Thursday, February 28, 2013

หยุด-ปล่อย-ปลง-วาง-ว่าง-คลาย: เข้าใจให้ตรงแล้วเลิกหลงไปทำ

คำ 6 คำที่ผมจั่วหัวถึงนั้นเป็นคำที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตใช้อยู่บ่อยๆ แต่ถึงที่สุดแล้ว หลายๆคนก็ยังเข้าใจคำเหล่านี้ผิดอยู่ดี วันนี้ผมจะอธิบายให้เข้าใจอย่างละเอียดเลยก็แล้วกัน

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า สัจธรรมที่หลวงพ่อท่านนำมาประกาศนั้นเป็นโลกุตรธรรมล้วนๆ ดังนั้นประโยคที่ท่านพูดเพื่อล้างความหลงให้คนฟังจะไม่มีประธาน และ กรรม หรือผู้กระทำ และ สิ่งที่ถูกกระทำ เพราะโลกุตรธรรมนั้น ไปทำเอาไม่ได้ มันไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนขึ้นมาทำ ทุกอย่างเป็นเพียงสภาวะธรรมที่ไม่ใช่อะไร เวลาสื่อสัจธรรมออกไปท่านก็ใช้สมมติแบบให้คนฟังคลายออกจากการไปหลงทำจิตทำใจอะไรแบบที่เคยชิน

สัจธรรมของหลวงพ่อนั้น ถ้าฟังผ่านๆเนื้อหาง่ายมากครับ เข้าใจได้ตรงๆ แต่ถ้าฟังแล้วคิดตามพยายามเอาไปปฏิบัติ จะติดขัดทันที เป็นแบบนี้ตั้งแต่วันแรกที่ผมได้ฟังเทศนาธรรมของท่าน เวลาผมฟังก็เลยต้องฟังแบบไม่ตั้งใจฟังครับ ปล่อยให้เนื้อหามันซึมซาบเข้าไปเอง ถ้าเอ๊ะอ๊ะขึ้นมาเพียงนิดเดียวก็จะเป็นเรื่องให้วกวนทันที

เมื่อเนื้อหาที่หลวงพ่อถ่ายทอดนั้นเป็นโลกุตรธรรมล้วนๆ มันจึง ไม่มียาก ไม่มีง่าย พอคนฟัง ดันไปฟังแบบเอาโลกียวิสัยเป็นตัวตั้ง เอาทิฏฐิตนไปตีความ ไปวิเคราะห์ ผลที่ได้คือ เราจะเห็นคนที่หลงเอา ตัวเอง” เข้าไปวาง หลงเข้าไปว่าง หลงเข้าไปปลง หลงเข้าไปหยุด หลงเข้าไปปล่อย กันเยอะแยะมากมาย แค่หลงเข้าไปอะไรๆแบบที่ว่านี้ก็หลงติดเข้าไปแล้วครับ(แต่ติดไม่จริงนะแค่หลงไปเท่านั้น) มันไม่ได้วางตัวมันเอง หยุดตัวมันเอง คลายตัวมันเอง หากฟังแล้วพยายามไปทำมันแบบที่ว่า มันก็วางไม่จริง ว่างไม่จริงหรอกครับ เป็นเพียงการกดข่มสภาวะเท่านั้นเอง

รหัสนัยของสัจธรรมนั้นก็คือการ หยุดดิ้นรน” ทางจิตเสีย เพราะจิตนั้นก็อนัตตา คือ ไม่ใช่อะไร” เหมือนกันกับสรรพสิ่งทั้งหลาย แล้วเราจะดิ้นรนที่จะเอาอะไรทางใจได้อีก หรือเอาใจไปพ้นทุกข์ที่ไหนได้อีก เพราะแม้แต่การปลง การวาง มันก็ยังเอาไม่ได้เลย

การ หยุด-ปล่อย-ปลง-วาง-ว่าง-คลาย” ในทางโลกุตระนั้นก็คือ หยุดจากการหลงเข้าไปทำตัว ทำใจ บังคับสภาวะธาตุขันธ์ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศลก็ต้องวางใจให้หมด หมดห่วงกับอะไรๆ เพราะที่สุดแล้วมันไม่มีใครไปทำอะไรจริงๆ หลงไปเองทั้งนั้น จะไม่หลงก็แค่ปล่อยให้ทุกสิ่งเกิดเองเป็นเองตามเหตุปัจจัยของธาตุขันธ์ โดยไม่เข้าไปตัดสิน  ไม่เข้าไปเลือก หรือไปบังคับกดข่มสภาวะใดๆ เมื่อปล่อยแล้ว วางแล้ว ไม่เพิ่มกรรมต่อแล้ว วิบากกรรมเก่าก็จะคลี่คลายออกไปเอง หยุดก็จะหยุดของมันเอง ปล่อย ปลง วาง ว่าง หรือจะคลายก็ของมันเองอยู่แล้ว เสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่แล้ว(ทุกขัง) กรรมทุกอย่างเมื่อถึงที่สุด มันก็โมฆะโดยตัวมันเองอยู่แล้ว เพียงแค่ไม่ไปเสริมแรงกรรมเข้าไปอีกบังคับสภาวะแบบไหนอีก ซึ่งไอ้การหลงเข้าไปวางนั่นก็เป็นความหลงแบบหนึ่ง เป็นตัณหาแบบหนึ่ง ก็ไม่ต้องพยายามที่จะวางอะไรอีก มันก็จบอยู่แล้วตลอด

ซึ่งการ“หยุด”แบบนี้เองที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสกับองคุลิมาลว่า เรา” หยุดแล้ว(จากความเป็นตัวเรา) “ท่าน”เล่า หยุด(จากความเป็นตัวท่าน)หรือยัง? คือพระพุทธองค์ให้องคุลิมาลหยุด ตัวเอง” ในอะไรๆให้หมด ปลงตัวตนในทุกอย่างเสียให้สิ้น แล้วองคุลิมาลก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ตรงนั้นทันที ก็เพราะขณะนั้นองคุลิมาลกำลังหมดแรงที่จะวิ่งตามพระพุทธองค์แล้ว(ปลงแล้วซึ่งกายและใจ) พอได้ฟังประโยคดังกล่าว จิตนั้นก็ดับลง วางตัวมันเองลงทันที โดยที่ไม่ต้องเข้าไปสาละวนทำอะไรอีก เพราะถ้าชาวพุทธ นักปฏิบัติ หรือ นักอภิธรรมยืนยันว่าต้องผ่านวิปัสสนากรรมฐานเหมือนที่สอนๆกันทุกวันนี้ก่อน เพราะถือกันนักหนาว่าเป็นทางสายเอกสายเดียวสู่การพ้นทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านคงจะต้องตรัสบอกกับองคุลิมาลว่า เจ้าจงไปเดินจงกรม นั่งสมาธิก่อน แล้วค่อยมาส่งอารมณ์”(ฮา)

ดังนั้นโดยเนื้อหาโลกุตรธรรมแล้ว มันไม่มีใครต้องเข้าไป หยุด-ปล่อย-ปลง-วาง-ว่าง-คลาย อะไรทั้งสิ้น ฟังให้ตรงแล้วก็หยุดที่จะดิ้นรนแบบไหนอีก เพราะถ้าไปสาละวนที่จะออกจากอะไร มันจะไปตกบ่วงโลกียวิสัยของตนเองที่ต้องหลงไปเริ่มทำกิจ เพื่อหลงที่จะจบกิจอีกทันที ชีวิตมันก็หลงอยู่แล้ว จะไปหลงอุปโลกน์อะไรขึ้นมาอีก เพราะนั่นคือความสาละวนในธาตุขันธ์จนกลายเป็นสังสารวัฎไปแล้ว เป็นการเข้าไปเจริญสมุทัยอย่างไม่รู้ตัวทั้งนั้น ก็เพียงแค่ ไม่” เท่านั้นแหละมันก็จบกิจโดยตัวมันเองอยู่แล้วทันที

No comments:

Post a Comment