Saturday, February 9, 2013

เรื่องจริงของ ชาติ ชรา มรณะ

ชาติ ชรา มรณะ ตามที่เข้าใจกันอย่างผิวเผินนั้นหมายความถึง การเกิดมาชาติหนึ่งๆ แล้วก็แก่ แล้วก็ตาย แต่จริงๆมันไม่ใช่แบบที่เข้าใจกันแค่นี้ครับ มันละเอียดกว่านั้นมาก

ชาติ ชรา มรณะนั้นหมายความลึกลงไปถึง "ขณะจิต" ที่เกิดขึ้น(ชาติ) เสื่อมลง(ชรา) แล้วดับไป(มรณะ)ด้วย ซึ่งอันนี้แหละคือสังสารวัฏตัวจริงที่เกิดขึ้นบนจิต ส่วนไอ้สังสารวัฏภายนอกน่ะจิ๊บจ้อยแค่ปลายเหตุ

ดังนั้นการที่เราจะเข้าไปทำตัวทำใจแบบไหนมันก็ไม่ใช่ จะศีล สมาธิ ปัญญาอีกสักกี่พุทธันดรก็ยังไม่จบ เพราะการที่มีตัวตนเข้าไปดำเนิน ไปปฏิบัติ ในกายในจิต ไม่ว่าแบบไหนก็ตามที มันก็เป็นการก่อให้เกิดวงจรปฏิจจสมุปบาทหรือวงจรสังสารวัฏอยู่ภายในทั้งนั้น

ความผิดพลาดอย่างหนึ่งของระบบวิปัสสนากรรมฐานตั้งแต่เริ่มต้นสอน คือการสอนปฏิบัติกรรมฐานในพระพุทธศาสนายุคปัจจุบันนั้น เริ่มจากพื้นฐานความเชื่อที่ว่าทุกคนยังไม่นิพพาน ทุกคนยังอยู่ในสังสารวัฏ ทุกคนยังมีทุกข์ก็เลยต้องดับทุกข์ ซึ่งแนวทางนี้มันเห็นได้ชัดว่า มันต้องปฏิบัติเอา เป็นการเอาจิต(นาม) ไปรู้ไปวางสิ่งที่ถูกรู้(นาม) ตามขั้นตอน 4-5 ในวงจรปฏิจจสมุปบาท ซึ่งมันก็ได้แต่วางสิ่งที่ถูกรู้ แต่ไม่สามารถวางตัวรู้(4)ได้เอง

เนื้อหาของสัจธรรมนั้นไม่ใช่การมีอะไรเข้าไปวางอะไร ไม่ใช่การเอาตัวตนเข้าไปวางอะไร เพราะถ้าเริ่มมี "เรา" หรือเริ่ม"ตั้งรู้" (4) ขึ้นมาเมื่อไหร่มันก็หลง "ไหล" ไปบนโมหะอวิชชา(2)แล้ว เพราะรู้แบบนี้มันไปดึงสัญญาและสังขารขันธ์มาทำงานด้วย คือมี "รู้" แล้วมี "เรื่อง" ต่อเข้าไปเป็น "รู้เรื่อง" หรือ "เข้าใจ" แถมเข้าไปเป็นความวกวนในขันธ์ รู้แบบนี้แหละคือฝึกกันเอาเป็นเอาตายทั่วบ้านทั่วเมือง ซึ่งมันเป็นรู้แบบปุถุชน ไม่ใช่รู้ของพุทธะ รู้ของพุทธะนั้นคือมโนธาตุ(1)

การฝึกวิปัสสนากรรมฐานอาจจะวางสิ่งที่ถูกรู้ได้จริง แต่มันก็จะไปอุปาทานกับจิต โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เลยสักนิด ซึ่งพระพุทธเจ้าก็บอกอยู่แล้วว่า แม้แต่จิตก็อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พูดง่ายๆคือจิตมันไม่ใช่เรา แนวทางที่เข้าไปฝึกจิตฝึกสตินั้น มันผิดตั้งแต่เริ่มต้นแล้วครับ เพราะการเข้าไปฝึกสติอยู่บนความพื้นฐานความเชื่อ(แบบเมาๆ)ที่ว่า สติมันฝึกได้ จิตมันฝึกได้ ซึ่งโดยนัยยะแล้ว มันต้องเชื่อจริงๆว่า จิตมันเป็นอัตตาจึงฝึกเอาได้ไงเล่า ถ้าไม่เชื่อว่าจิตฝึกได้ หรือจิตเป็นอัตตา คงไม่มีใครบ้าเริ่มเข้าไปฝึกเป็นแน่ จริงไหม...ท่านอาจารย์ทั้งหลาย เริ่มก็ผิดแล้วมันจะไปจบลงตรงไหนได้ก็คิดดูแล้วกัน

พอไปฝึกจิตที่มันอนัตตาอยู่แล้ว มันเลยเกิดเป็นสติปุถุชน หรือเรียกว่า "เกาะรู้บนตัวเอง" ขึ้นมา เป็นสติชนิดเกาะหรืออุปาทานบนจิตของตัวเองเหมือนกาฝาก ซึ่งแบบนี้จะทิ้งยากมากเพราะไม่รู้ตัวว่าเกาะตัวรู้ของตัวเองอยู่ นึกเอาเองว่าเป็นสติที่พาให้พ้นทุกข์ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับผู้ฝึกก็คือ เดี๋ยวดีเดี๋ยวบ้าครับ เดี๋ยวฟุ้ง เดี๋ยวนิ่ง เดี๋ยวว่องไว เดี๋ยวแปรปรวนไปเรื่อย แสดงอนิจจังให้เห็นตลอด มันเลยต้องฝึกต้องบังคับตลอด เดี๋ยวมีสู้เดี๋ยวมีถอยบ้าๆบอๆไปเรื่อย แต่ถ้าใครฝึกกำลังสติให้มันเกาะได้แน่นๆหน่อย มันก็จะเกิดสภาวะที่คล้ายนิโรธหรือนิพพานขึ้นมา คือมันไปทรงรู้อยู่อย่างยิ่งยวด ตัดอย่างอื่นออกหมดเลย ยิ่งพวกที่เข้านิโรธสมาบัตินะ บ๊ายบายเลยชาตินี้ เพราะนิโรธสมาบัตินั้นมีสภาวะเหมือนนิพพานมาก ปุถุชนที่ไม่เคยแจ้งในนิพพานแล้วไปเข้านิโรธสมาบัติก่อนมีหวังหลงทางแน่นอน

การเกาะรู้นี้ มันจะตัดสิ่งที่ถูกรู้ออกไปจากสมการเหลือแต่นาม(จิต) แต่วงจรสังสารวัฏยังคงครบถ้วนกระบวนความ เพียงแต่ใช้กำลังสติไปตัดสิ่งที่ถูกรู้ออก สภาวะนี้ก็เป็นเพียงสภาวะชั่วคราวเท่านั้น หมดแรงเกาะเมื่อไหร่ หรือตอนตายลงเมื่อไหร่ ก็จะรู้ผลเองว่า..เอ๊ะทำไมกูยังอยู่ 555

ก็ขณะจิตตอนขาดใจตายน่ะ มันไปอุปาทานเกาะอยู่ที่จิต คือรู้ๆๆๆๆๆๆที่จิต ก็ไอ้ตัวที่ไปรู้จิตนั่นแหละตัวกูล่ะ..ไม่เหลือ เสร็จกูอีกชาติหนึ่ง ฉะนั้นไอ้พวกที่ไปสอนให้คนตายภาวนาจนขาดใจน่ะ เดี๋ยวไอ้กรรมตรงนี้ก็จะตามมาบังในภายหลัง

สภาวะธรรมทั้งหลายมันก็เกิดเองเป็นเองของมันอยู่แล้ว แม้ไม่มี "เรา" ไปเกี่ยวข้อง ที่จิตมันเกิดเป็นภพเป็นชาติได้ ก็เพราะไปมัวแต่ไปหลงภาวนา เกาะสภาวะธรรมที่มันไม่ใช่ตัวเรานั่นแหละ มันจึงเกิดเป็นอัตตา(ตัวเรา)ซ้อนในสภาวะธรรมนั้น เป็นสันตติ(ความต่อเนื่อง)หรือตัณหาในตัวตน เกิดเป็นสังสาวัฏบนสภาวะธรรมขึ้นมา พอขาดใจตายมันก็จุติใหม่ เกิดใหม่ทันที จบไหม ไม่จบครับ แค่เปลี่ยนภพภูมิเท่านั้น

ก็ทุกอย่างมันนิพพานอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งสภาวะธรรมใดๆ มีหรือที่ภพ ชาติ ชรา มรณะมันจะเกิดขึ้นได้ มันก็นิพพานไปเลย ดับว่างจากการยึดเกาะในสภาวะต่างๆไปเลย เพราะสภาวะอะไรก็ไม่ใช่เรา ถ้าใช่ขึ้นมาก็แสดงว่ามันก็ยึดไปแล้ว เป็นตุเป็นตะไปแล้ว เพียงแค่เราเอ๊ะรู้ขึ้นมาแค่ขณะเดียวเท่านั้น ภพชาติเกิดไปแล้ว ไอ้พวกที่ไปแอบดูจิตนี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ปล่อยให้คางเหลืองไปก่อน

มันไม่มีอะไรติดไม่มีอะไรหลุดกับอะไรอยู่แล้ว นี่คือสัจธรรมความเป็นจริงแห่งพระนิพพาน ไอ้ที่คิดว่าตัวเองติด คิดว่าตัวเองหลุดจากอะไรเนี่ยมันหลงไปเองทั้งนั้น หลงว่ามันมีติดมีหลุดก็เลยหลงไปทำกรรมเพื่อที่จะออกจากกรรม ไม่ต้องไปหลงติดหลงหลุดอะไรอีก ไม่ต้องไม่ตั้งนี่มันก็ไม่เกาะอะไรแล้ว เป็นการปล่อยให้สภาวะธรรมทั้งหลายเกิดเองเป็นเองตามธรรมชาติของมัน ไม่ต้องมีเราซ้อนลงไป เมื่อไม่มีเราซ้อนลงไป มันก็จะไม่อาลัยอาวรณ์ในสภาวะต่างๆ แล้วมันจะคลายตัวมันเองออก เมื่อผัสสะอายตนะคลายลง อุปาทานคลายลง มันก็จะแจ้งเองว่าสภาวะทั้งหลายมันไม่ใช่เราจริงๆ ไม่ใช่ไปดูไปรู้เพื่อเพื่อให้มันเบื่อจะได้คลายออกจากตัวตน ไอ้คลายแบบนั้นมันคลายสิ่งที่ถูกรู้ แต่ไม่คลายตัวรู้หรือตัวตนเสียเอง แล้วไอ้ที่เบื่อน่ะก็เพราะว่าดูมันมาตั้งนานมันก็เหมือนเดิมนั่นแหละ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่อย่างนั้น ที่สุดก็ย้อนไปสู่บทสรุปอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านใส่พานประเคนให้ท่านทั้งหลายแล้ว(แต่ดันไม่เชื่อไปเอง)

ก็ถ้ามี "เรา" เข้าไปดู เข้าไปรู้ เข้าไปจัดการ เข้าไปขัดเคืองปฏิฆะ ทนง่ายทนยาก เบื่อ อึดอัดกับสภาวะธรรมทั้งหลายเมื่อไหร่ มันก็สืบต่อภพชาติไปแล้ว เป็นตัวกูขึ้นมาแล้ว

นี่คือความจริงของการเกิด ชาติ ชรา มรณะ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องหยาบๆของกายธาตุ ว่าใครเกิด แก่ ตายเท่านั้น แต่มันลงไปถึงขณะจิตทุกขณะเลยทีเดียว

No comments:

Post a Comment