Thursday, February 7, 2013

ความเป็นจริงแห่งจักรวาลและโลกธาตุ

นานมาแล้ว นับตั้งแต่ยังไม่มีสิ่งมีชีวิต ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ อาจจะก่อนหรือหลังเกิดบิ๊กแบง ที่จักรวาลได้ถือกำเนิดขึ้น เมื่อจักรวาลระเบิดตัวเองออกไปทุกทิศทาง สะเก็ดจากการระเบิดได้ก่อตัวเป็นดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ต่างๆมากมาย เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปรไปตามเหตุและปัจจัยชั่วคราวที่กระทบแล้วก็จากกันไปแบบไม่ใยดี

จักรวาลและโลกธาตุทั้งหมดเป็นเพียงธาตุแปรธาตุ เป็นสภาวะความแปรปรวน และกระแสพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไปไม่คงที่ ลองนึกถึงมวลก๊าซ ที่ก่อตัวควบแน่นก่อกำเนิดเป็นดาวฤกษ์ก็ได้ นั่นแหละธาตุแปรธาตุ ทุกสิ่งคงดำเนินของมันไปเป็นธรรมชาติธรรมดาอยู่แล้ว ถ้าหากไม่มีมนุษย์ขี้เหม็นถือกำเนิดขึ้นมาบนโลก....เฮ้อ

ก็พยายามจะเป็นวิชาการอยู่ แต่ไปไม่รอด เพราะไอ้ที่เขียนมาทั้งหมดน่ะมั่วเอา (ฮา)

ย่อหน้าข้างต้น เขียนขึ้นเพียงเพื่อจะบอกว่า หากไม่มีมนุษย์ จักรวาลก็ไม่มี โลกก็ไม่มี เพราะไม่มีอะไรมารับรู้ว่ามันเป็นโลก เป็นจักรวาล และที่ได้อ่านทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงการสื่อสารที่ "สมมติ" เอาเพื่อให้คุยกันรู้เรื่องเท่านั้น ห้ามไปยึดเอาเด็ดขาด

สภาวะธาตุ สภาวะธรรมต่างๆไม่ว่าจะก่อนเกิดสิ่งมีชีวิตหรือหลังเกิดสิ่งมีชีวิตนั้น ล้วนตกอยู่ภายใต้กฎเดียวกัน นั่นคือกฎของไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ไม่คงที่ บังคับให้อยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ผ่านมาผ่านไป และไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนเราเขา นี่คือความจริงสูงสุดที่พระพุทธเจ้าได้นำมาบอกแก่สรรพสัตว์ทั้งหลายเพื่อให้คลายออกจากความหลง คลายจากอุปาทานหรือความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวเป็นตน เป็นสรรพสิ่ง เพราะไอ้ที่เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาได้น่ะ มันหลอกตัวเองทั้งนั้น ท่านจึงมาบอกให้ตื่นออกจากความหลง เลิกหมกมุ่น ดิ้นรนกับความเป็นสัตว์เสียที

ย้อนกลับมาถึงยุคปัจจุบัน ปีพ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นปีที่สัจธรรมแห่งองค์พุทธะเปิดขึ้นในสังสารวัฏอีกครั้งหนึ่ง โดยหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต ซึ่งก็ทำเอาเหล่านักปฏิบัติ หรือนัก "ทำ" ตกกะใจกันเป็นแถบๆ เพราะสัจธรรมแท้นั้นแรง และฝืนจริตของสัตว์โลกอย่างมาก ตรงที่ "ทำ" เอาไม่ได้นั่นแหละ ปฏิฆะมากก็แปลว่ายึดมากนะจะบอกให้

เหตุที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านบอกว่ามันนิพพานอยู่แล้ว ว่างอยู่แล้ว วางอยู่แล้ว ไม่อะไรกับอะไรอยู่แล้วนั้น ท่านหมายถึงโลกธาตุดั้งเดิมแท้นั้นมันไม่มีอะไรติดกับอะไร ไม่มีอะไรมีความหมายกับอะไร ไม่มีอะไรเป็นอะไรกับอะไรอยู่แล้ว ไม่มีอะไรเกี่ยวพันกับอะไรอยู่แล้ว อยู่แล้ว อยู่แล้ว (echo)

ไอ้ที่เราบ้าไปเดิน บ้าไปนั่งอยู่เนี่ย มันไม่ว่างจากการยึดเกาะ ไม่ว่างจากความหลงนั่นแหละ มันถึงต้องเกิดมาใช้กรรม คือมัน"เลย" นิพพานมาแล้วนั่นแหละ มันเลยไม่ว่าง เพราะไม่มีใครรู้จริงๆว่าตัวเองอยู่ตำแหน่งที่สิบหรือที่ร้อยกันแน่ ท่านจึงบอกว่านิพพานน่ะ มันอยู่แล้ว แต่ที่มานั่งปั้นจิ้มปั้นเจ๋อปฏิบัติกันเนี่ย มันก็ยิ่งไม่ว่างจากอัตตาเข้าไปกันใหญ่ เพราะมันคือการเข้าไปเจริญอัตตาโดยตรง ดังนั้นหากใครจะตรงต่อนิพพานก็ต้องถอยหลังมา ไม่ใช่ลุยถั่วไปข้างหน้าแบบที่ทำๆกัน ถอยหลังนี่ก็คือปลงนั่นเอง ปลงขันธ์ให้หมด ไม่ต้องมีอัตตาซ้อนลงไปในทุกๆสภาวะ มันก็จะไปตรงต่อ "ความว่างจากอุปาทาน" หรือนิพพานไปเองโดยอัตโนมัติ ง่ายมะ...แต่ไอ้ที่มุ่งไปข้างหน้าด้วยความพากเพียรน่ะ เดี๋ยวตัณหามันจัดให้ อยากเห็นอะไรล่ะ อยากเห็นนิพพานสวยงามขนาดไหน เป็นได้เห็นทั้งนั้น แต่เป็นนิพพานที่มีวันหมดอายุด้วยนะ พูดง่ายๆก็คือมันเป็นของปลอมไงเล่า ของจริงนั้นมันไม่ใช่อะไรเลย และนิพพานนั้นก็เอามาอธิบายตรงๆไม่ได้ อธิบายได้แต่ความเป็นรหัสนัยของพระนิพพานและสิ่งที่ไม่ตรงต่อนิพพานเท่านั้น

นี่คือพื้นฐานความเข้าใจสำหรับคำสอนของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตที่ท่านบอกว่า ว่างอยู่แล้ว วางอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้ว หรือนิพพานรองรับสังสารวัฏอยู่แล้วนั่นแหละ ไม่ได้หมายความว่าทุกๆคนว่างอยู่แล้วนะ แต่ท่านหมายถึงเนื้อหาเดิมแท้(หรือที่ผู้ศึกษาธรรมส่วนใหญ่เรียกว่าจิตเดิมแท้) หรือโลกธาตุสากลที่มันไม่มีเป็นอะไรกับอะไรอยู่แล้วนั่นเอง เพราะถ้ายังไม่ว่างจากการยึดเกาะสิ่งต่างๆหรือสภาวะอันเป็นอนิจจัง (รวมไอ้สิ่งที่เราเรียกว่าจิตด้วย) มันก็ไม่ว่างทั้งนั้นแหละ เพราะมันง่วนอยู่กับการหาที่ยึดเกาะ ง่วนอยู่กับการทำกรรมขึ้นมาบังสัจธรรมไง กรรมมันเลยจองคิวให้ยาวจากชาตินี้ไปชาติหน้าและอีกหลายๆชาติ

ก็ไอ้การปฏิบัตินั่นแหละตัวเกาะตัวบังเลย จะเกาะอะไรได้เล่าก็มันอนิจจังตลอด ลองนึกภาพดูสิ คนกำลังว่ายน้ำ แล้วเราไปถามว่าจะว่ายไปไหน มันก็ว่ายไปข้างหน้าไง แต่ปากก็ละล่ำละลัก สำลักน้ำบอกว่าไปนิพพาน ตลกไหมเล่า ดำผุดดำว่ายอยู่กับความเป็นอนิจจังแล้วปากก็บอกว่าหวังนิพพานอยู่นั่นแหละ

อยากจะบอกว่ามันมีน้ำให้ว่ายหรือมีคนว่ายน้ำซะที่ไหนเล่า ละเมอไปเอง มันว่างอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้วโว้ย

No comments:

Post a Comment