Monday, February 4, 2013

ฟังธรรมหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะแล้วงง จะต้องทำยังไงดี

ธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะนั้น เป็นธรรมชนิดที่สะท้อนจากจิตสู่จิตครับ สังเกตจากที่หลวงพ่อบอกว่าฟังแล้วให้จบตามดับตาม ไม่ใช่ให้คิดตาม หรือปฏิบัติตาม

แต่ที่เราฟังไม่เข้าใจก็เพราะโดยอนุสัยของเรานั้น เวลามีอะไรเข้ามากระทบ ผัสสะ อายตนะ พอรับรู้แล้ว มันก็จะเข้าไปประมวลผลที่สมองซึ่งเป็นส่วนของสัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ก่อน พอย่อยเสร็จ วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์เสร็จ จึงเข้าใจและจัดเก็บข้อมูล(เป็นสัญญา) ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เกิดจากอนุสัยเก่า การปลูกฝัง จากระบบการศึกษาหรือระบบตรรกะที่เราร่ำเรียนมายาวนานหลายสิบปี เรียนมาแล้วมันก็ติดเป็นอนุสัยเหนียวแน่น แก้ยาก นี่คือสาเหตุที่หลวงพ่อบอกว่ายิ่งเรียนยิ่งโง่นั่นแหละครับ ถ้าจะให้เปรียบเทียบง่ายๆก็เหมือนกับว่า พวกปัญญาชนน่ะ มีเขาวงกตเรียกว่าระบบตรรกะและระบบการคิดกั้นอยู่ระหว่างจิตกับข้อมูลที่รับเข้ามาทางผัสสะ พอฟังหลวงพ่อแล้วข้อมูลที่หลวงพ่อให้มันก็เข้าไปวนเวียนเป็นเขาวงกตอยู่ในสัญญาขันธ์และ สังขารขันธ์ สัจธรรมจึงไม่เข้าถึงจิตโดยตรง ซึ่งที่หลวงพ่อบอกว่าฟังตรงๆน่ะ แปลว่า ฟังให้มันตรงเข้าไปที่ใจเลย ถ้าเป็นการฉีดยาก็เหมือนปักเข็มลงตรงหน้าอกด้านซ้ายตำแหน่งหัวใจนั่นแหละ ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า คนที่ไม่ค่อยรู้เรื่องการปฏิบัติ หรือไม่มีความรู้มากนักและฟังตรงๆจะสว่างเร็วกว่าพวกปัญญาชน อย่างที่หลวงพ่อบอกว่าฟังแล้วชอบไปติดที่ปัญญานั่นแหละ พอไปติดที่ปัญญา สัจธรรมจึงไม่สามารถแสดงอานุภาพได้ เพราะสัจธรรมจะแสดงอานุภาพที่ใจของผู้ฟังเท่านั้น หากกรรมบังมากๆ ก็ต้องขอขมากรรมก่อนเพื่อเปิดและคลายเขาวงกตออก พอกรรมเปิดการส่งผ่านสัจธรรมจากจิตสู่จิตจึงค่อยเป็นไปได้ บางคนที่ไม่มีกรรมบังจึงสามารถบรรลุเฉพาะหน้าหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะได้ทันที เหมือนครั้งพุทธกาล

ดังนั้นใครที่ฟังหลวงพ่อแล้วตั้งท่าฟัง ตั้งใจฟัง ฟังด้วยความปฏิฆะ หรือหอบฐานข้อมูลเก่ามาเทียบเคียงกับสัจธรรมที่ฟังเต็มที่ ก็จะงงเป็นไก่ตาแตกว่าหลวงพ่อท่านพูดอะไร หรือบางคนอาจจะฟังหลวงพ่อแล้วยืนยันว่าเข้าใจ แต่ก็ยังคอยไปปฏิบัติอยู่ ยังสรุปว่าหลวงพ่อก็สอนเหมือนที่อื่น คนเหล่านี้ยังติดที่กรรมบังอยู่ ซึ่งการเข้าใจในระดับของความคิด ความจำแบบปัญญาชนนั้น สัจธรรมก็จะไม่เปล่งอานุภาพในการล้างอุปาทาน

และด้วยอานุภาพของสัจธรรมนี่แหละที่ทำให้หลวงพ่อไม่ได้อนุญาตให้ทุกคนพูด สัจธรรม เพราะบางคนที่มีบารมีในการโปรดสัตว์ ก็จะสามารถสะท้อนสัจธรรมจากจิตสู่จิตได้ ซึ่งสัจธรรมจะไม่ถูกบิดเบือน แต่ถ้าปุถุชนไปพูดกันเอง มันก็จะเป็นการสื่อสารในระดับของสังขารและสัญญาขันธ์ คือการนึกคิด ปรุงแต่ง จดจำ ซึ่งการสื่อในระดับปุถุชนแบบนี้ผู้รับจะไม่ได้อานุภาพของสัจธรรม หนำซ้ำสัจธรรมก็จะถูกต่อเติมจน "หนา" ขึ้น เนื้อหาถูกแต่งเติมให้มีลักษณะของการวน ซึ่งเป็นอนุสัยของสรรพสัตว์ อันเป็นสาเหตุให้สัจธรรมถูกบิดเบือน

ที่ว่าสัจธรรมสะท้อนจากความว่างนั้นหมายความว่า มันออกจากจิตเดิมแท้ที่ว่างอยู่แล้วส่งสู่จิตของผู้รับโดยตรง ไปคิดเอาไม่ได้ครับ คนฟังตรงๆจึงคลายโพล่งได้ทันทีที่หลวงพ่อจบประโยค

ดังนั้นสรุปคือการที่ฟังหลวงพ่อแล้วไม่เข้าใจก็ไม่ต้องทำอะไร เพราะถ้าเข้าไปทำ มันก็จะไม่ตรงต่อการส่งจากจิตสู่จิต เป็นการตั้งกำแพงไม่ให้สัจธรรมเข้าสู่ใจโดยตรง การฟังที่ถูกนั้นก็จะต้องเปิดใจ ฟังแบบไม่คิดอะไร ไม่ต้องคิดวิเคราะห์ ไม่ต้องฝืน ไม่ต้องเทียบเคียง ฟังแบบไม่ตั้งใจหรือฟังแบบไม่เอาเนื้อหานั่นแหละคือการเปิดใจ และการฟังครั้งแรกๆนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการ "ล้าง" ระบบสัญญาเก่าๆ ระบบบัญญัติเก่าๆที่ทำให้เราติดขัดข้องคาอยู่ จะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไรครับ ฟังไปเรื่อยๆ ปล่อยให้สัจธรรมทำหน้าที่ล้างอุปาทานในขันธ์ไปเอง พอฟังไปเรื่อยๆก็จะเข้าใจสิ่งที่หลวงพ่อสอนมากยิ่งขึ้นไปเองครับ

No comments:

Post a Comment