Tuesday, February 26, 2013

กับดักกาลามสูตร

เคยพูดถึงกาลามสูตรไปแล้วครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว แต่ก็ยังมีอีกแง่มุมหนึ่งที่เห็นกันบ่อยมากๆ ขอยกกาลามสูตรขึ้นมาหน่อยก็แล้วกัน

กาลามสูตร คือ พระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ หมู่บ้านเกสปุตติยนิคม แคว้นโกศล (เรียกอีกอย่างว่า เกสปุตติยสูตร หรือเกสปุตตสูตร ก็มี[1]) กาลามสูตรเป็นหลักแห่งความเชื่อที่พระพุทธองค์ทรงวางไว้ให้แก่พุทธศาสนิกชน ไม่ให้เชื่อสิ่งใด ๆ อย่างงมงายโดยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นจริงถึงคุณโทษหรือดีไม่ดีก่อนเชื่อ มีอยู่ 10 ประการ ได้แก่

1. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ฟังๆ กันมา
2. อย่าเพิ่งเชื่อตามที่ทำต่อๆ กันมา
3. อย่าเพิ่งเชื่อตามคำเล่าลือ
4. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างตำรา
5. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกเดา
6. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคาดคะเนเอา
7. อย่าเพิ่งเชื่อโดยนึกคิดตามแนวเหตุผล
8. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะถูกกับทฤษฎีของตน
9. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีรูปลักษณ์ที่ควรเชื่อได้
10. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะผู้พูดเป็นครูบาอาจารย์ของตน

ดังนั้นก่อนที่จะเชื่อสิ่งใดให้ใช้ปัญญาของตนพิจารณาถึงความเป็นจริงด้วยหลักเหตุผลและตรรกะ ตลอดจนถึงพิสูจน์ด้วนตนเองก่อนจึงค่อยปักใจเชื่อ

เอ้า...เล่นภาพช้า ใครเห็นจุดผิดในเนื้อหาบ้าง...ยกมือ

เอามือลง..เฉลยเลยก็แล้วกัน ปล่อยให้คิดต่อเดี๋ยวเป็นกรรม(ฮา)

กาลามสูตรทั้งสิบข้อนี้ว่าด้วยทิฏฐิครับ ทิฏฐิคือการให้ค่าให้ความหมาย ให้คำนิยาม ให้ค่านิยม เป็นสมมติบัญญัติ สมมติก็คือติ๊ต่าง ก็คืออุปโลกน์เอา ไม่ใช่สัจธรรมความจริง เพราะสัจธรรมความเป็นจริงมีหนึ่งเดียวคือ ไตรลักษณ์ หรือลักษณะสามัญธรรมด๊าธรรดาของสรรพสิ่งทั้งหลาย ที่ทุกอย่างล้วน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว และไม่ได้ทำให้ใครพิเศษขึ้นมาสักนิด

เนื้อหากาลามสูตรทั้งสิบข้อนั้นกล่าวถึงสมมติบัญญัติที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาสื่อสารกันนั่นเอง คำพูดที่ถ่ายทอดมาจากแหล่งต่างๆนั้นจะเอาไปยึดว่าเป็นความจริงไม่ได้ ดังนั้นไอ้ที่พยายามจะเงื้อง่าว่า จะเชื่อดีไม่เชื่อดี อย่าเชื่อ อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ อย่าเชื่อจนกว่าจะได้พิสูจน์นี่ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เนื้อหาที่พระพุทธเจ้าทรงถ่ายทอด แต่นี่มันเลยเถิดไปจนถึงขั้นเอาโลกียวิสัยมาตีความเพื่อที่จะยึดแล้ว

ความ "เชื่อ" เองนั้นก็คือ อุปาทาน คือความยึดติด ถ้าเมื่อไหร่มี "ความเชื่อ" หรือ "ไม่เชื่อ" ขึ้นมา มันก็จะมีคำว่า "เพื่อ" มาต่อท้ายอยู่เสมอ คือพยายามจะหาประโยชน์เอาจากความเชื่อหรือไม่เชื่อนั้น

ก็ที่พยายามจะหาประโยชน์ เพราะมีตัณหาแฝงในการที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อนั่นเอง ซึ่งจะเชื่อหรือไม่เชื่อมันก็ผิดต่อสัจธรรม ไม่ตรงต่อความเป็นจริงแห่งสัจธรรมที่ไร้ทิฏฐิความเห็นความหมายอู่แล้ว พอปักใจเชื่อแล้วมันก็เกิดภพ ชาติ ชรา มรณะ จนกลายเป็นสังสารวัฏ คิดดูว่าพระพุทธเจ้าท่านทรงมาประกาศสัจธรรมความจริงเพื่อปลดปล่อยปวงสัตว์ให้ออกจากมายาการแห่งสังสารวัฏน่ะ ท่านจะสอนให้สรรพสัตว์ทั้งหลายเกิดความวกวนเป็นสังสารวัฏอยู่ภายในจิตใจไปเสียเองหรือ?

แล้วรู้หรือเปล่าว่าหากท่านทั้งหลายเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า กฏข้อที่ 10 ก็ไม่มียกเว้นกับพระองค์ท่านนะครับ ทำใจได้หรือเปล่า เพราะเมื่อถึงที่สุดแห่งธรรมแล้ว พระพุทธองค์ก็จะทรงล้างศรัทธาที่มีต่อพระองค์ทิ้งเสีย ล้างศรัทธาที่มีต่อพระรัตนตรัยทิ้งเสีย แล้วนั่นแหละก็จะตรงต่อความจริงแห่งสัจธรรมหรือพระนิพพานไปเอง ตรงต่อเนื้อหาพุทธะไปเสียเอง เพราะพระรัตนตรัยก็เป็นเพียงสมมติที่อุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อให้ปวงสัตว์เกิดความศรัทธาในเบื้องต้น จะได้เปิดใจฟังสัจธรรม แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะเอาไปยึดติดได้ เพราะพระรัตนตรัยก็เป็นเพียงแค่สมมติเท่านั้น อันนี้ว่ากันแบบปรมัตถธรรมล้วนๆ ใครฝืดคอก็ไปหาน้ำดื่มเอาเอง(ฮา)

ไอ้ที่แสบกว่าต้องยกให้ส่วนที่ต่อขยายจากทั้ง 10 ข้อนี่แหละ คือก่อนจะเชื่อสิ่งใดให้ใช้ปัญญาพิจารณาของตนพิจารณาก่อนจึงค่อยเชื่อ ก็ในเมื่อทุกอย่างมันอนัตตาอยู่แล้ว ไม่มีตัวตนอยู่แล้ว จะเอาปัญญาแห่ง"ตน"ที่ไหนไปพิจารณาได้เล่านอกจาก เอาโมหะทิฏฐิ โมหะอวิชชาไปพิจารณา เอาความหลอกลวงแห่งมายาทิฏฐิไปพิจารณา แล้วจะได้ความจริงแห่งสัจธรรมหรือ..ถามหน่อย ไม่งั้นป่านนี้มันนิพพานกันหมดแล้ว จริงไหม?

ถ้าจะว่ากันด้วยองค์ประกอบที่ทำให้หลงเห็นเอาว่าเป็นตัวตน(สักกายทิฏฐิ)แล้ว มันก็เกิดจาก การหลงความหมายในเห็น การหลงความหมายในการได้ยิน การหลงความหมายในการสัมผัส การหลงความหมายในการลิ้มรส การหลงความหมายในการรู้ การหลงความหมายในการปรุงแต่ง ซี่งทุกอย่างที่รับรู้ผ่านทางผัสสะอายตนะนั้นได้รับการปรุงแต่งในการรับรู้ไปเรียบร้อยโรงเรียนสังสารวัฏเสียแล้ว พอไปเจริญสติมันก็ไปเจริญการหลงปรุงแต่งตามช่องทางแห่งผัสสะอายตนะทั้งหลายไปโดยไม่รู้ตัว แบบนี้มันก็จบเห่สิครับ จิตมันปรุงแต่งไปบนมายาแห่งโมหะอวิชชาหมดแล้ว จะแจ้งในสัจธรรมความจริงได้อย่างไรเล่า?

ส่วนไอ้ที่ไปพิจารณาด้วยตรรกะนี่ยิ่งแล้วใหญ่ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ใช้ตรรกะเลยสักนิด ที่พระองค์ท่านถ่ายทอดเอาไว้นั้นคือกฏแห่งเหตุปัจจัยหรืออิทัปปัจยตา ซึ่งวัตถุประสงค์มันต่างกัน แต่ที่พระองค์ท่านให้เอาไว้ก็เพื่อให้ปลงเหตุปัจจัยทั้งหลายที่จะทำให้เกิดทุกข์หรือสมุทัย แล้วผลอันเป็นทุกข์โทษและสังสารวัฏก็จะดับไปเอง ไม่ใช่ให้พิจารณาเพื่อไปทำกรรมสร้างกรรมและหลงหาประโยชน์จากกรรมอะไรอีก

และโดยนัยยะของการที่ไปพิจารณาเนื้อหาของสมมติบัญญัติทั้งหลายนั้น ก็เกิดจากความพยายามที่จะหาประโยชน์จากเนื้อหาดังกล่าว พูดง่ายๆคือจะตั้งเอากับทิฏฐินั่นเอง การใช้กาลามสูตรโดยนัยนี้จึงผิดธรรม เห็นแต่ละท่านท่องกาลามสูตรซะแม่น แต่ก็ยังวังเวงอยู่กับทิฏฐิของตัวเองเลย

เนื้อหาจริงๆของกาลามสูตรนั้นบอกว่า ทุกอย่างที่เป็นสมมติบัญญัติในโลกนี้"ยึดเอาไม่ได้" ให้ปลงสถานเดียว ทิฏฐิก็ไม่เอา ไม่ยึด แม้กระทั่งทิฏฐิของตัวเองก็ให้ปลง ก็ "ตัวเอง" มันมีที่ไหน ไอ้ที่คิดว่าเป็นตัวเอง ก็เพราะอนุมานเอาจากความหลงที่เจือมากับการรับรู้ผ่านทางผัสสะอายตนะ แล้วเอามาปรุงแต่ง จดจำ ต้มยำกันเองทั้งนั้น พูดกันตรงๆก็คือบ้ากันไปเองนั่นแหละ เชื่อหรือไม่เชื่อก็บิดเบี้ยวไปตามโมหะทิฏฐิแห่งตนทั้งสองฝั่ง แล้วทีนี้จะเอาอะไรไปละสักกายทิฏฐิได้อีกเล่าท่านทั้งหลาย

จะนอกเหนือความเชื่อได้ก็ปลงให้หมดใจไปเลยว่าไม่ใช่ที่เชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะจะเชื่อมันก็ตัณหา ไม่เชื่อก็วิภวตัณหา ไม่ว่าจะเลือกเชื่อหรือไม่เชื่อมันก็เกิดภพเกิดชาติด้วยกันทั้งคู่ ให้มันหมดความแตกต่างว่าเชื่อหรือไม่เชื่อนั่นแหละมันจะจบโดยตัวมันเองทันที ไม่ต้องแสวงหาอะไรอีกเลย จบความเป็นตัวเองซ้อนลงในการเลือกทันที ชัดไหมท่าน

นี่แค่กาลามสูตรอันเป็นต้นทางแห่งการศึกษาธรรมยังตีความออกทะเลกันขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงเนื้อหาธรรมจริงๆ ที่หลงตีความเข้าข้างโมหะแห่งตนไม่รู้อีกเท่าไหร่ แล้วอย่างนี้จะจบได้ยังไงเล่า...ก็ปลงทุกทิฏฐิ ปลงทุกความเห็นความหมาย แล้วมันก็จะทะลุทะลวงผ่านม่านมายาแห่งโมหะจนตรงต่อเนื้อหาความเป็นจริงไปเอง

จะเจอของแท้ๆมันก็ต้องสมุจเฉทกันหน่อย จะมารำป้อไหว้ครูอยู่ เห็นท่าจะไม่ได้กิน

No comments:

Post a Comment