Monday, February 11, 2013

ติดเกาะ...กลางใจตัวเอง

มีใครเคยสังเกตบ้างไหมว่า ทุกวันนี้ประชากรกำลังจะล้นโลก
เราเริ่มอยู่กันอย่างแออัด แย่งกันอยู่ แย่งกันกิน
แต่เรากลับเปล่าเปลี่ยววังเวงกันมากขึ้น
โดดเดี่ยวกันมากขึ้น แม้จะอยู่ใกล้กันเพียงนิดเดียว
หรือแม้แต่อยู่ในบ้านเดียวกัน ก็กลับเหมือน "ติดเกาะ" อยู่คนเดียว
ว้าเหว่จนต้องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือออกไปข้างนอก
ผ่านทางอินเตอร์เน็ต ผ่านทางจอสี่เหลี่ยมๆ
เหมือนคนบ้าที่คุยกับตัวเอง....

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก็เพราะเราอยู่ในยุคที่ถือทิฏฐิเป็นใหญ่
ทิฏฐินั้นก็คือความเห็น ความหมาย
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสิ่งที่เรายึดเอาว่าเป็น "ตัวตน"ของเรา
ที่สามารถส่งออกไปได้ดังใจปรารถนาผ่านทางช่องทางสื่อสารต่างๆ
สื่อออกไปให้คนทั้งโลกได้รู้ ว่าเรายังมี "ตัวตน" อยู่ตรงนี้

เมื่อทิฏฐิมีขึ้น มานะก็ตามมา กลายเป็นทิฏฐิมานะ
คือยึดในความคิดความเห็นตนเป็นใหญ่
โลกนี้จึงไม่มีใครฟังใคร โลกนี้จึงมีแต่คนเรียกร้องให้คนอื่นเข้าใจตน
มีแต่คนพูดแต่เรื่องของตนเอง...
และที่สุดทุกคนล้วนติดเกาะในใจตนเองไปเสียแล้ว

แม้บางทีจะมีคนมาจอดเรือข้างๆเกาะขอเราและพร้อมจะทำความเข้าใจเราแล้ว
แต่คนบนเกาะกลับมองเห็นว่า คนบนเรือนั้นอยู่อีกเกาะหนึ่งที่ห่างไกลออกไป
ใกล้กันนิดเดียวแต่เหมือนอยู่คนละโลก ก็เพราะทิฏฐิมานะตัวเดียว

ทิฏฐินั้นเป็นเพียงความนึกคิดปรุงแต่งเอาจากเหตุและผลที่คิดกันเอาเอง
มันไม่มีถูก ไม่มีผิด เหตุนี้จึงไม่ควรจะไปยึดอะไรกับทิฏฐิ
เพราะสิ่งนี้ก็ทำให้เกิดทุกข์อยู่ในใจ

ทิฏฐิมานะทำให้เกิดความขัดแย้งในทุกระดับ
จากระดับโลกไปจนถึงระดับครอบครัว และถึงที่สุดก็คือความขัดแย้งในใจตน
เมื่อใดก็ตามที่ยึดทิฏฐิของตนเป็นใหญ่ ความแตกแยกก็จะตามมา
สุดท้ายก็ไม่มีใครได้อะไรจริงจากการยึดในทิฏฐินั้น
นอกจากการเบียดเบียนกันและกันไม่รู้จบ

ทิฏฐินั้นก่อให้เกิดความแปลกแยกจากสรรพสิ่งทั้งปวง ขาดความกลมกลืน
ความแปลกแยก ขัดแย้ง คับแค้น อึดอัดขัดเคือง ทั้งหลายล้วนมาจากทิฏฐิมานะทั้งนั้น
แล้วมันก็นำไปสู่ความขัดแย้งภายนอก ไปสู่การต่อสู้ ไปสู่สงคราม ประหัตประหารกัน

แล้วจะไปแก้ที่ใครได้อีกเล่า
ก็ในเมื่อความอึดอัดขัดเคืองทั้งหลายมันเกิดกับผู้ที่ยึดมันไปเสียเอง

สันติสุขที่แท้จริงจึงไม่ใช่เกิดจากที่ใครยอมใคร ใครชนะใคร หรือใครประนีประนอมกับใคร
แต่สันติสุขที่แท้จริงนั้นเกิดจากการที่ยอมโดยตัวมันเองอย่างหมดใจ
ยอมที่จะคลายออกจากทิฏฐิอันเป็นเพียงเรื่องราวชั่วครั้งชั่วคราวนั้นเสีย
ไม่ใช่ไปบีบบังคับให้คนอื่นเห็นเหมือนตน หรือทำแบบตน
แล้วปัญหามันก็ไม่เคยจบสิ้น

เพราะทุกสรรพชีวิตล้วนเป็นไปตามแรงกรรมของตน
ได้พบ สัมผัส และพรากจากกัน เป็นความธรรมดาสามัญอย่างที่สุดของโลกนี้
กรรมทั้งหลายพาให้มาพบกัน และพรากจากกันในที่สุด
...โดยไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่านี้

ก็ไม่ต้องไปเรียกร้องเอาอะไรจากใคร
ไม่ต้องหาเหตุหาผลอะไร ไม่ต้องทำใจอะไร
ไม่ต้องกังวลถึงสิ่งใด ไม่ต้องแม้กระทั่งปลอบประโลมใจตน
ทุกอย่างล้วนเป็นเช่นนั้นอยู่เองแล้ว
นับตั้งแต่อดีตอันหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ จวบจนอนาคตกาลเบื้องหน้าที่หาปลายทางไม่เจอ
เป็นกฏธรรมชาติที่ไม่แบ่งแยกเรา เขาหรือแม้แต่เธอ
ทุกชีวิตจึงอยู่บนกฏเกณฑ์ที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะยากดีมีจนเช่นไรก็ไม่แตกต่าง

ก็เพียงแค่ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมันอย่างนั้น
ไม่ต้องตัดสิน ไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องอะไรกับมัน
แล้วมันจะผ่านไป ผ่านไป แบบไม่มีความหมายอะไร
เมื่อนั้น "เธอ" ทั้งหลายที่ทุกข์ระทมกับเรื่องราวต่างๆ ก็จะหายไป
ค่อยๆจางหายไป...โดยเธอเองก็ไม่รู้สึกตัว ค่อยๆจางคลายจากตัวตน
แล้ว "เธอ" ก็จะหมดความเป็นเธอ หมดความแปลกแยกกับทุกสรรพสิ่ง
หมดความขัดแย้ง หมดความบีบคั้น หมดความอึดอัดขัดเคือง
หมดสิ้นซึ่งทุกข์ทั้งหลายอันเกิดจากการกักขังหน่วงเหนี่ยว "ตัวเธอ" เอาไว้ที่เกาะกลางใจของเธอเอง

แล้วเมื่อนั้นเธอก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับความสันติสุขที่แท้จริง...ไม่ใช่แค่รู้สึกอีกต่อไป
เป็นหนึ่งเดียวกับความกลมกลืนแห่งสรรพสิ่งทั้งปวงในโลก...ไม่ใช่แค่คิดเอาอีกต่อไป
ไร้ความขัดแย้งใดๆ เพราะไม่มี "เธอ" ขึ้นมาหลงแบ่งแยกอะไรได้อีก
...สันติสุข นั้นก็คือ นิพพาน นั่นเอง


No comments:

Post a Comment