Wednesday, February 6, 2013

ถ้าไม่มีตัวดู ตัวรู้ เราจะปลง จะตัดได้อย่างไร?

คำถามนี้เป็นคำถามที่ผมเอาไปถามหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตวันที่ 16 มกราคม 2553 ซึ่งเป็นวันแรกที่ผมไปวัดร่มโพธิธรรม และยังเป็นคำถาม คำคัดค้านที่ได้ยินได้ฟังจากอีกหลายๆคนซึ่งได้ฟังเทศนาธรรมจากหลวงพ่อฯท่าน เอาเป็นว่าผมจะอธิบายให้เข้าใจก็แล้วกันครับ

โดยปกติของ "สติ" อันเป็นเนื้อหาเดิมแท้นั้น มันเป็น "สติอริยะ" ทำงานอย่างอัตโนมัติอยู่แล้ว และสติอริยะนี่แหละที่มัน "รู้" ของมันเองเฉยๆอยู่แล้วตลอด แม้ "เรา" จะไม่ตั้งรู้ ตั้งดูก็ตาม อย่างที่สายพระป่าชอบพูดว่า "รู้ซื่อๆ" นั่นแหละครับ คือ "สติอริยะ" ซึ่งเป็นระบบ Automatic

แต่ทีนี้ "สติอริยะ" ที่เป็นเนื้อหาเดิมแท้กลับถูกบดบังด้วยอวิชชา บดบังด้วยตัวตนบนอวิชชา สติมันจึงไม่อัตโนมัติ แต่ถูกบังคับเอาด้วยแรงของอุปาทานจนกลายเป็นจิตแทนสติไป กลายเป็นสติแบบ Manual คือสั่งการด้วยมือ มี "เรา" เป็นผู้บังคับให้มันเกิดด้วยการเข้าไปฝึกสติเอา มันจึงไม่ใช่การฝึกสติครับ มันกลับกลายเป็นการฝึกจิตไปแทนอย่างไม่รู้ตัว

ทุกคนเคยสัมผัสสติอริยะกันมาแล้วไม่มากก็น้อย แต่ไม่มีใครเอะใจ ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเข้าใจและแยกแยะสติอริยะกับสติแบบปุถุชนออกจากกัน เพราะไม่มีใครมารับรองถึงสภาวะนั้นๆ ที่ปรากฏขึ้นอย่างสั้นๆ(มากๆ)ในหลายๆครั้งที่สติ "ตื่น" ออกจากสภาวะที่จมแช่อยู่โดยไม่ได้ตั้งใจไปทำให้ตื่น

คำว่า "ปลง" หรือ "ตัด" นั้นถ้าเข้าใจโดยวิสัยของคนทั่วไป คือเมื่อเกิดปัญญาเข้าใจแล้วว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่เป็นตัวตน ก็ให้ปลง ให้วาง ให้ตัดสิ่งนั้นเสีย คือไป "ปลง" หรือ "ตัด" สิ่งที่ถูกรู้ แต่จริงๆหลวงพ่อฯท่านให้ปลงที่ตัวรู้เลยตรงๆ คือ รู้ก็ช่างมัน ไม่รู้ก็ช่างมัน ปล่อยให้เป็นธรรมชาติธาตุธรรมของมันเอง ไม่ดิ้นหนีดิ้นสู้ ไม่หลงไม่ไหลตามมัน จะอึดอัดขัดเคืองก็ช่างมัน อะไรๆก็ช่างมัน ซึ่งตรงนี้แหละครับที่มันจะปลงเอง คลายออกเอง วางตัวมันเอง ตัดไปเอง ไม่ใช่มีเราเข้าไปปลง ไปคลาย หรือไปตัดอะไร

ในการที่จะช่างมันกับทุกสภาวะได้ ปกติมันก็จะ "รู้" เองขึ้นมาอยู่แล้วครับ ซึ่งสติที่ "รู้" เองขึ้นมาโดยที่ไม่ได้ไปฝืนบังคับให้มันจดจ่อนี่แหละคือ "สติอริยะ" ที่มันโพล่งออก มันตื่นออกจากการยึดในสภาวะที่มีอยู่เป็นอยู่ตรงนั้นทันทีแบบไม่ได้ตั้งใจ การที่มันตื่นออกจากความหลงยึดติดในสภาวะนั้นๆ มันก็จะว่างจากสภาวะ ว่างจากตัวตน ที่หลงว่าติดว่าขัดอะไรไปเอง ณ ขณะนั้นมันจึงไม่รู้สึกถึงเวลา ไม่รู้สึกว่ามันเป็นอะไร ไม่รู้สึกว่ามันรู้ผ่านผัสสะอายตนะใดๆ มัน "รู้เฉยๆ" โพล่งออก กว้างออกของมันอยู่อย่างนั้น โดยไม่มีตัวเราซ้อนลงไปในการรู้ แต่อัตตวิสัยเดิมๆที่ชอบบังคับกายใจ(เพราะสักกายทิฏฐิ)และคำสอนที่สำนักปฏิบัติทั้งหลายสอนกันมาว่าให้เพียร "รู้ต่อเนื่อง" แทนที่จะปล่อยให้มันอัตโนมัติไป มันก็กลายเป็นว่าไปหลงอุปโลกน์ "เรา" ขึ้นมาซ้อน เพื่อที่จะให้มันรู้ คือรู้แบบเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร แบบนี้มันหลงปรุงแต่งไปแล้วครับ ที่สุดมันจึงเกิดเป็นการไปบังคับให้รู้อย่างต่อเนื่อง พอบังคับเข้าไปปั๊บ มันจะมีตัวเราซ้อนลงไปในรู้นั้นทันที จากสติอริยะก็เลยกลายเป็นสติปุถุชนไปแทน ซึ่งต่อให้ฝึกเท่าไหร่ ฝึกยังไงมันก็ไม่อัตโนมัติเสียที มีแต่เพ่งกับเผลอ เพราะไป manual หรือบังคับด้วยมือเอา แบบนี้ก็ถือว่าไหลตามสภาวะแห่งความเป็นจิตเรียบร้อยแล้ว

เมื่อเราเข้าไปฝึกสติเอา ไอ้อาการจดจ่อคอยรู้ จดจ่อคอยดูในสภาวะตามช่องทางต่างๆทั้งสี่ฐาน คือ กาย เวทนา จิต ธรรม นั้นมันก็จะเป็นตัวที่ไปคอยบังสติครับ ทำให้สติอริยะหรือเนื้อหาเดิมแท้ที่ประภัสสรอยู่แล้วไม่สามารถแจ้งออกจากเมฆหมอกแห่งความหลงหรือโมหะอวิชชาได้ เพราะจิตมันถูกบังคับให้หลงรู้ไปในสภาวะต่างๆแทนแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ มันก็จะเริ่มตึง เริ่มสับสน เริ่มอึดอัดขัดเคือง เริ่มเขม็งเกลียวแน่นเข้าๆ เป็นอัตตาซ้อนรู้ เริ่มล้า เริ่มวกวน เดี๋ยวเบื่อ เดี๋ยวอยาก แสดงความอนิจจังซะไม่มี ก็แหงสิครับเล่นไปบังคับสิ่งที่มันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่แล้วอย่างจิต มันก็ไปไม่รอดหรอกครับ

แล้วคิดกันหรือเปล่าว่า ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านบอกแล้วว่าทุกสิ่งในโลกธาตุล้วนแล้วแต่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือ ทุกสิ่งล้วนไม่เที่ยง เสื่อมไปโดยตัวมันเอง และไม่มีอะไรเป็นตัวตน คุณจะเอา"ใคร" ที่ไหนไปดู "อะไร" ได้จริงๆหรือนอกจากหลงเอาเอง!!!

แล้วทีนี้ก็จะถามกันต่อแบบยังไม่ยอมเข้าใจอีกว่าจะทำยังไง? แม้ผมจะบอกว่าไม่ต้องทำก็ตาม!!!

ถ้าจะเอาแบบนักปฏิบัติ คือลองไปปลงดูเอง มันก็จะเข้าทางเดิมครับ มันจะติดตัวปฏิบัติตลอด มันจะติดในการพยายามเข้าไปบังคับสภาวะตลอด ซึ่งนั่นก็หมายถึงการไปเจริญ "อัตตา" ตัวเราอยู่ตลอด มันยิ่งจะทำให้มันจะติดขัดข้องคากับทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นอนุสัยเดิม โลกียปัญญาที่สั่งสมมา ความเคยชินในการปรุงแต่งบนเนื้อหาสัจธรรมที่รู้มาผิดๆ ติดกับทิฏฐิเดิมๆ หรือถ้าจะซักกันจริงๆ ผมเชื่อว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์รู้แต่วิธีปฏิบัติ โดยไม่รู้เนื้อหาสัจธรรมที่แท้จริง ที่สุดแล้วมันก็จะไม่รอดครับ กลับไปวกวนเหมือนเดิม ด้วยเหตุนี้เองจึงมีสัจธรรมและการขอขมากรรมขึ้นมา

ก็ไม่ต้องพยายามที่จะปลง หรือจะวางอะไรครับ เพราะตัวพยายาม ตัวเพียรนั่นแหละมาจากอัตตาล้วนๆ มาจากความอยากจะบรรลุนั่นแหละ ถ้าจะคลายออกจากอุปาทานในตัวรู้จริงๆก็ให้ขอขมากรรมบ่อยๆเพื่อที่จะคลี่คลายกรรมที่บังสัจธรรมอยู่ออกเสียก่อน แล้วก็ให้ฟังสัจธรรมบ่อยๆ เข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ฟังไปก่อน เพราะอานุภาพของสัจธรรมจะส่งตรงไปคลายอุปาทานในจิตเอง ผลซึ่งทุกคนที่ได้ฟังสัจธรรมและสัมผัสได้กับตัวเอง(ไม่ทิฏฐิมากเกินไป)คือ เกิดอาการโล่งโปร่งเบาทั้งกายทั้งใจ เพราะอุปาทานที่ยึดใจและกายนั้นคลายออก มันจึงเบา ไม่มีอัตตาซ้อนลงไปในกายในจิต พออุปาทานคลายออก เจตนาทั้งหลายมันก็จะเจือจางบางเบาลงไปด้วย การปลงต้วรู้ก็จะเริ่มเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ อัตตาตัวตนจะเริ่มเจือจางหายไป

ก็ที่หลวงพ่อฯท่านเทศน์เสมอนั่นแหละครับว่า ไม่อะไรกับอะไร ไม่ต้องไม่ตั้ง เมื่อคลายมากๆมันจะเป็นไปเองเลยครับ ไม่ต้องเอ๊ะรู้หรือเข้าไปทำเอาอีก ไม่เชื่อก็ลองเองได้เลย

ส่วนใครที่ฟังสัจธรรมแล้วยังไม่คลายในช่วงแรกๆนั้นก็ไม่ต้องท้อหรือเอ๊ะอ๊ะอะไร ให้ฟังไปเรื่อยๆ มันจะคลายของมันเอง ไปเร่งเอาไม่ได้ ให้ฟังไปแบบไม่อะไรกับอะไร ไม่ต้องฟังแล้วคิดตาม เพราะอานุภาพสัจธรรมจะเกิดที่จิตโดยตรง บางคนก็คลายออกทันที เรียกว่าการบรรลุฉับพลัน บางคนค่อยๆคลายออก มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บารมีของแต่ละคนครับ

น่าจะเคลียร์แล้วนะครับ

No comments:

Post a Comment