Wednesday, February 6, 2013

ทำไมถึงต้องปรามพวกป่วนเว็บ?

ถือว่าเป็นตอนพิเศษสำหรับผู้ที่เข้ามาศึกษาสัจธรรมก็แล้วกันครับ เพราะหลังๆนี่มีกลุ่มคนเข้ามาป่วนเยอะ ทั้งๆที่ผมก็ไม่ได้ห้ามใครเข้ามาถกเถียงเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาสัจธรรมหรือเพื่อให้เข้าใจถึงจุดผิดพลาดในระบบวิปัสสนากรรมฐานอย่างที่ชี้ให้เห็นกันจะๆในบทความหลายตอน โดยเฉพาะบทความชุด ลีลาธรรม มายากรรม หรือใครจะแก้ต่างในเนื้อหาผมก็ไม่ได้ห้ามครับ

ที่ผมต้องเล่นแรงกับพวกป่วนเว็บในช่วงหลังๆก็เพราะว่า คนกลุ่มนี้ไม่ได้เข้ามาด้วยจุดประสงค์เพื่อที่จะแสวงหาหรือพิสูจน์สัจธรรม แต่เข้ามาเพื่อ "ทำลาย" โดยการยั่วยุทุกรูปแบบ กระทั่งการลามไปถึงการหมิ่นประมาทผมกับลูกชาย จนผมต้องออกมาขู่ว่าจะดำเนินการตามกฏหมาย จึงได้เงียบไป

ถามว่าทำไมผู้ที่ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมถึงได้ทำแบบนี้? ทำไมไม่ใช้เมตตา ฯลฯ

ที่ผมต้องบล็อคและลบโพสต์ของคนกลุ่มนี้ก็เพราะ สิ่งที่พวกเขาทำนั้นถือเป็นกรรมหนัก ถึงขึ้นนรกครับ ผมจึงถามกลับว่า คนจะตกนรกน่ะ คุณอยากไปมีส่วนแห่งกรรมกับเขาเหรอ ลองดูเนื้อหาที่โพสต์เข้ามาแล้วผมบล็อคเอาไว้สิครับ

เออว่ะ สงสัยโง่จนขุนไม่ขึ้นซะละ โง่ทั้งอาจารย์ ทั้งสาวก
ไปตั้งลัทธิใหม่ซะไป๊ มีทั้งศาสดาโพธิ์ศรี แถมสาวกใส่แว่น
พร้อมลูกน้อยๆคอยสืบทอดเจตนารมณ์โง่ๆ

เป็นคุณๆจะรู้สึกอย่างไรที่มาพาดพิงถึงลูกของคุณ?

คนที่ไม่ public ออกสื่อไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าควรจะรับมือยังไง โดยเฉพาะเรื่องเว็บน่ะ ผมเป็นคนเดียวที่เผยแพร่สัจธรรมออกสื่อ ผมรู้ธรรมชาติของสื่อ ผมรู้ธรรมชาติของคนที่เข้ามาป่วนทุกประเภท ไม่ใช่แค่เข้าใจแต่สัจธรรมอย่างเดียวนะครับถึงจะทำได้ สิ่งที่ผมทำไปหรือไม่ได้ทำไปนั้น ผมไม่ได้ไปตัดสินว่ามันถูกหรือผิดเลยด้วยซ้ำ พิจารณาเห็นสมควรก็ทำเลย ไม่ลังเล

ผมเองผมก็อโหสิไปแล้วนะ แต่ไม่รู้มันจะมีผลหรือเปล่า แล้วก็ไม่ได้สนใจด้วยว่าเขาจะตกหรือไม่ตกนรก ถือว่าอโหสิไปแล้วก็แล้วไป

สิ่งที่ผมทำนั้นคนที่ยังไม่เข้าใจสัจธรรมก็อาจจะขุ่นใจว่า ทำไมๆๆๆ หรือคนที่เข้าใจสัจธรรมระดับหนึ่งแล้วก็ยังเอ๊ะอ๊ะว่าทำไม อะไร

จริงๆแล้วมันไม่ใช่ตรงอะไรทั้งสิ้นครับ สิ่งที่ผมทำไปแล้ว ผมก็ปล่อยให้มันผ่านแล้วๆไป ไม่ลังเล ไม่เอากลับมาคิด พอโพสต์เสร็จผมก็ไปเล่นกับลูกต่อ ถามว่าลูกผมกับผมเดือดร้อนไหม ผมก็เห็นมันเล่นสนุกทั้งวันไม่เห็นมาเดือดร้อนอะไรเลย ขนาดผมอ่านถึงตอนพาดพิงลูกผม ผมเองก็ยังเฉยๆเลย ผมก็เล่นไปตามเกมครับ ก็มีสมาชิกเว็บนี่แหละเดือดร้อนแทนไปตามๆกัน ก็ไม่ต้องเดือนร้อนแทนหรอกครับ ชิลด์ๆ โดยเฉพาะหลังกลับจากการกราบหลวงพ่อฯวันที่ 13 ธค.53 ที่บ้านอ.ธันยวัฒน์นี่บอกได้เลยว่า เดี๋ยวได้เจอ admin เวอร์ชั่น 2.0

อีกอย่างคือ ความเมตตากรุณาจริงๆน่ะ ไม่มีรูปแบบจำเพาะเจาะจงนะครับ ที่เราคิดไปเองว่ามีเมตตาก็เพราะไปดูในหนัง ในละครต่างหากเล่า

คนที่เข้ามาป่วนนั้น อาศัยความยึดติดรูปแบบความดี ความเลวที่สอนกันทั่วโลกมาเป็นเครื่องมือครับ เรียกว่าใครอ่านแล้วหวั่นไหวก็แสดงว่ายังยึดดี ยึดเลวอยู่ แบบนี้ก็ยังยึดติดครับ ก็ไม่ต้องครับ ให้นอกเหนือกรรวิบากเหล่านี้ไปเลย แต่ถ้าใครรับกระแสไปก็ไปหยาดน้ำครับ

เรื่องทิฏฐิของผู้อื่นที่มีต่อสัจธรรม ซึ่งพยายามเข้ามาทำให้คุณเขวนั้น ก็อย่าไปสนใจครับ แล้วก็ไม่ต้องเชื่อคำโฆษณาใดๆ ขอให้พิสูจน์เนื้อหาด้วยตนเอง ไม่งั้นคุณก็เอากรรมคนอื่นมาบังตัวเองอีก แค่กรรมของคุณบังก็แย่พออยู่แล้วครับ คนแหล่านี้ ถ้าเราอ่านดูดีๆก็จะรู้เจตนาเขาเองครับ

ที่ผมโพสต์ไปทั้งหมดนั้นก็เป็นเพียงลีลาเท่านั้น จะเชื่อหรือไม่ผมก็ไม่ได้ใส่ใจ จริงๆมันก็ว่างอยู่อย่างนั้นแหละ แต่นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการใช้สมมติ ใช้มายาในการสื่อสารครับ ผมเรียนรู้จากหลายๆท่านในวัด เวลาผมสนทนากับพระหรือแม่ชีบางท่านที่วัด ผมคุยลึกไปถึงเรื่องการใช้สื่อด้วยนะครับ แต่ไม่ได้บอกใคร ส่วนใครจะหวือหวาแบบผมหรือไม่ก็อีกเรื่องนึง (หรือใครจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจผมก็ไม่สน)

เราอาจจะเคยเห็นบางท่านที่วัด ทำตัวไม่ค่อยสำรวม ไม่ค่อยระมัดระวังกิริยามารยาท หรือบางคนที่สำรวมมากๆ ซึ่งถามว่าพระพุทธศาสนาที่แท้จริงนั้น ไปยึดติดกับสิ่งเหล่านี้ไหม ไม่ใช่นะครับ ไม่ใช่ว่าเป็นพระแล้วต้องนิ่งๆ สำรวมๆ พูดจานิ่มนวลมีเมตตาอย่างที่คุ้นชินกันมา นั่นเป็นเพียงความคาดหวังของคนทั่วไปที่จะได้เห็น เพราะยังติดดีอยู่ ถ้าคาดหวังจะได้เห็นแบบนั้นก็ไปยึดติดเข้าแล้วครับ เพราะทุกอย่างมันก็มายาหมดนั่นแหละ

หรือที่มีคนโพสต์ถามว่าหลวงพ่อจะไปนอนในซ่องโสเภณีได้ไหม ผมตอบแทนให้ก็ได้ครับว่า จะไปนอนก็ได้ครับ มันไม่มีอะไรแตกต่างอยู่แล้ว แต่โดยอนุสัยความเป็นสัตว์น่ะ มันจึงไม่มีประโยชน์ที่จะทำแบบนั้นลงไป เพราะถ้าทำลงไป เหล่าสัตว์ที่ยังยึดติดกับรูปแบบ กับพิธีรีตอง จารีตประเพณีอยู่ก็จะเกิดปฏิฆะขัดเคือง เพ่งโทษจนเกิดกรรมหนักกับตนเองขึ้นมาอีก ถ้าถามมาแบบนี้ หลวงพ่อฯท่านก็จะตอบแบบนี้แหละครับ คือไม่ไป เพราะไม่มีประโยชน์

นี่คือความจริงเพียงครึ่งเดียวที่คนกลุ่มนี้นำมาใช้เป็นวิธีในการปั่นป่วน ยั่วยุครับ ความจริงที่พูดไม่หมด ยั่วยุให้ผู้ใช้เว็บเกิดความลังเล ไปปะทุกับอนุสัยการแบ่งดี แบ่งเลว พยายามเอาทิฏฐิของตนมาทำให้คนที่ยังไม่สว่างเขวจากเนื้อหาสัจธรรม แยกคนที่ยังไม่แจ้งในสัจธรรมออกไป ถามว่าผมเดือดร้อนไหม ผมไม่เดือดร้อนครับ ก็บอกแล้วไงผมเขียนทิ้ง คนที่ซวยจริงๆคือผู้ที่ยังไม่แจ้งในสัจธรรมแล้วเข้ามาเห็น อะไรก็ตามที่จะกันกรรมไม่ให้เกิดแก่สรรพสัตว์ได้ ผมก็ทำไป ทำแล้วๆไป แต่ไอ้พวกนี้ก็ไม่แล้วๆไปไง มันก็ยึดติดอีก ยึดในคำที่ผมโพสต์ลงเว็บเอามาย้อนแบบไม่รู้ว่าความเป็นจริงมันเป็นยังไงอีก

เมื่อก่อนผมเผยแพร่วิปัสสนากรรมฐาน ผมยังไม่กล้าลงชื่อจริงนามสกุลจริง เบอร์โทรศัพท์นะครับ แต่พอผมเผยแพร่สัจธรรมซึ่งสัจธรรมนั้นผ่าเรียบไม่เหลือแม้แต่สำนักเดียว ซึ่งเสี่ยงมากกว่า เพราะทำให้หลายคนหมดทางหากินกับศาสนา ทำไมผมถึงกล้าลงชื่อจริง นามสกุลจริง ก็เพราะ สัจธรรมนี้คือของจริงไงครับ แต่คนที่เข้ามาป่วนน่ะ กล้าไหมที่จะแสดงตัวตน ลงชื่อจริง นามสกุลจริง กล้าไหมเล่าที่จะอาจหาญพอบอกได้ว่าตนเป็นศิษย์สำนักไหน ฝึกกับใคร กล้าไหมเล่า จะได้มาถกกันไงว่าสิ่งที่พวกคุณสอนอยู่น่ะมันผิดตรงไหน

เพียงแค่ผมบอกว่าเก็บ IP ไว้ มันยังหายหมดเลย นี่แสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นใจ ความขลาดเขลาที่มักชอบแอบซุ่มโจมตีผู้อื่นในความมืด ซึ่งถ้าคนเหล่านี้แจ้งสัจธรรมจริงๆจะไม่ขี้ขลาดขนาดนี้ครับ บางคนนี่ดูเมล์ที่ใช้ก็รู้แล้วว่าเพิ่งไปจดใหม่มา (บอกแล้วไงว่าเก็บ IP เอาไว้ตามกฏหมาย ไม่งั้นผมจะโดนรัฐเล่นเสียเอง) หรือดูวิธีการ ดูรูปประโยคที่ใช้ก็คนเดิมนั่นแหละแปลงกายมา คนที่แจ้งสัจธรรมนั้นไม่กลัวใคร อาจหาญไปเอง (ผมจะไม่เอาข้อมูลส่วนตัวออกจากเว็บครับ ก็พูดความจริงนี่หว่า กลัวอะไร)

เมื่อครั้งทำเว็บวิปัสสนากรรมฐานนั้น เชื่อไหมครับ ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ ไม่มีคนสนับสนุน แต่พอมาทำเว็บสัจธรรมเท่านั้น เงินสนับสนุนมาเองเรี่อยๆครับ ผมไม่ต้องควักเงินตัวเองทำแม้แต่บาทเดียว เงินสนับสนุนก็มาจากคนที่มาสว่างในเว็บนี่แหละครับ เขาแจ้งในสัจธรรมด้วยตนเอง เขาจึงกล้าทำบุญให้เว็บครับ

ก็ดูสิว่าผมปฏิโอ้ปฏิโลมคนอ่านเสียที่ไหน หรือหลวงพ่อฯเทศนาเอาใจคนฟังเสียที่ไหน พูดปาวๆ ด่าปาวๆว่าให้หยุดปฏิบัติๆ คนเขาเข้ามาแจ้งเอง เข้าใจไปเอง เขาเห็นค่าของสัจธรรม เขาก็สนับสนุนไปเองครับ ไม่ได้บังคับใครเสียหน่อย แล้วก็ไม่ได้กล่อมใครให้ใครเคลิ้มไปกับฤทธิ์ของสมาธิ ที่อัดๆๆกันเข้าไปในคอร์สสอนกรรมฐานจนอิ่มเอิบ ปลาบปลื้มใจในบุญกุศลหลังการปฏิบัติ จนควักเงินทำบุญครับ คนที่ทำบุญกับสัจธรรมนั้น เขาทำก็เพราะเขาตื่นออกจากความหลงครับ ตื่นออกจากความละเมอหลับฝัน มาพบกับความจริง จึงต้องการมีส่วนแห่งการเผยแพร่สัจธรรมแท้ๆ ปรารถนาที่จะให้คนอื่นๆได้ตื่นออกเหมือนตนเอง ซึ่งท่านเหล่านี้ก็ให้แบบแล้วๆไป เพราะมันหมดข้อสงสัยแล้ว(ก็ไอ้ข้อสงสัยทั้งหมดที่มาจากการปฏิบัติแล้ววนนั่นแหละ) ไม่ใช่ทำบุญแล้วยกมือขึ้นไหว้จรดหน้าผากอธิษฐานขอนิพพานหรือขอให้ชิวิตดีขึ้นแบบที่เห็นกันในคอร์สวิปัสสนาครับ ซึ่งมันดูแล้วมันหดหู่สิ้นหวังจริงๆนะ คิดดูก็แล้วกันว่า ขนาดเขาเข้าปฏิบัติเองก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าจะนิพพานหรือเปล่า มันเลยต้องขออะไรสักอย่างไง นี่แสดงให้เห็นไงว่า มันสอนกันไปออกทะเลหมดแล้ว สอนอะไรก็ไม่รู้ สอนให้คนเป็นเปรต ไม่พอในบุญไปเสียเอง ไม่วางใจต่อพระนิพพานไปเสียเอง แบบนี้พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนหรอกครับ

ประกาศเอาไว้เลยว่า ผมไม่หนีไปไหนทั้งนั้น และจะไม่หลบหน้าหรือแอบใครที่ไหนทั้งนั้น ไม่ว่าบุคคลผู้นั้นจะเป็นพระผู้ใหญ่หรือผู้ยิ่งใหญ่มาจากไหนผมก็ไม่กลัวครับ สิ่งที่พวกคุณทำกับเว็บ ผมและลูกนั้น ผมอโหสิให้ทั้งหมด ส่วนใครจะเห็นแจ้งในสัจธรรม หรือปฏิฆะกับสัจธรรมนั้น ไม่ใช่เรื่องของผม ผมทำหน้าที่ในการเผยแพร่และคลี่คลายให้ผู้ที่สนใจในสัจธรรมเท่านั้น หมดวาระเมื่อไหร่ จะมีคนมารับช่วงหรือไม่ ผมก็ไม่เดือดร้อนครับ ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกของสัจธรรม

ยังไงผมก็จะเดินหน้าเผยแพร่ต่อ เอาให้ชนิดหมดจิตหมดใจไปเลยครับ จะได้เลิกหลงกันเสียที

สัจธรรมแท้นั้นไม่กลัวการพิสูจน์ครับ

No comments:

Post a Comment