Monday, February 11, 2013

ธรรมชาติโดยธรรมชาติอยู่แล้ว

ทุกสรรพสิ่ง สรรพธาตุ สรรพธรรม ในโลกธาตุนี้ล้วนเป็นไปโดยธรรมชาติของมันเองอยู่แล้ว
เป็นธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เสื่อมไปเป็นธรรมดา และมีไม่อะไรเป็นตัวตนอย่างแท้จริง
แม้กระทั่งกายและใจของเราเองก็เป็นธรรมชาติเดิมของมันอยู่แล้ว

หากแต่เพียงความหลงหรือโมหะอวิชชา ทำให้หลงไปปรุงแต่งขึ้น
จนเกิดเป็น “เรา” ซ้อนขึ้นมาในกายในใจที่มันเป็นธรรมชาติเดิมของมันอยู่แล้ว
ตัว "เรา" จริงๆจึงไม่มี มีแต่เพียงความรู้สึกว่าเป็นเราอาศัยอยู่บนกายบนใจนี้

ร่างกายมันก็ทำงานไปตามธรรมชาติของมันตลอด
หายใจเข้า-ออก หนาวเย็น เจ็บปวด เมื่อยล้า ผ่อนคลาย ฯลฯ
ใจมันก็ทำงานไปตามธรรมชาติของมันอยู่แล้ว ในการรับรู้สิ่งต่างๆอย่างเป็นกลาง

คำว่า “เป็นกลาง” ในที่นี้หมายถึง เป็นกลางจากตัวตนที่ซ้อนลงไปในจิตในใจ

แต่พอหลงมีตัวเราเข้ามาเป็นเจ้าข้าวเจ้าของกายและใจ
ที่มันเป็นธาตุและสภาวะตามธรรมชาติเดิมอยู่แล้ว
การบังคับกายและใจให้เป็นไปตามที่ต้องการก็บังเกิดขึ้น
สิ่งนี้ คือ กรรม หรือ การกระทำ
การกระทำนั้น คือแรงที่สะท้อนออกไปอย่างมีเจตนาในการบังคับสภาวะธาตุสภาวะธรรมทั้งหลายให้เป็นไปตามที่ต้องการ
การกระทำใดๆก็ตามจะได้แรงสะท้อนกลับคืนเท่าเดิมเสมอ เพื่อกลับคืนสู่สมดุลเดิม แรงสะท้อนกลับนี้ คือ วิบากกรรม

และสมดุลดั้งเดิมนั้น คือ นิพพาน

นับตั้งแต่หลงว่ามี “เรา” เข้ามาครอบครองกายและใจที่ไม่ใช่ของใครเป็นต้นมา
ตัณหา อุปาทาน กิเลส และ ทุกข์จึงตามมา
จากความหลงที่ไปบิดเบือนสภาพธรรมชาติดั้งเดิมแท้นั้น
แม้สิ่งเหล่านี้จะสร้างความอึดอัดขัดเคืองในกายในใจ
แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่เราที่จะไปกำจัดมัน
เพราะมันก็เป็นเพียงสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นเนื่องด้วยเหตุปัจจัยอันมี "ตัวเรา" เป็นปฐมเหตุ

แต่สรรพสัตว์ทั้งหลายก็ยังดิ้นรน
พยายามที่จะทำให้มันดี ให้มันมีความสุข
หลีกหนีความทุกข์ หลีกหนีความชั่วให้ไกล
โดยไม่รู้ถึงความเป็นจริงที่ว่า...
ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นธรรมชาติเดิมแท้ที่ไม่มีความเป็นอะไรอยู่แล้ว
บริสุทธิ์จากการปรุงแต่งให้เป็นอะไรๆ หรือเป็นของใครอยู่แล้วตลอด

เมื่อไม่รู้ความเป็นจริงอันเป็นเนื้อหาเดิมแท้
สรรพสัตว์จึงต้องดิ้นรนหาทางออกไปด้วยตัณหา
แล้วก็ยิ่งทำให้ตนเองทุกข์มากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะตัณหามันมีเชื้ออยู่ที่ “ตัวเรา”  นี่เอง
จนกระทั่งกายสังขารตายลง ดวงจิตทั้งหลายก็ยังไม่เคยรู้สึกพอ
ดิ้นรนแสวงหาการเกิดใหม่ หวังจะกลับมาแก้ไขสิ่งที่ผ่านไปแล้วจบไปแล้ว...ให้มันดี
เป็นแบบนี้ภพชาติแล้วภพชาติเล่า จนหาต้นหาปลายไม่เจอ
ดิ้นรนที่จะคว้าเงาทางออกจากฝันของตนไม่รู้จบ
ดิ้นรนไปเพื่อแสวงหาคำตอบสุดท้ายกันอย่างสิ้นหวัง

เรื่องราวทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะเพียงความหลง...
หลงยึดไปในผัสสะ อายตนะ
ยึดว่าสิ่งทั้งหลายที่รับรู้ผ่านอายตนะอันจำกัดคับแคบนั้น...มันมีมันเป็นจริงตามนั้น
โลกและจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลจึงเกิดขึ้นบน ความหลงไปคิดปรุงแต่งว่ามันมีมันเป็นจริง

แต่ในความเป็นจริงแห่งสัจธรรมแล้ว...
เรื่องราวที่ซับซ้อนทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ไม่เคยเกิดขึ้นจริงๆ แม้แต่เรื่องเดียว
เป็นเพียงแต่ความหลงไปบนผัสสะ อายตนะ และการปรุงแต่งเอาเท่านั้น
เป็นฝันที่ “ตัวเรา” สร้าง “ตัวเรา” ขึ้นมา แล้วก็ดิ้นรนไปบนความไร้แก่นสารทั้งหลายอันว่างเปล่านั้นเสียเอง

ด้วยเหตุนี้องค์พุทธะจึงอุบัติขึ้นบนโลก
เพื่อปลุกให้สรรพสัตว์ทั้งหลายตื่นออกจากโรงละครฉากใหญ่
ที่ทุกดวงจิตเขียนบทให้ตนเองเล่นไม่รู้จักจบสิ้น
เนื้อหาแห่งองค์พุทธะจึงไม่ได้สอนให้ใครทำอะไร เพื่อที่จะออกจากอะไร หรือบรรลุอะไร เพราะมันก็ไม่มี “ใคร”อยู่เองแล้วตลอด นับตั้งแต่ปฐมกาลเป็นต้นมา

ทุกสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนบรรลุอยู่แล้ว
เป็นเนื้อหาธรรมชาติเดิมแท้อยู่แล้ว
เป็นธรรมชาติโดยธรรมชาติอยู่แล้วตลอด

พระพุทธองค์จึงทรงทำแค่เพียงนำความจริงแท้นี้มาประกาศ ฟังแล้วจะได้เลิกหลง
คลายออกจากกายจากใจนี้ แล้วเนื้อหาดั้งเดิมแท้ก็จะตื่นออกเอง

เหตุที่สรรพสัตว์ทั้งหลายไม่สามารถแจ้งถึงเนื้อหาเดิมแท้ได้นั้น
ก็เพราะมัวแต่สาละวนที่จะหาทางออกให้ “ตัวเอง”
โดยไม่รู้ความจริงแท้ว่า ตัวเองก็ไม่ใช่อะไร

สรรพสัตว์ทั้งหลายจะแจ้งตรงต่อเนื้อหาธรรมชาติเดิมแท้ที่มันบริสุทธิ์จากตัวตนอยู่แล้วได้...
ก็ให้ "ปลง"

ปลงสิ่งที่หลงไปเป็นตัวตนบนสภาวะต่างๆเสีย
เลิกบังคับสภาวะกายใจ ปล่อยให้มันเป็นไปโดยธรรมชาติของมันเอง
ไม่ว่ามันจะอึดอัดขัดเคืองจากกิเลส ตัณหา อุปาทานอย่างไร
มันก็เป็นเพียงสภาวะธรรมชาติของมันอยู่เองแล้วทั้งนั้น

ก็ไม่ต้องดิ้นรนที่จะแก้อะไรให้เป็นแบบไหน
เพราะเมื่อไหร่ที่มีเราเข้าไปแก้ มันก็ไม่เคยพอดีสักที
ก็ “ตัวเรา” นั่นไงที่ไม่เคยพอดี
ไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติผ่านไปมันก็ไม่เคยพอดี
ต่อให้อีกกี่ภพกี่ชาติต่อจากนี้ไป มันก็จะไม่พอดี

ทุกอย่างมันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป หาแก่นสารอะไรไม่ได้
แม้กระทั่งปัจจุบันขณะก็เสื่อมไปโดยตัวของมันเองตลอด

ก็ปลง...แล้วความเห็นว่าเป็นตัวตนก็จะคลายตัวมันเองออกมา
โดยที่เราไม่ต้องเข้าไป “ทำ” หรือ “ปฏิบัติ” อะไรเพื่อให้มัน “ตื่น” ออกจากความหลง
เพราะเมื่อใดก็ตามที่ปลงตัวตนในสภาวะต่างๆลงแล้วนั่นแหละ มันจะตื่นออกโดยตัวมันเอง

นิพพานจึงไม่ใช่สิ่งวิเศษอันใดที่ต้องใช้ความพากเพียรบากบั่นไปให้ถึง
เพราะความพากเพียรนั้น ก็คือส่วนเกินจากความดิ้นรนของตัวตนนั่นเอง

เนื้อหาสัจธรรมนี้ หากเข้าใจเอาโดยการปรุงแต่ง
มันก็จะกลายเป็นเพียงโมหะทิฏฐิในสัจธรรมเท่านั้น
...ไม่ใช่เนื้อหาสัจธรรมโดยตัวมันเอง

ดังนั้นหากเข้าใจสัจธรรมแล้ว
ก็ต้องละทิ้งแม้กระทั่งความเข้าใจเอง
ปลงแม้กระทั่งปัญญาที่ใช้ทำความเข้าใจนั้นเสียเอง

ซึ่งเมื่อถึงที่สุดแล้ว...
ความศรัทธาและเคารพใน พระรัตนตรัยอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ก็ต้องปลงทิ้งด้วยเช่นกัน
เพราะธรรมชาติเดิมแท้นั้น มันไม่มีอะไรเป็นอะไรแม้แต่อย่างเดียว
....บริสุทธิ์แม้กระทั่งจากความเป็นพุทธะเอง

No comments:

Post a Comment