Sunday, February 10, 2013

บ่น-ศาสตร์: จดหมายถึงคนขี้บ่น

ผมเชื่อว่าเราทุกคนคงเคยเจอคนขี้บ่น ขี้หงุดหงิด ขี้รำคาญ กันมาไม่มากก็น้อย หรือแม้แต่เป็นกับตัวเองก็มี แต่ดันไม่รู้ตัว

อาการขี้บ่นนั้นเกิดจากอะไรบ้าง?

ผมจะไม่อธิบายในเชิงจิตวิทยานะครับ อธิบายกันแบบให้พ้นทุกข์ไปเลย จะได้จบๆ ไม่ต้องเลี้ยงผีเลี้ยงไข้กันอีกต่อไป

อาการบ่นนั้นเป็นวจีกรรม ถือว่าเป็นปลายทางของกรรมแล้วครับ ต้นตอของการการบ่น หากสืบค้นกลับไปก็จะพบว่า คนๆนั้นชอบตอกย้ำอารมณ์ ตอกย้ำรู้ ตอกย้ำเห็น ตอกย้ำความคิดทิฏฐิตน จนเกิดเป็นอัตตาแคบๆซ้อนลงไปในสภาวะต่างๆที่ตนยึดอยู่ คนเหล่านี้มีชีวิตที่อยู่บนเงื่อนไขแคบๆของตนเอง พอคับแคบแล้วมันก็จะมัวแต่สาละวนคับแคบอยู่อย่างนั้น พยายามทำให้ทุกสิ่งถูกต้องตรงเงื่อนไขความคับแคบของตน ที่น่าตกใจคือ ยิ่งคับแคบมากเท่าไหร่ มันก็จะยิ่งบีบตัวมันเองให้คับแคบลงตามสิ่งที่ตนยึดมากขึ้นเท่านั้น สุดท้ายหากยึดมากๆ แล้วมันยึดไม่ได้จนเกินพิกัดความอดทนของตน ไม่ยอมผ่อนยอมคลายเสียบ้าง ก็ระเบิดเลยครับ

คนที่คับแคบน่ะ ไปไหนก็มีแต่ทุกข์เพราะติดอยู่แต่กับเงื่อนไขของตนเอง ทั้งๆที่ทุกสิ่งในโลกนี้มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเอาแน่อะไรไม่ได้

ทีนี้จะแก้ยังไงได้เล่า?

ก็แค่ให้รู้โดยความเป็นจริงของโลกเอาไว้และเอาไปเตือนใจตนเสมอๆว่า ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปลงไปไม่ผูกติดกับอะไรอยู่แล้ว ทุกอย่างล้วนเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ทุกอย่างมันไม่มีอะไรเป็นตัวตนอยู่แล้ว ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส การดู การเห็น การคิด การจำ ล้วนวูบไหวผ่านมาแล้วผ่านไปชั่วขณะจิต ถ้าไม่ไปตอกย้ำ ไม่ไปยึดมัน มันก็จะผ่านไปเอง ไม่มีตัวตนจริง คิดนึกขึ้นมาทีหนึ่ง มันจึงมีขึ้นมาทีหนึ่งแล้วก็ดับไป จบตรงนั้น แต่หากไปตอกย้ำมันมากๆเข้า มันก็เป็นการเข้าไปยึด ในสภาพที่มันเปลี่ยนไปของมันเอง เสื่อมไปของมันเอง ผ่านมาผ่านไปไม่เป็นตัวตนของมันเอง ทีนี้คิดดูสิว่าใครทุกข์?

ก็ตัวเราใช่ไหมที่ทุกข์

จริงๆแล้วตัวเราก็ไม่มีหรอก เพราะตัวเราใจเรามันก็ประกอบไปด้วยสภาวะการรับรู้จากช่องทางต่างๆที่มารวมกันชั่วคราว ผ่านใจที่มันหลง "ไหล" ไปตามสภาวะต่างๆที่เกิดขึ้น(เดี๋ยวก็ตายจากกันแล้วเธอจ๋า จะเอาอะไรไปได้เล่า) ที่สำคัญคือมันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย แล้วจะไปเอาอะไรกับมันได้เล่า

เมื่อเรารู้ความจริงที่ว่าของธรรมชาติแล้วว่ามันบังคับไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปใส่ใจกับมันให้ปวดใจ แต่ให้วางใจกับเงื่อนไขต่างๆที่เคยผูกเอาไว้ ปล่อยชีวิตให้มันนอกเหนือเงื่อนไข คือจะได้หรือไม่ได้ก็ช่างมัน มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนั้น ทุกอย่างที่เราได้รับล้วนเป็นไปตามกรรมที่เราทำมาทั้งนั้น ไม่ผิดพลาดแม้แต่กระเบียดนิ้วเดียว บทสรุปต่อเหตุการณ์ทุกอย่างก็ล้วนถูกกำหนดมาอยู่แล้วตามผลแห่งกรรม แล้วจะดิ้นรนเอาอะไรมากกว่าที่เราสมควรจะได้อีกเล่า

ถ้าดิ้นรนจะเอามากกว่าที่เราควรจะได้ก็สร้างทุกข์ซ้อนขึ้นไปอีก แล้วก็ต้องวนเวียนกลับมาชดใช้อีกไม่จบสิ้น เอาไปเท่าไหร่ต้องคืนเท่านั้น ดังนั้นก็จะไม่มีใครได้อะไรจากสังสารวัฏนี้เลยเธอจ๋า

แต่ถ้าเรานอกเหนือเงื่อนไขทุกอย่างได้ มันก็จะคลายออกจาก "ตัวเรา" ไปเอง เมื่อคลายออกจากตัวเราแล้ว นั่นแหละคืออิสรภาพที่แท้จริง อิสรภาพนอกเหนือกายและใจตนเอง หรือที่พระพุทธศาสนาเรียกว่านิพพาน

หรือถ้าใครหลงไปบังคับชีวิตแล้วมันได้อย่างที่หวังเอาไว้จริงๆ ก็อย่าอหังการไป เพราะเดี๋ยวจะมีชาติหน้ามาให้บังคับกันอีก เหมือนเล่นเกมน่ะ จบด่านนี้ก็ต้องเล่นด่านต่อไปเป็นภาคบังคับ แต่เกมก็เหมือนเดิมนั่นแหละ...จะเอาเหรอ

ส่วนคนที่ทุกข์ใจกับการบ่นของคนอื่น ก็ไม่ต้องไปรับเขามาสิครับ ก็เพราะไปรับเขามาเองแล้วทุกข์เอง จะไปโทษใคร ฟังแล้วก็ให้มันผ่านทะลุไปเลย ส่วนคนที่มันบ่นมากๆจนเป็นสันดานแล้วก็คงต้องปล่อยให้ไปใช้กรรมก่อนจะได้เข้าใจว่า ตอนมีชีวิตอยู่นั้น ทำอะไรลงไปบ้าง พวกนี้ตายแล้วจะรู้ดีเลย ปล่อยไป อโหสิอย่างเดียว

ใครบ่นจนเป็นอนุสัยแล้วอาจจะแก้ยาก ก็ไม่ต้องไปหวังที่จะแก้มันให้ท้อถอย เพราะถ้าหวังที่จะไปแก้มันก็จะเป็นตัณหาซ้อนลงไปอีก ทีนี้ไม่จบ แก้ตัวเก่าได้ ปัญหาตัวใหม่เกิดแทนไม่รู้จบ ที่อธิบายมาทั้งหมดนี่ไม่ได้ให้ไปแก้อะไรนะครับ แต่ให้วางใจ อะไรมันจะมา จะไปก็ช่างมัน เพราะมันถูกจัดสรรมาดีแล้วทั้งกรรมและธรรม ไม่ต้องไปรอธรรมจัดสรรอะไรให้ยุ่งยากหรือไปคาดหวังให้มันเป็นเงื่อนไขขึ้นมาอีก แค่นี้เดี๋ยวมันก็จะคลายออกจากความคับแคบในจิตในใจไปเอง

เมื่อคลายออกจากความคับแคบในใจได้แล้ว เดี๋ยวอาการบ่นนั่นบ่นนี้มันก็หายไปเอง โดยที่เราไม่ต้องไปแก้อะไรเลย

เพราะ "ตัวเรา" นั่นแหละ คือต้นเหตุของความคับแคบทุกเรื่องในชีวิตล่ะ

No comments:

Post a Comment