Friday, February 8, 2013

นอกเหนือคำตอบ

ผมเชื่อว่าทุกๆคนล้วนมีคำถามที่ต้องการคำตอบอยู่ในใจ เป็นคำถามที่ทำให้ต้องดิ้นรนที่จะตอบมันให้ได้ ไม่ว่าจะลำบากยากเย็นขนาดไหนก็ตาม

มีคำถามหนึ่งที่แม่ผมพยายามจะหาคำตอบมาตลอดชีวิต คำถามนั้นก็คือ "ไม่รู้ว่าทำอะไรมามันถึงได้ลำบากมาตลอดชีวิต"

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมคงจะปลอบใจแกไปแล้ว แต่ผมก็ให้รหัสนัยแก่คำถามนั้นไปว่า สังสารวัฏนี้ไม่มีคำตอบให้ใครหรอก เพราะแค่ถามขึ้นมา มันก็ผลักดันให้ไปผิดทางแล้ว ดังนั้นถ้าถามขึ้นมาเมื่อไหร่มันก็หลงทางอยู่แล้วตลอด แล้วคำตอบมันจะถูกต้องได้ยังไง จริงๆมันไม่ใช่ตรงที่เราตั้งคำถามขึ้นมา แล้วหาคำตอบให้มันจนได้ แบบนั้นก็ยังไม่จบ ก็แค่เลิกตั้งคำถามมันเสีย มันก็จะเลิกดิ้นรนหาคำตอบไปเอง จบไปเอง ไม่ว่าจะมีกี่เส้นทาง มันก็จะจบทันทีตรงนั้นเดี๋ยวนั้น

คนเรามักจะชอบถามประเภท คนเราเกิดมาทำไม? ตายแล้วไปไหน? ทำบุญเยอะๆแล้วได้ไปสวรรค์ไหม? กลัวลงนรกจะต้องทำยังไง? ทำยังไงถึงจะมีความสุข ทำยังไงถึงจะรวย ทำยังไงถึงจะนิพพานฯลฯ

คำถามทั้งหมดนั้น มีแต่ร่องรอยของตัณหาในการดิ้นหนี ดิ้นสู้ หนีจากทุกข์ไปหาสุขทั้งนั้น โดยหารู้ไม่ว่า ดิ้นหนีก็เป็นกรรม ดิ้นสู้ก็เป็นกรรม คำถามเหล่านี้มีแต่ชวนให้ลังเลสงสัยหนักข้อเข้า และผลักให้เราต่อกรรมไปเรื่อยๆไม่จบสิ้น คำตอบที่ได้ก็ก่อให้เกิดคำถามต่อเนื่องไปอีกไม่จบไม่สิ้น หากพยายามที่จะเข้าไปตอบคำถามที่ถูกตั้งขึ้นมาด้วยความหลงเมื่อไหร่ มันก็จะมีคำถามถัดไปรอท่าอยู่แล้ว

นี่คือเหตุผลที่หลวงพ่อฯท่านจึงสอนให้เรา "ไม่ต้องลังเลสงสัย" กับอะไรๆ เพราะรู้ไปก็ไม่จบ ตอบคำถามได้ก็ไม่จบ เพราะมันผิดทั้งคำถามและคำตอบ มันจึงไม่จบสักที ก็เพียงแต่ปลงรู้ ปลงคำถาม ปลงความลังเลสงสัย เตะมันทิ้งลงถังขยะไปเลยนั่นแหละ เดี๋ยวคำตอบที่จะจบให้กับทุกคำถามจะปรากฏขึ้นเอง โดยที่ไม่ต้องพยายามขวนขวายหากันแทบเป็นแทบตายอีกต่อไป

คำตอบที่ว่านั่นก็คือนิโรธนั่นแหละ

No comments:

Post a Comment