Thursday, February 7, 2013

ทิฏฐิในธรรม: ความแตกต่างระหว่างการแจ้งในสัจธรรมและความเข้าใจในสัจธรรม(โดยทิฏฐิ)

ใครคิดว่าการศึกษาพระพุทธวัจน์หรือพระไตรปิฏกจะทำให้คุณเข้าถึงสัจธรรมแท้แห่งพระพุทธเจ้าได้
ใครคิดว่าการเผยแพร่พระพุทธวัจน์หรือพระไตรปิฏกจะทำให้ชาวพุทธเข้าถึงสัจธรรมแท้แห่งพระพุทธเจ้าได้

ใครที่เชื่อแบบนี้ก็ลองอ่านบทความข้างล่างนี้ก่อนนะครับ

ในปัจจุบัน การศึกษาพระพุทธวัจน์และพระไตรปิฏกกำลังเฟื่องฟูขึ้นมาอีกครั้ง เหตุเพราะมีการสอนที่ผิดธรรมอยู่มากจนคนทั่วไปแยกไม่ออกแล้วว่าอันไหนถูก อันไหนผิด โดยเฉพาะเรื่องสติปัฏฐาน ซึ่งชาวพุทธบางคนก็ถึงกับรับเอามาหมดเลยโดยไม่กลั่นกรองก็มี โดยอ้างอิงจากแค่ชื่อเสียงของครูบาอาจารย์ เพื่อนฝูง จำนวนคนที่ศรัทธา วัตรปฏิบัติภายนอกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

นอกจากนี้ วิถีของการอ้างอิงพระไตรปิฏกก็ได้แพร่หลายในหลายๆเว็บไซต์ มีคนหลายกลุ่มที่มักจะนิยมอ้างอิงถึงเนื้อความในพระไตรปิฏกเพื่อความถูกต้องในการตอบคำถามทางธรรมเสมอ โดยหลีกเลี่ยงความเห็นส่วนตนเพื่อไม่ให้เป็นอัตตโนมติ หรือ เป็นอัตตาในธรรม เรียกง่ายๆว่าคิดเองเออเอง

แต่คำถามคือ ในเมื่อศึกษากันได้ตรงของดั้งเดิมขนาดนี้แล้ว ทำไมถึงยังไม่มีใครจบได้สักคน? (หรือถ้าจะมีก็น้อยมากๆ) เป็นไปได้ไหมที่สัจธรรมจะยากเย็นแสนเข็ญขนาดนั้น

เรื่องนี้มีคำตอบครับ

กลุ่มคนที่ศึกษาอภิธรรมหรือพระไตรปิฏกที่นิยมอ้างอิงเนื้อหาเหล่านี้ รอบรู้ขนาดที่ว่ารู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน สามารถหยิบเนื้อหาในอภิธรรมมาโพสต์ตอบคนถามได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ ด้วยการคัดลอกบางบทบางตอนจากพระไตรปิฏกที่ "คิดว่า" ตอบคำถามนั้นได้แล้วแปะลงในเว็บบอร์ดที่ตนเองจัดตั้งขึ้น แล้วก็ยกยอแนวทางของตนเองว่า เป็นแนวทางที่ตรงและไร้ซึ่ง "อัตตโนมติ" หรือความคิดความเห็นของตนเข้าไปตัดสินเนื้อหาสัจธรรม

แต่อย่างแรกคือต้องเข้าใจก่อนว่า การ"แจ้ง"ในสัจธรรม กับการ "เข้าใจ" ในสัจธรรมนั้น มันไม่เหมือนกัน ต่างกันเป็นหนังคนละม้วนเลยครับ

ผู้ที่ "แจ้ง" ในสัจธรรมแล้วนั้นก็คือ ผู้ที่นิโรธแล้ว ดับลงแล้วซึ่งความหลงอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ ดับแล้วซึ่งเหตุแห่งสังสารวัฏ ความสว่างไสวแห่งเนื้อหาเดิมแท้ จึง "แจ้ง" ออก โพล่งออก สว่างออก แทงทะลุโมหะความหลงที่มืดมิดปิดบังว่าทุกอย่างมี ทุกอย่างเป็น ออกมาเจิดจรัสประภัสสรอีกครั้ง ซึ่งความเข้าใจหลังจากที่แจ้งแล้ว ก็จะตรงต่อสัมมาทิฏฐิอันเป็นข้อแรกของ "อริยมรรค" ไปเอง โดยมีพื้นฐานของนิพพานรองรับ และความเข้าใจหลังนิโรธนั้นก็คือโลกุตระปัญญาอันเป็นปัญญาที่พาให้หลุดพ้นอย่างแท้จริง

ส่วนผู้ที่ศึกษาสัจธรรม ด้วยการอ่านทำความเข้าใจ เชื่อมโยงเนื้อหาด้วยการคิดเอา คาดเดาเอา วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์เอา โดยเอา "ตัวเอง" เข้าไป "อ่าน รู้ เห็น คิด" แต่ไม่มีเนื้อหานิพพานหรือว่างรองรับ ก็ยังเป็นเพียงมิจฉาทิฏฐิในธรรม มิจฉาปัญญาในธรรมอยู่ เพราะยังไม่หมดหลง ยังไม่ดับเหตุแห่งสังสารวัฏ ยังไม่แทงทะลุออกมาจากความหลง ยังไม่แจ้งในเนื้อหาเดิมแท้ซึ่งก็คือนิพพาน ไม่ได้ละสักกายทิฏฐิที่เห็นว่าตัวเราเป็นเราอยู่ จึงเอาตัวเองเข้าไปทำความเข้าใจศึกษา และเอาตัวเองเข้าไปตอบ

ด้วยเหตุนี้เอง ต่อให้คนๆนั้นเข้าใจพระไตรปิฏกอย่างยิ่งยวด เป็นเปรียญ จำได้ทุกบรรทัด รู้ว่าเนื้อหาอะไรอยู่ตรงไหน อ้างอิงได้หมด เป็นพระไตรปิฏกเดินได้ แต่ยังไม่แจ้งสัจธรรมด้วยตนเอง ก็เหมือนกับคนที่มีตู้เซฟอยู่กับตัว รู้ว่าคุณสมบัติและรายละเอียดของตู้เซฟทุกอย่าง ส่วนสูงน้ำหนัก เนื้อโลหะ กลไกของการล็อคเซฟ แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปเอาของในเซฟได้เพราะไม่รู้รหัสที่แท้จริง

เมื่อผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฏกหรืออภิธรรมเหล่านี้ เอาความคิดตัวเองเข้าไป "เลือก" เนื้อหาบางส่วนในพระไตรปิฏกมาตอบคำถาม ขั้นตอนนี้เองครับที่เป็นเนื้อหาของมิจฉาทิฏฐิ เป็นเนื้อหาของความเห็นความหมายบนธรรม หรือที่เรียกว่า "อัตตโนมติ" และตอบคำถามให้ผู้ถาม ซึ่งถามด้วย "ทิฏฐิ" เหมือนกัน วิธีนี้เองจึงกลายเป็นการเอา "ทิฏฐิไปชนทิฏฐิ" เท่านั้น ซึ่งทิฏฐินั้นไม่ใช่สัจธรรม และทิฏฐิก็เกิดจากความหลง ซึ่งก็แปลได้ว่า เป็นการเอา "หลงไปตอบหลง" นั้นแหละ แล้วคำตอบมันจะเป็นสัจธรรมได้อย่างไร

การตอบที่เอาทิฏฐิไปชนทิฏฐินี้ ไม่ได้ทำให้คนถามแจ้งครับ มันแค่ไปต่อทิฏฐิตรงหน้าก่อให้เกิดทิฏฐิใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ เพราะคำตอบที่ได้ ไม่ทำให้คนถามหมดหลง ไม่ได้ทำให้ใครแจ้งในสัจธรรม ไม่ได้แทงทะลุโมหะของคนถามแม้แต่อย่างใด

ด้วยเหตุนี้เว็บไซต์ที่มีกฏว่าต้องอ้างพระไตรปิฏในการตอบคำถามเหล่านี้ จึงใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ สมาชิกเยอะขึ้นเรื่อยๆ และสมาชิกส่วนใหญ่ก็วนเวียนอยู่ในนั้นหลายปีโดยไม่ได้แจ้งในสัจธรรมมากขึ้นกว่าตอนที่เข้ามาเท่าไหร่ เพียงแต่ "ฉลาด" ขึ้นทางโลกนิดหน่อย จำอะไรได้มากขึ้นเล็กน้อยแบบที่หลงเข้าใจผิดต่อๆกันมา มีฝีมือพอที่จะยกเอาอภิธรรมไปตีหัวชาวบ้านเพื่อแสดงภูมิและยกตัวเองขึ้นเป็นผู้เชื่ยวชาญ(เพราะอยู่นาน)ได้เท่านั้นเอง

สาเหตุทั้งหมดก็เพราะว่า มันเป็นการเอาทิฏฐิไปตอบทิฏฐินั่นแหละครับ มันจึงไม่จบ กระทู้ต่างๆในเว็บเหล่านี้จึงตอบกันยืดยาวและเน้นคุยกันแต่ในส่วนที่ไม่ใช่สัจธรรม จำนวนคนอ่านแต่ละกระทู้ก็ดูสิครับ หลักพันหลักหมื่นขึ้นทั้งนั้น เจริญล่ะ

การพูดสัจธรรมนั้นไม่ใช่กิจของทุกคน เพราะหากแค่มีความเข้าใจจากการวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ เปรียบเทียบ เทียบเคียง จัดหมวดหมู่ แต่ไม่ "แจ้ง" ในเนื้อหาสัจธรรมด้วยตนเอง มันก็จะเป็นเพียงเรื่องของ "ทิฏฐิในธรรม" เท่านั้น ไม่ใช่สัจธรรม ขืนไปเผยแพร่ก็รังแต่จะสร้างกรรมบังตัวเองจากสัจธรรมเสียเปล่าๆ

ความเข้าใจสัจธรรมที่จะมีอานุภาพนั้น จะต้องนิโรธ หรือดับ หรือว่างรองรับ การพูดสัจธรรมจึงจะมีอานุภาพในการคลี่คลายสังสารวัฏได้จริงครับ มันจะเอาทิฏฐิไปชนทิฏฐิไม่ได้ จะเอาปัญญาไปชนปัญญาไม่ได้ เพราะมันหลงด้วยกันทั้งหมด ทั้งคนถามและคนตอบ ก็พากันลงหลุมไปเรื่อย กระโดดจากหลุมนี้ไปหลุมโน้น มันไม่มีใครช่วยใครได้จริงหรอกครับ

การตอบคำถามนั้นไม่ได้อยู่ที่การตอบให้ตรงคำถาม ไม่ใช่การตอบเพื่อสนองกิเลสของผู้ถาม แต่เป็นการตอบให้ดับ นั้นคือที่สุดของการตอบ ซึ่งการตอบให้ดับที่เหตุแห่งทุกข์นี้แหละคือ การสะท้อนสัจธรรม เป็นการตอบเพื่อดับเหตุแห่งคำถามทั้งมวลนั้นโดยตรง ซึ่งการตอบแบบนี้จะต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่า คนตอบจะต้อง "ว่างอยู่แล้ว ดับอยู่แล้ว" สะท้อนให้คนถาม ดับตาม ว่างตาม จบตามได้ทันที การตอบคำถามโดยมีพื้นฐานของสัจธรรมรองรับ จึงคลี่คลายสังสารวัฏได้จริง สะท้อนดับเหตุภายในให้คนถามได้จริง ตรงนั้นเดี๋ยวนั้น ตอบแล้วจบจริง ไม่ใช่ต่อทิฏฐิ ต่อปัญญาไปเรื่อยไม่จบไม่สิ้น

ดังนั้นการพูดหรือเผยแพร่สัจธรรมจึงไม่ใช่การที่เข้าไปยึดเอาในรูปแบบว่า ต้องอ้างอิงพระไตรปิฏกอย่างเดียวแล้วจะถูกต้องเสมอไป เพราะขั้นตอนการ "เลือก" เนื้อหาอภิธรรมที่จะนำไปตอบนั่นแหละคือ มิจฉาทิฏฐิที่แทรกอยู่ในธรรม ส่วนคนถามซึ่งก็เป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่แล้ว แปลความเนื้อหาอภิธรรมที่เป็นคำตอบนั้นเอาเองแบบผิดๆอีก ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิในธรรมซ้อนเข้าไปอีกชั้น แล้วเนื้อหาสัจธรรมความจริงจะไปอยู่ไหนเล่าในเมื่อมิจฉาทิฏฐิ (จากทั้งฝั่งคนถามและคนตอบ)มันบังสัจธรรมไปจนหมดแล้ว

แค่มีเจตนาจะดูถูกคนถาม การเลือกข้ออภิธรรมในพระไตรปิฏกมาตอบก็ยังสามารถสะท้อนอารมณ์ดูถูกของคนตอบได้เลยคิดดูก็แล้วกัน ก็มันเป็นทิฏฐิในการเลือกตอบของคนตอบ และทิฏฐิในการเลือกเข้าใจคำตอบในฝั่งของคนถามเองทั้งนั้น

หน้าที่ของชาวพุทธเพียงอย่างเดียวหากตนเองยังไม่แจ้งก็คือคลี่คลายตัวเองออกจากความหลงเสียก่อน แล้วมันจะเข้าสู่เนื้อหาแห่งการเกื้อกูล เนื้อหาแห่งการโปรดสัตว์ไปเอง อย่าเผยแพร่เพียงเพราะความอยากทำบุญ อย่าเผยแพร่เพียงเพราะปรารถนาดีต่อเพื่อนร่วมโลก ถ้าตนเองยังไม่แจ้งก็จะไปทำให้คนหลงบนทิฏฐิในธรรมอีกมาก แล้วกรรมที่เกิดขึ้นก็จะบังผู้เผยแพร่เองจากสัจธรรมแท้ให้เนิ่นช้าออกไปด้วย

ผู้ที่แจ้งแล้วในสัจธรรม แทงทะลุความหลงออกมาได้แล้วนั่นแหละ จะพูดสะท้อนสัจธรรมออกมาจากสุญญตาหรือความที่ว่างอยู่แล้ว ดับอยู่แล้วเอง และไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาสละสลวยเป็นทางการอย่างในพระไตรปิฏกด้วย เพราะการตอบคำถามนั้นไม่ใช่การสนองความมันหรือสนองความอยากรู้ หรือเสริมสร้างความเข้าใจเพิ่มพูนปัญญาให้คนถาม แต่เป็นการตอบเพื่อดับสังสารวัฏของคนถามครับ

การสะท้อนสัจธรรมจากความว่างนี่แหละครับที่ไร้อัตตโนมติ(หรือความมีตัวเราซ้อนเข้าไป)อย่างแท้จริง เพราะเป็นการตอบที่แจ้งในเนื้อหานิพพานด้วยตัวเองแล้ว โปรดเข้าใจกันเสียใหม่ด้วย

No comments:

Post a Comment