Thursday, February 7, 2013

นอกเหนือความตาย

วันนี้วันที่ 22 มีนาคม 2554 เวลาราวตีหนึ่ง ที่กทม.

บทความนี้ไหลออกมาแบบฉับพลัน เลยต้องนั่งหลังคีบอร์ดบรรจงพิมพ์ออกมาให้ได้อ่านกัน

หลายคนคงสงสัยว่าทำไมผมถึงกลับมาที่กทม. ทั้งๆที่หลวงพ่อโพธิ๋ศรีสุริยะ ท่านได้เตือนบรรดาลูกศิษย์ว่าให้อยู่ห่างพื้นที่กทม.เอาไว้ ผมเองก็ได้สละฐานไปแล้วครั้งหนึ่ง และตอนนี้ก็มีลูกศิษย์มากมายที่ย้ายนิวาสถานไปอยู่วัดกันแล้วเพื่อความปลอดภัย

ถามว่าผมไม่กลัวภัยพิบัติที่หลวงพ่อฯท่านบอกเอาไว้หรือ?

ทีแรกก็กลัวครับ จริงๆแล้วกลัวเผื่อเจ้านโมตัวแสบมากกว่า ด้วยเพราะว่าแม่เขาไม่ปล่อยให้ผมพาไปอยู่วัดด้วย ผมก็เลยต้องอยู่โปรดจนนาทีสุดท้ายอย่างที่ว่าจริงๆ

นั่นแสดงว่าการสละฐานครั้งก่อนของผมนั้นถือเป็นโมฆะ เพราะยังไม่ได้ทำหน้าที่ในการโปรดจนถึงที่สุดตามที่องค์พระแม่กวนอิมท่านให้รหัสนัยเอาไว้กับผม ผมจึงต้องกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อปิดท้ายขบวนจริงๆ แล้วบทความตอนนี้ก็ไหลออกมาโดยอัตโนมัติ

ตลอดหนึ่งปีกว่าที่ผ่านมา ผมโปรดมนุษย์ทั้งหลายผ่านเว็บไซต์ ผ่านการบรรยายธรรม จนมีผู้คนสว่างไสวไปมากมาย แต่ผมกลับพบว่าผมยังไม่ได้โปรดคนในครอบครัวเท่าที่ควรครับ ผมจึงใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ขอโปรดคนในครอบครัวไปพร้อมๆกับโปรดผู้อื่น เรื่องข้อหาที่ว่าผมคับแคบคงจะไม่มี ซึ่งทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าผมโปรดไม่เลือกหน้า ใครรับได้เท่าไหร่ก็ให้หมดหน้าตักไม่มีกั๊กทั้งนั้น ก็ทุกอย่างคือการโปรดสัตว์นี่ครับ แล้วจะลังเลอะไรอีกเล่า

พวกเราได้ฟังเรื่องภัยพิบัติจากปากคำของหลวงพ่อฯมามากมาย แต่จะมีสักกี่คนที่จะนอกเหนือเรื่องราวเหล่านั้นได้จริงๆ

ผมเป็นคนหนึ่งที่ไหลไปตามกระแสภัยพิบัติที่เข้ามาผ่านทางคนนั้นคนนี้จนหลอนไปเหมือนกัน เพราะจริตอนุสัยที่ชอบฟังข้อมูล และแต่งเติมตามจินตนาการของตัวเอง บางครั้งก็เกือบจะประสาทแดกก็ว่าได้ อะไรมันจะเยอะขนาดนั้นวะ 555

หลังจากพาครอบครัวหนีขึ้นขอนแก่น แล้วแฟนขอกลับมากทม.เพื่อทำงานต่อ ผมก็พบว่า ขันธ์ห้าที่เรียกว่าเป็นของหนักแล้ว ขันธ์ห้าของผู้อื่นหนักกว่าอีก ว่าแล้วก็เลิกแบกดีกว่า

ยิ่งเรื่องภัยพิบัติแล้ว ถึงตอนนี้ก็วางมันหมดแล้วครับ เพราะยิ่งเราไหลไปกับคำบรรยายอันน่ากลัวสยดสยองเหล่านั้นก็ยิ่งวกวนเหลือเกิน จะว่าผมฝืนคำหลวงพ่อก็ได้ หรือจะมองว่านอกเหนือคำของท่านก็ไม่ผิดอีก พอผมเลือกที่จะนอกเหนือคำเตือนทั้งหลายแล้ว บอกได้เลยครับว่าโคตรเบาเลย ตายก็ไม่กลัวแล้ว เพราะตายก็ตายไม่จริง เกิดก็เกิดไม่จริง ชีวิตในหนึ่งชาตินั้นก็เหมือนเล่นเกมนั่นแหละ เกมจบก็เริ่มใหม่ได้ การโปรดสัตว์นั้นไม่มีวันสิ้นสุดครับ ไม่ต้องกลัว และไม่มีเหตุอะไรต้องกลัวอีกต่อไป

หากใครวางได้ ว่างได้แม้กระทั่งคำของท่าน นั่นแหละครับทะลุทะลวงของจริง เพราะแม้แต่คำของหลวงพ่อ เราก็ไม่เอามาเป็นประมาณ ไม่เอามายึด ไม่เอามาเกาะ แม้กระทั่งความศรัทธา เราก็นอกเหนือให้หมด ญาณวิถีของใครที่นิมิตรเอา ฝันเอาว่าแผ่นดินถล่มอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็เป็นเพียงนิมิตรทั้งนั้น เป็นความลวงบนความฝันทั้งนั้น แม้แต่นิมิตรเอามันก็ไม่ใช่ครับ ถ้าใครนอกเหนือนิมิตรไม่ได้ก็ลนลานหนีตายสถานเดียว

ผมเองก็ไม่เห็นจะมีนิมิตรอะไรเลยเกี่ยวกับภัยพิบติ ยังกินอิ่นนอนหลับได้เหมือนเดิม ไม่เครียดเลยแม้แต่นิดเดียว มีแต่นิมิตรคนอื่นนั่นแหละที่เล่าผ่านมาให้ผมฟังจนหลอนไปหมด เรียกว่าที่ผ่านมาไปรับกระแสชาวบ้านจนตื่นเต้นไปด้วยตลอด จากนี้ไปไม่เอาแล้วครับ ขอดับว่างแล้วก็โปรดสัตว์อย่างเดียวจนนาทีสุดท้าย ไว้ลายแบบที่เคยบอกเอาไว้ว่า ถ้าจะตายก็ขอตายในท่าเดินครับ

ที่ผ่านมาผมพยายามจะจัดสรรทุกอย่างให้พอดี แต่มันก็ไม่เห็นจะพอดีสักที คราวนี้ก็เลยปล่อยเลย ไม่จัดสรรเองแล้วโว้ย ปล่อยให้สัจธรรมจัดสรรไป เพราะการที่ผมจะรอดหรือไม่รอดไม่ใช่หน้าที่ของผม มันเป็นเรืองกรรม หากว่าผมยังมีประโยชน์กับสังสารวัฏอยู่ มีหรือจะไม่รอด เอาแบบนี้เลยดีกว่า

ก็โปรดสัตว์ท่ามกลางความตายที่เล่นเก้าอี้ดนตรีอยู่รอบตัวเรานี่แหละ คือบททดสอบที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้แล้วครับ

ใครไม่กล้าก็ถอยไป

No comments:

Post a Comment