Thursday, February 7, 2013

เนื้อแท้แห่งกาลามสูตร

เนื้อหาของกาลามสูตรที่ชาวพุทธท่องจำเอาไว้เป็นยันต์กันผีแทบจะทุกคนนั้นมีอยู่ว่า

กาลามสูตร คือ พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล (เรียกอีกอย่างว่า เกสปุตติยสูตร หรือเกสปุตตสูตร ก็มี[1]) กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ มีอยู่ 10 ประการ ได้แก่

1. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
2. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
3. อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
4. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
5. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
6. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
7. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
8. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
9. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
10. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

ปัจจุบันแนวคิดและหลักสูตรที่สอนให้คนมีเหตุผลไม่หลงเชื่องมงาย ในทำนองเดียวกับคำสอนของพระพุทธองค์เมื่อ 2500 ปีก่อน ได้รับการบรรจุเป็นวิชาบังคับว่าด้วยการสร้างทักษะการคิดหรือที่เรียกว่า "การคิดเชิงวิจารณ์" (Critical thinking) ไว้ในกระบวนการเรียนรู้ในมหาวิทยาลัยของประเทศพัฒนาแล้ว[2]

จากวิกิพีเดีย

ว้าวดูสิครับ ต่อท้ายด้วยการเอาเหตุการณ์ปัจจุบันที่มีคนนำหลักกาลามสูตรมาประยุกต์เป็นอวิชชา เอ๊ย วิชาการสอนทักษะการคิดเชิงวิจารณ์ เพื่อรับรองในสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านถ่ายทอดด้วยแน่ะ ทำไปได้!! 555

ก็อย่างที่บอกนั่นแหละครับว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่องความดีความเลว ดังนั้นการที่ท่านสะท้อนเนื้อหากาลามสูตรออกมาก็เพื่อ "ไม่ให้เชื่อตามอะไร" เพราะความเชื่อนั้นเป็นเพียง "ทิฏฐิ" ไม่ใช่ "ความจริง"ซึ่งความจริงเพียงหนึ่งเดียวในโลกธาตุและสังสารวัฏนี้ ก็คือเนื้อหาสัจธรรมที่มันไม่มีอะไร ก็ในเมื่อทุกสภาวะธาตุ สภาวะธรรมล้วนเป็นธรรมอยู่เองแล้ว เกิดและดับ เปลี่ยนแปลง และไม่เป็นตัวเป็นตนของมันเองอยู่แล้ว เมื่อไม่มีเราเข้าไปยุ่ง ไปแทรกแซงกับสภาวะต่างๆที่มันเกิดเองเป็นเองอยู่แล้ว ผลที่สุดแล้วมันก็ "ไม่มีอะไร" นั่นแหละครับ

ดังนั้นการที่บอกว่าให้ใช้ปัญญาในการพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อนั้นก็ไม่ใช่ครับ เป็นเนื้อหาที่ต่อเติมเข้ามาในภายหลังอย่างผิดๆ เพราะปัญญาของปุถุชนนั้นพิจารณาเพื่อหาถูกผิด เอาไว้ยึดเกาะ ยึดติด ซึ่งจริงๆมันยึดเกาะไม่ได้นะครับ แล้วพอได้ถูกผิดมาแล้วก็เอามาเกทับกัน ส่งเสริมอัตตาตัวตนเข้าไปอีก

ก็ทุกสภาวะมันผ่านตลอด เปลี่ยนตลอดของมันอยู่แล้วและไม่มีอะไรเป็นจริงครับ การเอาปัญญาเข้าไปพิจารณานั้นก็เป็นเพียงทิฏฐิหรือความเห็นความหมายอันเลื่อนลอยเท่านั้น ทั้งโลกนี้และจักรวาล ไม่มีอะไรที่เป็นจริงเลย แม้แต่ตัวสัจธรรมและพระพุทธศาสนาเองก็เป็นเพียงสิ่งสมมติ เป็นเนื้อหาที่อุปโลกน์ขึ้นเพื่อล้างโมหะความหลงของสัตว์โลกชั่วคราวเท่านั้น เมื่อหมดหลงมันก็ไม่มีแม้กระทั่งสัจธรรมหรือตัวศาสนาเอง ว่างเปล่าจากทุกอย่างจริงๆ

เนื้อหาแห่งกาลามสูตรที่แท้จริงจึงเป็นแนวทางที่กันไม่ให้เราไหลเข้าไปคิดไปปรุงแต่ง (อันเป็นสังขารที่มีอวิชชาเป็นฐาน) บนทิฏฐิต่างๆอันเป็นมายาเพื่อค้นหาความจริง เพราะมันจะไม่เจอความจริง เจอแต่ทิฏฐิซ้อนในทิฏฐิ ซ้อนในทิฏฐิไม่จบสิ้น ก็ทั้ง 10 ข้อที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวมาคือทิฏฐิทั้งนั้น กระทั่งข้อ 4 ที่บอกว่าอย่างเพิ่งเชื่อเพราะอ้างตำรานั่นก็ใช้กับพระไตรปิฏกได้ด้วยครับ เพราะพระไตรปิฏกนั้นเป็นเพียงร่องรอยชองทิฏฐิที่เหลืออยู่ พอเข้าไปอ่านไปศึกษาก็เป็นทิฏฐิซ้อนทิฏฐิเข้าไป เนื้อหาสัจธรรมจริงๆจะสะท้อนออกมาจากผู้ที่ว่างแล้ว ดับแล้วเป็นเนื้อหาเดียวกับสัจธรรมแล้วเท่านั้น

พอเราไม่หลงไปปรุงแต่งกับทิฏฐิทั้ง 10 เดี๋ยวมันก็จะตรงต่อเนื้อหาสัจธรรม รู้แจ้งในความเป็นจริงที่ว่า มันไม่มีอะไรเป็นอะไรกับอะไร ไม่มีอะไรมีความหมายกับอะไรอยู่แล้ว...ไปเอง ไม่ใช่ตีความกาลามสูตรเอาไปใช้ในการเจริญปัญญาทางโลกหรือเพื่อค้นหาความจริงทางโลก เพราะจริง(ทางโลก)ของอีกคน บางทีมันก็ไม่จริงกับอีกคนหนึ่ง หรือเอาง่ายๆ จริงของคนบ้าน่ะ คือความไม่จริงของเรา ดังนั้นจริงของปุถุชนนั้นล้วนเป็นแค่มิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น คือเชื่อเอาว่าทิฏฐิต่างๆที่ตนได้จากความรับรู้การปรุงแต่งเอาคือความจริง

โดยเฉพาะข้อที่ 10 นั้น หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านพูดอยู่เสมอๆกับลูกศิษย์ว่าให้ปลงแม้กระทั่งศรัทธา เพราะศรัทธานั้นมีนัยแห่งการยึดติด ท่านจึงต้อง "เล่นแรง" เพื่อกลั่นกรองลูกศิษย์ทุกคน ไม่ให้ยึดศรัทธาในองค์ท่าน คือจะศรัทธาหรือไม่ศรัทธาก็ไม่ต้องให้นอกเหนือเลย สิ่งที่เกิดขึ้นกับศิษย์ทุกคนคือได้เห็นเนื้อหาแห่งความยึดติดของตนที่ไม่สามารถเห็นหรือรู้ได้ในสถานการณ์ปกติ จะได้คลายออกจากความยึดติดนั้นๆ หากใครเอ๊ะอ๊ะ ไปหาถูกหาผิด หรือมีแต่ศรัทธาหัวปักหัวปำ หลงออกไปจากเนื้อหาสัจธรรม หรือไม่กล้าหาญพอที่จะทิ้งแม้กระทั่งตัวตนก็จะถูกกลั่นกรองออกไป ยิ่งกลุ่มนักเรียนแถวหน้านี่เห็นได้ชัดครับ ออกจากวงโคจรไปแล้วหลายคนแบบไม่น่าเชื่อ แต่ก็ไม่เป็นไรอย่างน้อยๆก็มีเชื้อของสัจธรรมแล้ว

ซึ่งการกลั่นกรองในลักษณะนี้นั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เผลอเมื่อไหร่เราเป็นโดนทดสอบทันที นี่คือลีลาธรรมของท่านที่ใช้ในการกลั่นกรองลูกศิษย์ครับ ที่ท่านกล้าทำแบบนี้ก็เพราะทุกอย่างมันเป็นมายาอยู่แล้วทั้งนั้น แล้วก็จะได้ดูว่าลูกศิษย์ลูกหาที่เข้าวัดทุกวันนี้น่ะ มันเข้ามาฟังเนื้อหาหรือมาฟังเรื่องอื่นที่ไม่ใช่สัจธรรม ส่วนใครที่คิดว่าทิฏฐิคือความจริงก็เป็นการเข้าไปยึดในทิฏฐิครับ ซึ่งมันก็ไม่ตรงต่อเนื้อหากาลามสูตรอีก เพราะถ้าเชื่อว่าทิฏฐิคือความจริงมันก็ถือเป็นมิจฉาทิฏฐิอีกนั่นแหละครับ ถ้าไม่ได้เนื้อหาที่ตรงต่อสัจธรรมจริงๆต่อให้ตายคากาลามสูตรก็ต้องไปเกิดใหม่อยู่ดีครับ

ส่วน "การคิดเชิงวิจารณ์"ของพวกต่างชาติก็ช่างมันเถอะ ที่โลกมันวุ่นวายก็เพราะแบบนี้แหละคิดเองเออเองบนความหลงของตัวเองทั้งนั้น ชีวิตมันเลยมีแต่ Error เอ๋อเหรอ ไม่ต้องเอามันมารับประกันคำของพระพุทธเจ้าหรอก เพราะมันแสดงถึงให้เห็นถึงความลังเลและไม่เข้าใจเนื้อหาสัจธรรมแห่งองค์พุทธะของคุณเองครับ

No comments:

Post a Comment