Monday, February 11, 2013

อิสรภาพทางใจ

ผู้คนสมัยนี้คิดว่าตัวเองมีอิสรภาพมาก...มากเสียจนเกิดความหยิ่งยโสโอหังในตน

อิสรภาพที่ผู้คนยึดถือกันทั่วโลกนั้น ก็หมายความถึงว่า อยากจะทำอะไรก็ทำตามใจ ตรงไหน เมื่อไหร่ก็ได้

แต่หารู้ไม่ว่าแบบนี้ไม่ใช่อิสรภาพที่แท้จริง เพราะสุดท้ายก็ยังตกเป็นทาสของใจอยู่ หลงคิดเอาว่าใจคือตัวตนของตัวเอง ก็เลยตามใจไปเรื่อย แล้วก็ทุกข์ไปเสียเอง แบบนี้เรียกว่าเป็นทาสทางใจ ไม่ใช่อิสรภาพแบบที่หลงเข้าใจ

ผู้คนทั้งหลายล้วนแต่พยายามดิ้นรนแสวงหาอิสรภาพทางการเงิน อิสรภาพทางกาย อิสรภาพทางใจ แต่หารู้ไม่ว่า เพียงแค่เริ่มดิ้นรนแสวงหานั้นแหละ มันก็เป็นทาสไปแล้ว ทาสของใจ ทาสของตัวเอง

ดิ้นรนเพราะร้อนรน
ร้อนรนเพราะถูกบีบคั้น
แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ที่การถูกบีบคั้นอะไร แต่มันเกิดจากการเข้าไปยึดติดในสิ่งที่มันล้วนแล้วแต่เปลี่ยนแปลงและเสื่อมไปโดยตัวมันเองทุกๆขณะ ทุกข์จึงเกิดขึ้น ความเป็นทาสจึงเกิดขึ้น ณ ตรงนั้นเดี๋ยวนั้นทันที

เมื่อยึดเข้าไปแล้ว มันก็จะเริ่มไหลไปตามสิ่งต่างๆ โดนใจลากไปสุขบ้าง ทุกข์บ้าง เพราะไปยึดเอาว่าเป็นใจเรา จึงดิ้นรนที่จะทำให้มันดี ต้องทำให้มันสบายใจ

อย่างนี้ใครเป็นนายใครเป็นทาสกันแน่เล่า

มีสุภาษิตบอกกล่าวเอาไว้ว่า "จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว" ซึ่งก็เป็นสุภาษิตที่ผิดไปจากสัจธรรมความเป็นจริงที่มันไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรอยู่แล้ว ทุกอย่างเป็นเพียงเหตุปัจจัยแก่กันและกันชั่วคราวเท่านั้น หมดเหตุปัจจัย ผลก็ดับลงไปเอง ทุกอย่างเป็นอิสระต่อกันทุกขณะจิตอยู่แล้ว ไม่เคยมีเราแม้แต่นิดเดียว หลงกันไปเองทั้งนั้น

สภาวะอารมณ์ทั้งหลายจึงเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดาของมันเอง เป็นเพียงการอาศัยใช้ชั่วคราว เป็นธรรมที่ไม่มีความหมายอะไร หาได้มีแก่นสารอะไรมากกว่านั้นให้ยึดถือไม่

แต่คนเราก็เข้าไปยึดว่า เป็นตัวเองที่รู้สึก ตัวเองโกรธ ตัวเองดีใจ ตัวเองเสียใจ จนเกิดอาการเรียกว่าอารมณ์ค้าง จริงๆมันไม่ได้ค้าง เพียงแต่ไปยึดติดตอกย้ำซ้ำๆลงไปจนกลายเป็นทาสของตัวเองในที่สุด โดยหารู้ไม่ว่า "ตัวเอง" นั่นแหละคือผู้เชื่อมโยงสภาวะการณ์ต่างๆที่ได้รู้ ได้เห็น ได้สัมผัส ได้ลิ้มรส ได้เข้าใจ ประกอบขึ้นมาให้เป็นตัวเป็นตน แล้วก็หลงเป็นทาสของตนไปเสียเอง

ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายต้องว่ายวนอยู่ในสังสารวัฏ เกิดแล้วตายนับครั้งไม่ถ้วน เวียนว่ายดิ้นรนแสวงหาทางออกจากทุกข์โดยหารู้ไม่ว่า ใจก็ไม่ใช่ของตน และการเป็นทาสของใจนั้นเองคือเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง

จะเป็นอิสรภาพจากใจตนเองได้ก็ไม่ต้องไปทำจิตทำใจแบบไหนอีกแล้ว ไม่ต้องอยากจะให้มันดีหรือยากจะให้มันมีความสุขอะไร อย่าไปมีส่วนร่วมกับใจแม้แต่นิดเดียว มันจะรู้สึกอย่างไรก็ช่างมัน มันจะอ่อนแอท้อแท้อย่างไรก็ช่างมัน มันจะดี มันจะฟู จะแฟ่บก็ช่างมัน เพราะมันเป็นอย่างนั้นอยู่เองแล้วตามเหตุปัจจัย แล้วมันก็ดับไปเองตามเหตุปัจจัยที่หมดลง แต่โดยความเหนียวแน่นในการยึดติดกับใจนั้น มันก็จะไปพยายามที่จะบังคับสภาวะต่างๆอยู่ตลอดเวลาบ้าง...ก็ช่างมัน

"ช่างมัน" ในที่นี้ ก็คือการปล่อยให้สภาวะทั้งหลายแห่งกายแห่งจิด เป็นไปตามเหตุและปัจจัยของมันเอง ไม่ต้องทรง ไม่ต้องบังคับ ปล่อยเลยในทุกขณะ แล้วนั่นแหละ ความเป็นตัวเราที่ซ้อนลงในใจในกาย ซึ่งล่ามเป็นโซ่ตรวนอยู่กับใจก็จะคลายออกไปเอง สลายความเป็นเราลง แล้วมันก็จะพ้นไปจากพันธนาการแห่งใจโดยตัวมันเอง ตรงต่อธรรมชาติธาตุธรรมที่มันนิพพานอยู่แล้วไปเอง

ดังนั้นอย่าคิดแม้แต่จะพยายามพ้นทุกข์อะไร เพราะไอ้ความเป็นเราที่หลงพยายามนี่แหละคือโซ่ตรวนที่แท้จริง

หมดความเป็นเราลงเมื่อไหร่ ก็เป็นอิสระทางใจเมื่อนั้น

อิสรภาพอันเป็นที่สุดนี้ คือ นิพพาน นั่นเอง

No comments:

Post a Comment