Thursday, February 21, 2013

อัตตาและเงื่อนไขในการสละ

หลายคนคิดว่าการสละจะทำให้อัตตาเบาบางลง
หลายคนคิดว่าการเจริญเมตตาจะทำให้อัตตาเบาบางลง
หลายคนคิดว่าการให้ธรรมหรือสิ่งใดก็ตามแก่ผู้อื่นจะทำให้อัตตาเบาบางลง
หลายคนคิดว่าการให้อภัย อโหสิกรรมจะทำให้อัตตาเบาบางลง

แต่หารู้ไม่ว่า บางทีมันจะมีมานะและเงื่อนไขที่ตั้งเอากับการให้ การสละ การเจริญเมตตานั้นๆ ซ่อนตัวอยู่อย่างแนบเนียน และไอ้ที่ซ่อนอยู่นั่นก็คือ อัตตาในธรรมนั่นแหละ

มานะ เงื่อนไข หรืออัตตาในธรรมเหล่านี้เกิดขึ้น ก็เพราะเราดันไปมีตัวตนกับการให้ การสละ คือมีเราเป็นผู้ให้ วางตัวว่าเป็นผู้ที่เหนือกว่าผู้รับ แถมมีเหตุผลอธิบายให้ตัวเองเสร็จสรรพว่า ใครให้ก่อนผู้นั้นย่อมหลุดพ้นก่อน และคำสอนแบบนี้เองที่ก่อให้เกิดมานะในธรรม อันเป็นสังโยชน์เบื้องสูง คือมีตัวเองไปพยายามให้ พยายามสละ พยายามเป็นผู้สละ เพื่อที่จะได้หลุดพ้น "ก่อน" หรือ เพื่อที่จะเหนือกว่าผู้อื่น พยายามที่จะเป็นผู้ให้ เพื่อจะได้ชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์ หรืออุปาทานเอาว่าตนเป็นพระโพธิสัตว์แล้วก็บังคับตัวเองให้เป็นผู้ให้ เพื่อให้ผู้คนเห็นภาพของตนแบบนั้น ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนก่อให้เกิดอัตตามานะในธรรมทั้งนั้น

ลึกๆแล้วการให้แบบนี้เป็นการหวังผลลึกๆว่าจะมีคนเห็นในการสละนั้น จะมีคนชื่นชมในการให้นั้นๆ หรือแม้แต่การคิดเอาว่าจะทำให้ตนเป็นผู้สละที่ยิ่งใหญ่ แบบนี้ก็เป็นการสละอย่างมีเงื่อนไข ทำเพื่อยังจะเอาอะไรบางอย่างจากการให้ ไม่ควรจะเรียกว่าการให้ด้วยซ้ำ แต่มันดูเหมือนเป็นการลงทุนมากกว่า

การให้การสละที่แท้จริงนั้น มันไม่มีใครให้อะไรหรอก ก็แค่ปล่อยให้ทุกอย่างมันเกิดเองเป็นเอง ไม่ต้องมีตัวเองไปตั้งเพื่อสละ หรือสละเพื่ออะไร แม้กระทั่งสละเพื่อพระพุทธเจ้า เพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อสังสารวัฏ ก็ไม่ต้อง เพราะมันก็จะไปมีเงื่อนไขกับการสละอีกว่าเพื่ออะไร จะช่วยคนนั้นคนนี้ให้เป็นอย่างไร มีเงื่อนไขกับอะไรก็เป็นตัวตนกับสิ่งนั้นนั่นแหละ

ยิ่งถ้ามีตัวตนไปตั้งเพื่อสละแล้ว พอมีอะไรมาขัดในเงื่อนไขที่แอบตั้งเอาไว้ลึกๆในใจ มันก็จะเกิดอาการท้อแท้ ท้อถอย หมดกำลังใจ เพราะมันไม่ได้ดั่งใจ(นั่นไง) เพราะไม่มีคนเห็นค่าในสิ่งที่ทำ(นั่น...หวังอีก)

การให้ การสละที่แท้จริงเท่านั้น จึงจะมีอานุภาพในการคลายออกจากตัวตนได้ มันเกิดขื้นเมื่อเป็นการให้การสละแบบไร้เงื่อนไข ไร้ตัวตนในการให้ ไร้การตั้งเอาอะไร ไม่คาดหวังเอาแม้แต่ความภูมิใจ ความอิ่มอกอิ่มใจ หรือความสุขใจในการให้ หรือปีติสุขในการเป็นผู้สละ ให้แบบที่ไร้คามคาดหวังอะไร ไม่ต้องกลับมาเช็คเรตติ้ง ไม่ต้องหวังเสียงตอบกลับ ไม่ต้องหวังผลสัมฤทธิ์อะไร ให้แล้วก็ให้ขาด ให้แล้วก็ให้เลย นั่นแหละมันก็จะหมดตัวตนในการให้การสละได้อย่างแท้จริง แล้วมันก็จะไม่เป็นภาระ ไม่เป็นหน้าที่ที่จะต้องไปให้อะไรเพื่ออะไร และได้ได้ปีติสุข ความสุขใจจากการให้จริงโดยที่ไม่ได้หวัง ก็สละไปอีก ไม่ต้องไปยึดมันเป็นสรณะ ไม่ต้องไปยึดว่านี่คือผลที่เราได้ เพราะมันจะกลายเป็นความคาดหวังในครั้งถัดๆไปได้อีก

การให้การสละแบบมีตัวตนนั้น ก็สามารถพบเห็นได้ทั่วไป อย่างผู้ที่ให้แล้วต้องออกทีวี ออกสื่อ ออกประชาสัมพันธ์ ออกข่าว ให้แล้วต้องมีคนเห็น ต้องขึ้นชื่อเสียงเรียงนาม ต้องมีการประกาศ ต้องได้ marketing impact ต้องได้ image เพราะกลัวทำบุญแล้วไม่ได้บุญ กลัวไม่ได้หน้า กลัวไม่ได้ชื่อเสียง กลัวเสียเงินฟรี ไหนๆก็เสียเงินแล้วขอหน้าหน่อยนะ แบบนี้เรียกการลงทุนดีกว่าครับ มันก็ยังเป็นการให้ที่มีเงื่อนไขผูกพันอยู่ บุญที่ได้ก็เป็นบุญเจือด้วยตัณหา เวลาถึงตอนที่ต้องเสวยผลบุญนั้น ตัวเองก็จะเจอเงื่อนไขแบบเดียวกันติดมาให้หงุดหงิดใจไปด้วยตามกรรมที่ทำเอาไว้ กลายเป็นมีอัตตาในการให้ไปเสียอีก ให้แล้วเกิดอัตตาตัวตนก็อย่าไปให้ดีกว่า

หรือก็มีที่บางคนให้ออก สละออกเพราะติดว่าเป็นหน้าที่ เป็นภาพลักษณ์ แม้บางทีไม่ได้เต็มใจให้ หรือไม่มีจะให้ แต่เพราะมีผู้คนยึดติดในภาพลักษณ์ของตนอยู่ จึงต้องให้อย่างเสียไม่ได้ ให้แล้วก็เสียดาย แบบนี้ก็ยังเป็นอัตตาในการให้ เป็นเงื่อนไขในการให้ เป็นทุกข์ในการให้ เป็นการให้เพื่อรักษาอัตตาตัวตนอยู่ อย่างนี้ก็ยังไม่ใช่เนื้อหาแห่งการสละที่แท้จริงเช่นกัน

จะให้ทั้งทีก็ให้แบบหมดเงื่อนไข หมดใจ หมดห่วงในการให้ หมดกังวลในการให้ หมดพันธะภาระผูกพันทั้งทางกายและทางใจในการให้ ไม่ต้องรอดูหรือรอรับผล ให้แบบทิ้งเลย ไม่ต้องสนใจว่าคนที่เราให้จะได้จริงๆเท่าไหร่ ได้แล้วเอาไปทำอะไรไม่ดีหรือเปล่า ได้แล้วจะรักษามันได้ไหม ฟังสัจธรรมแล้วจะรู้เรื่องไหม ฟังสัจธรรมแล้วแจ้งหรือยัง จะปฏิฆะหรือเปล่า ไม่ต้องไปคอยถามบ่อยๆเพื่อเช็คอะไร ให้แล้วให้เลย แบบนี้ก็จะไม่เป็นภาระผูกพันกับการให้ มันก็จะคลายจากตัวตนได้จริง เบาจริง หลุดพ้นจริง

ถ้ายิ่งให้ยิ่งแบกความคาดหวังของผู้อื่น ยิ่งให้ยิ่งเพิ่มอัตตาในการเป็นผู้ให้ ยิ่งให้ยิ่งติดขัดข้องคาในตัวเอง ก็ให้สละตัวเอง สละจิตสละใจของตนเสียก่อนที่จะสละให้ผู้อี่น ให้หมดห่วงในตัวเองเสียก่อน แล้วมันก็จะเข้าสู่เนื้อหาการสละไปเองโดยที่ไม่ต้องพยายามอะไรเลย

No comments:

Post a Comment