องมันก็เริ่มเรียกว่าใช้กรรมอนุสัยทันที  เค้าเรียกว่า..กรรมอนุสัย  ต้อง..ตั้ง..ตั้ง..ต้อง..อะไร  เจตนากรรมลูก..นั่นแหละ..กรรมอนุสัย  ท่ามกลางน่ะแหละ..ตา..หู..จมูก..ลิ้น..กาย..ใจ..ใน..นอก..ทั้งหลาย  ไม่ต้องคอยตั้งอะไร
รู้..มันก็จะ..ตัด..ในรู้ให้เอง  เห็น..มันก็จะ..ตัด..ในเห็นให้เอง  เรา..ไม่ต้องไปตัด
รู้..มันก็จะ..ไม่ติด..ในรู้ไปเอง  เห็น..มันก็จะ..ไม่ติด..ในการเห็นไปเอง  เรา..ไม่ต้องไปพยายามหลุด..ไม่ต้องไปพยายามหลุดหรือพยายามพ้น  ถ้าไปพยายามหลุด..พยายามพ้นเมื่อไร  กลายเป็นตัณหาทันทีลูก

นี่แหละให้มันนอกเหนือกรรมอย่างนี้  นอกเหนือวิสัยของความเป็นสรรพสัตว์แห่งทุกข์  สรรพสัตว์คือสรรพทุกข์นั่นแหละ  ที่เรียกว่า..กรรมซ้อนธาตุ..กรรมซ้อนขันธ์..กรรมซ้อนธรรม  ก็ตรงที่..ตั้ง..น่ะแหละ  ไปคอยตั้งซ้อนดู..ซ้อนรู้เห็น..ตั้งซ้อนจิต  แล้วก็กรรมมันซ้อนไงลูก  ตา..หู..จมูก..ลิ้น..กาย..ใจ  นี่มันเป็นธาตุโดยธรรมชาติ  สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ลูกจะ..ไปติดหรือ..ไปหลุด..ซ้อนลงไปอีก  เพียงแต่ว่าอย่าไปทับซ้อน..อย่าไปซ้อน  ไม่ต้อง..ไปคอยตั้งอะไร  นั่นแหละตลอด.......ตลอด........แล้วมันจะ..ใสขึ้น..ใสขึ้น..สว่างขึ้น..สว่างขึ้น   มันจะคลายของมันเอง..คลายของมันเอง  ทุกสภาพจิต..สภาพธรรม  มันจะคลายเอง..คลายเอง

รู้..มันก็จะไม่มีความหมายในการรู้  เห็น..ก็จะไม่มีความหมายในการเห็น..ทันที  มันจะไม่มีความหมายไปเองทั้งหมด  เยิ่นเย่อ..ยืดเยื้อ..เรื้อรัง  กับการคิดประดิดประดอย..ตบแต่งนั่นนี่อะไรต่างๆ  มันจะเลิกไปเองทั้งหมดน่ะ  วนเวียนกับวิถีรู้..วนเวียนอยู่กับวิถีเห็นทั้งหลาย..มันจะเลิกวนไปทั้งหมด  ปราศจากความโมหะ..ทั้งภาคทิพย์และภาคหยาบ

ไม่ต้อง..ไปคอยตั้งอะไร  มันก็เรียกว่า..คลายตัวมันเอง  มันก็คลายของมันไปเอง..คลายไปเอง  เคยทรงรู้..ทรงเห็น  ก็เลิกทรงไปเองหรอก  เคยแช่..เคยทรงอะไร  มันก็เลิกแช่..เลิกทรง..ไปเองแหละ..จิต  เคยทรงสภาวะจิตมันก็เริ่ม..คลายจากสภาวะจิต..ไปเอง  ไม่ต้อง..ไปคอยตั้งอะไร  แม้แต่ความพยายามจะหลุดก็..ไม่ต้อง  ไม่ต้อง..ไปดิ้นลูก  ยิ่งดิ้น..ยิ่งติด..ติดร่างแหตัณหา..ความดิ้นรนนั่นแหละ  ยิ่งพยายามจะพ้นก็..ยิ่งติดร่างแหของความพยายาม  เค้าเรียกว่า..ความพยายาม..มันก็เป็นรูปแบบของตัณหาชนิดหนึ่ง

เดี๋ยวมันก็เรียกว่าจะ..ไร้..นั่นแหละ  ท่ามกลางน่ะแหละ..ท่ามกลางตัวเองน่ะแหละ  จะใส..ท่ามกลางตัวเองน่ะแหละ  มันจะไร้..ท่ามกลางตัวเองน่ะแหละ  มันจะค่อยๆไร้..เลยลูก  ค่อยๆ..ไร้..ค่อยๆ..ใส  ท่ามกลางตัวเองนั่นแหละ  มันมาจากการคลาย  มันมาจาก..ไร้เจตนากรรม  ไร้เจตนา..ซ้อนดู..ซ้อนรู้  ไร้เจตนา..ซ้อนจิต  ไร้เจตนา..ซ้อนนึก..ซ้อนคิด  ไร้เจตนา..ซ้อนสัญญาความจำ  ไร้เจตนา..ซ้อนในความรู้สึกอารมณ์   ไร้เจตนา..ซ้อนในอิริยาบถทั้งหลาย..ยืน..เดิน..นั่ง..นอน  ไร้เจตนา..ซ้อนนั่ง  ไร้เจตนา..ซ้อนนอน  ไม่ต้อง..ไปคอยตั้งอะไร  มัน..ไร้เจตนาเข้าไปเสวย..ในกายธาตุ..ในอารมณ์ธาตุทั้งหลาย

ไม่มีผู้ติด..ไม่มีผู้หลุดลูก  นิพพานอยู่แล้วนี่  มันไม่มีผู้ติด..ผู้หลุด  ไอ้เราอย่างงั้น..เราอย่างงี้..เราอย่างงั้น..เราอย่างงี้  เลิกไปได้เลย..ขยะทั้งนั้น  เรารู้..เราเห็น  เราไม่รู้..เราไม่เห็นอะไร..เลิก..ทิ้งไปได้เลย....ขยะทั้งนั้น  ขยะของทิฐิทั้งนั้นเลย  ไม่ต้อง..ไปคอยตั้งอะไร  มันจะไร้เราเป็นผู้ติด..ผู้หลุด..ไปเองทั้งหมด..เลิกหลง  แล้วมันก็ทิ้งเอง..อนุสัย  ไปย้ำรู้..ย้ำเห็น  ย้ำจิต..ย้ำมี..ย้ำเป็นน่ะ  มันทิ้งไปเองหรอก..อนุสัย  เพียงแต่ว่า..อย่าไปต่อมัน  ถ้าไป..คอยตั้ง..เนี่ยเค้าเรียกว่า..ไปต่อมัน

ไม่ใช่ตรงที่ผู้ติด..ผู้หลุดลูก  หรือเราติด..เราหลุด..ไม่ใช่ตรงนั้น  ไม่ติด..ไม่หลุด  ไม่ติด..ไม่หลุด  ไม่ติด..ไม่หลุด  ไม่ต้องไปคอยตั้งอะไร  ตา..หมดความหมายไปเอง  หู..หมดความหมายไปเอง  รู้..หมดความหมายไปเอง  เห็น..หมดความหมายไปเอง  ผ่องแผ้ว..ผ่องแผ้ว..ผ่องแผ้ว  ประภัสสร..ประภัสสร.....ผ่องแผ้ว

ไม่ต้องไปคอยตั้งอะไร..ไร้..ไปเองลูก  รู้..ก็..ไร้เรา..ในรู้ไปเอง  เห็น..ก็..ไร้เรา..ในเห็นไปเอง  มันจะคลายโดยความสำคัญในความเป็นเราทั้งหมดน่ะแหละ  นั่นแหละ..ท่ามกลางตัวเองนั่นแหละ  ลูก..ไม่ต้องไปมัวพลุกพล่านในภายนอกอยู่หรอก  ไม่ต้องไปคอยตั้งอะไร..ท่ามกลางตัวเองน่ะแหละ  ลูก..ไม่ต้องไปมัวสาละวนกับภายนอกให้เป็นปลิโพธ ( ความกังวล,ห่วงใย )..เป็นห่วงที่เยิ่นเย่อ..ยืดเยื้อ..บานปลายกิ่งก้านสาขาไปเรื่อย  ท่ามกลางตัวเองน่ะแหละ..ทั้งหมดแหละ

ไม่ต้อง..ไปเลือกแง่..เลือกมุม  ไม่ต้อง..ไปคอยตั้งอะไร  ท่ามกลางน่ะแหละ  แล้วมันจะสละให้หมดทุกแง่..ทุกมุมไปเอง  ในธาตุสี่..ขันธ์ห้านี้  ไม่ต้อง..ไปคอยตั้งอะไร  ไม่ต้อง..ไปคอยชัด..ไม่ชัด  ท่ามกลางความเป็นตัวเองทั้งหมด  ที่สมมุติว่าเป็นความเป็นตัวเองนั่นแหละ  ไม่ว่าจะส่วนกาย..ส่วนจิต  ก็ไม่ต้องไปจำแนกมัน  เอาว่า..ท่ามกลางนั่นแหละ  ไม่ต้อง..ไปคอยตั้งอะไร  แล้วมันจะตัดให้หมดทุกแง่..ทุกมุม  ในความเป็นตัวเองทั้งหมดที่อุปโลกน์ขึ้นนั้น  มันจะพรึ่บเดียว..พรึ่บเดียว

ไม่ต้อง..ไปคอยตั้ง  มันก็..ไม่ติด  มันเคยแต่ตั้งมา  เค้าเรียกมันเคยแต่ตั้ง..มันเคยแต่ติดไง  ยิ่งตั้งก็ยิ่งติด  นี่มันนอกเหนือความเป็นมนุษย์  นอกเหนือความเป็นสัตว์โลก  นอกเหนือความเป็นสรรพสัตว์  นอกเหนือความเป็นตัวเอง..เป็น  ไม่ใช่จะมารักษาเผ่าพันธุ์แห่งความเป็นตัวเองเอาไว้อยู่  หรือความเป็นมนุษย์เอาไว้อยู่นะ......ไม่ใช่  มันนอกเหนือเผ่า..เหนือพันธุ์  พันธุ์ไหนก็..อนิจจัง  พันธุ์ไหนก็..ทุกขังทั้งนั้น  จะพันธุ์นี้..พันธุ์นั้นมันก็..พันธุ์ทุกข์ทั้งนั้นแหละ  นี่เค้าเรียกว่าคลายจากความเป็นตัวมันเอง..ลูก

การที่ไม่ต้องไปคอยตั้งเนี่ย  มันเป็นการไม่ไปย้ำนั่นเอง..ไม่ไปย้ำอุปาทาน..ไม่ไปย้ำตัณหาเดิมๆ  ไม่ไปย้ำรู้..ย้ำเห็น  ย้ำนึก..ย้ำคิด  ย้ำจิต..ย้ำอารมณ์..ย้ำความรู้สึก  ย้ำสัญญา..ย้ำธาตุ..ย้ำขันธ์..ย้ำธรรม  มันไม่เข้าไปย้ำคือไม่เข้าไปติดนั่นเอง  ไอ้ที่ไม่ต้องไปคอยตั้งเนี่ยแหละ  มันไม่เข้าไปติดลูก  แล้วมันก็คือทั้งหมดของความไม่เข้าไปติด..ไปยึด  มันไม่เลือกเฉพาะด้วยว่า  ไม่ติดอะไร..ไม่ยึดอะไร  แต่มันคือทั้งหมด

อย่าไปหลงจำแนกอยู่เลย  อย่าไปหลงแยก..หลงแยะอะไรอยู่  มันพรึ่บเดียวเลย  ท่ามกลางสรรพสิ่ง..สรรพธาตุนั่นแหละ  ไม่ต้อง..ไปคอยตั้งอะไร  มันก็คลายความหลงพรึ่บเดียว  พร้อมกันทุกเรื่องเลย..ทุกเรื่องเลย..ทุกสิ่งทุกอย่างเลย  ไม่ใช่ทีละอย่างสองอย่าง..พรึ่บเดียว..พรึ่บเดียว  ที่มันทีละอย่างสองอย่าง  เพราะว่าเราไปมัว..เอาชัด..ไม่ชัดอยู่  ไปมัวเล็งแล..ไปคาตรงชัด..ไม่ชัด..น่ะแหละ  มันไปติดตัวคอยรู้ชัด..เห็นชัด..ดูชัด..สังเกตชัด  มันก็เลยกลายเป็นแง่..เป็นมุมนั้นไป  แง่นี้..มุมนี้ไป  ทีละแง่..ทีละแง่  เรียกว่ามันไม่พรึ่บเดียว  ถ้าจะพรึ่บเดียวนี่  ลูกต้องทิ้ง..ความชัด..ไม่ชัดเลย  ไม่ต้องเอาชัด..ไม่ชัด..ในจิต  แล้วมันจะพรึ่บเดียวทั้งหมด  เรียกว่า..ฉับพลันทั้งระบบ

ไม่ต้อง..ไปคอยตั้งอะไร  แล้วมันจะหมดเลย  รูป..เสียง..กลิ่น..รส..สัมผัส..นอก..ใน..นั่นนี่  มันจะพรึ่บเดียว  จะผ่องแผ้ว..เกลี้ยงเกลาพร้อมกัน..พรึ่บเดียว  ไอ้ตัวรู้ชัด..รู้ชัด..เห็นชัด..ดูชัด..สังเกตชัด..ที่สุดกันมา  นั่นแหละเค้าเรียกเป็นการเฉพาะเลย  มัวแต่คาเฉพาะแง่..เฉพาะมุม..เฉพาะสิ่ง..เฉพาะอย่างอยู่  มันก็มากมายมหาศาล  แล้วมัวแต่ไปงุ่มง่ามจำเพาะอาการ..ชัดเฉพาะอาการ..ชัดเฉพาะอาการอยู่  แล้วมันเมื่อไหร่ล่ะลูก  ไปฝึกตัวงุ่มง่ามน่ะ..มันไม่พรึ่บเดียว

ไม่ต้อง..ไปคอยตั้งอะไร  คลายตัวมันเอง..คลายตัวมันเอง  แล้วมันก็..คลายตัวมันเอง..คลายตัวมันเอง..ของมันเอง  นั่นแหละมันจะ..ใสขึ้น..นะลูกนะ  สว่างขึ้น..สว่างขึ้น  ไอ้ตัวรู้ชัดน่ะ..ตัวติดเลยล่ะ  ติดทีละแง่..ทีละมุม  คาแง่..คามุม..แห่งการสัมผัส..สัมผัสรู้นั่นเอง  อันนี้มัน..คลายตัวรู้เอง

ไม่ต้อง..คอยตั้งอะไร..ไม่ต้อง..คอยตั้งอะไร..ไม่ต้อง..ไปคอยตั้งอะไรลูก  ไม่ต้องไปคอยตั้งอะไร  นั่นแหละ..ไม่ต้องพยายามหลุด  ยิ่งพยายามหลุด..ยิ่งติด  แค่ไม่ต้องไปซ้อนกรรม..ซ้อนเจตนากรรมลงไป  ในธาตุหนึ่งขันธ์ใด  เท่านั้นแหละลูก  คือ..ไม่ต้องไปคอยตั้งอะไร  เท่านั้นแหละมันก็..ใสขึ้นเอง..สว่างเอง.....  ฉับพลัน..ฉับพลัน  ไม่ใช่ไปพยายามหลุดจากอะไรซักอย่างหนึ่ง  กลายเป็น..ตัณหาความดิ้นรน..ในความพยายามนั้น..ไม่ใช่  ไม่ใช่อะไรหลุดจากอะไรลูก  คือไม่ใช่อะไรคอยติดอะไร..มันไม่ใช่อยู่แล้วไงลูก  ให้มันนอกเหนือความเป็นคน..นอกเหนือความเป็นสรรพสัตว์ทั้งหลาย...............สรรพสัตว์ก็คือสรรพทุกข์........................

                                        +++++++++++++++++++++++++++++++
         

 

No comments:

Post a Comment