Sunday, February 10, 2013

คติและอคติ

ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่คิดว่าตัวเองชั่วตัวเองเลว

แม้กระทั่งฆาตกรก็ไม่ได้คิดแบบนั้นกับตัวเองเช่นกัน

ยืนยันได้ว่าทุกคนเป็นคนดีหมด...ในมุมมองของตน

แล้วจะมีใครไปเถียงเอาชนะใครได้อีกเล่า?!

เพราะคติและอคติทั้งหลายในโลกก็ล้วนมาจากคำว่า "กู" นั่นเอง

ถ้ากูชอบ กูก็ว่าคติ กูก็ยึดมันเป็นสรณะ
ถ้ากูไม่ชอบ กูก็ว่าอคติ กูก็รังเกียจผลักไสมัน

ดังนั้นในโลกนี้จึงไม่มีใครมีอคติกับตัวเองแม้แต่คนเดียว ข้อหาความมีอคติก็เลยกลายเป็นข้อหาที่คนอื่นยัดเยียดให้เรา ก็เพราะเขาไม่ชอบเรา ไม่ชอบความคิดเรา ไม่ชอบอะไรๆที่เราทำ หรือบางมีมันก็เป็นที่เราเองนั่นแหละ ที่เอาอคติไปยัดเยียดใส่คนอื่นเขาแทน อย่างนี้เรียกว่าทะเลาะกับตัวเองไม่ใช่ใครที่ไหนเลย

แล้วไอ้คติกับอคตินี้เองที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในทุกระดับ ทุกๆที่ทั่วโลก เพราะเมื่อเกิดคติหรืออคติแล้ว มันก็จะกลายเป็นทิฏฐิ กลายเป็นมุมแดง มุมน้ำเงิน ไล่ชก ไล่ซดกันตั้งแต่ชาติที่แล้วจนชาตินี้ก็ยังไม่จบ ร่ำๆว่าจะต้องชกต่อไปกันอีกหลายชาติ...ก็ไม่จบ

ได้แต่ทีกู ทีมึงอยู่อย่างนั้น จนกว่าจะหายโง่...หรือบางคนรู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังไม่ยอมจบ..ขอกูโง่ต่อหน่อยนะ

คติและอคตินั้นเกิดจากการให้ค่าให้ความหมาย
การให้ค่าให้ความหมายก็เกิดจากการหลงปรุงแต่ง
แล้วการปรุงแต่งนั้นก็ได้จากการเรียนรู้ การศึกษา การวิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ เอาบนโมหะอวิชชา
ก็พวกปัญญาชนทั้งหลายนี่แหละตัวดี เรียนสูงก็ยึดเอาที่เรียน แล้วก็ตั้งตัวขัดแย้งกับสิ่งต่างๆรอบข้างว่ามันไม่ดี บางทีแม้แต่พ่อแม่มันก็ยังหลงไปขัดแย้งกับท่านเลย เรียนสูงๆก็ได้แต่ยึดรู้ยึดเห็นของตน แต่ก็ยังไม่พ้นเรื่องความโง่ในคติและอคติอยู่ดี

คติและอคติทั้งหลายที่ถูกใช้เป็นบรรทัดฐานของคนในโลกนี้จึงไม่เหมือนกัน เพราะมันเป็นไปตามอัตตโนมติของแต่ละบุคคลว่าจะปรุงแต่งกันด้วยพื้นฐานแบบไหน อย่างไร

การทำให้โลกนี้มีสันติภาพที่แท้จริงนั้น จึงไม่ใช่ให้ความรู้ความเข้าใจและปรับให้ทุกคนมีพื้นฐานคตินิยมเหมือนๆกัน ไม่ใช่ด้วยคติธรรม เพราะถ้าทำแบบนั้น จะเอาคนที่เขาอคติไปอยู่ตรงไหนเล่า โลกใบเดียวกันแท้ๆ

การไล่ตามอุดมคติหรืออุดมอคติของตนก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะมันจะหลอนยิ่งกว่าการวิ่งไล่ผีในราวป่าเสียอีก จะเอาอะไรไปจับไปตัดสินอะไรได้เล่านอกจากตัวกูเอง

ด้วยเหตุนี้ คติและอคติทั้งหลายจึงไม่ควรที่จะถูกยึดถือเอาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสินอะไร เพราะมันก็เริ่มจากตัวกูของคนพูด..ถ้าไม่ใช่ตัวกูของคนพูด ก็อาจจะเริ่มจากตัวกูของใครก็ไม่รู้อีกทีหนึ่ง ซึ่งไม่ว่าคติหรืออคติมันก็ลำเอียงด้วยกันทั้งคู่นั่นแหละ

หรือแม้กระทั่งการไปพูดจาตอกย้ำว่าคนอื่นว่าเป็นบัวในตม บัวใต้น้ำ เพื่อพยายามจะให้ธรรมที่เหมาะสมแก่คนๆนั้น ก็เป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำ เพราะมันก็เกิดจากคติและอคติเหมือนกัน

แต่ที่สุดแล้ว จะคติหรืออคติ ก็ไม่มีใครเลยที่ถูกหรือผิดจริง เพราะเมื่อใดก็ตามที่เลือกแล้วว่าจะคติหรืออคติมันก็จะไปยึดเอาเป็นสรณะ เป็นเครื่องอยู่ เป็นตัวตนในคติหรืออคตินั้นๆลงไปแล้ว ก็ไม่มีใครได้อะไร หรือเสียอะไรจริงแม้แต่คนเดียว รังแต่จะก่อให้เกิดความแตกแยก แบ่งพรรคแบ่งพวกกันไปไม่รู้จบ ไม่เชื่อไปถามพกวเสื้อสีสิว่าเมื่อไหร่ถึงจะจบ...ตอบได้ให้บาทหนึ่ง

ทีนี้รู้หรือยังว่าต่อให้คนในบ้านเมืองส่วนใหญ่เป็นคนดีมันก็ยังไม่สงบสุข เพราะถ้าเราดีได้ ก็ต้องมีคนไม่ดีเพื่อเปรียบเทียบ แล้วมันจะสงบสุขได้อย่างไร ก็ดีก็ดีของกู ไม่ใช่ดีของคนอื่น

ดังนั้นวิถีของผู้คนทั้งหลายที่แบกเอาคติและอคติไปตัดสินในทุกเรื่อง มันจึงมีแต่ความทุกข์ หาแต่ความทุกมาใส่ตัวใส่ใจ อะไรผ่านเข้ามาให้รู้ให้เห็นนิดหน่อยก็เอาแล้ว คติบ้าง อคติบ้าง เหมือนคนบ้ากระโดดกัดหูตัวเอง ซ้ายทีขวาที กัดยังไงก็ไม่โดน พอหลงคิดว่าได้บทสรุปให้กับตัวเองแล้ว ก็บ้าบอไปกับมัน จนไปเจอเรื่องใหม่ก็เอาอีก เป็นแบบนี้ไม่จบ เหนื่อยไหมเล่าเธอจ๋า

บทสรุปที่แท้จริงนั้นไม่ได้ทำให้ใครบ้าหรอกที่รัก ไอ้ที่ทำให้บ้าไปเรื่อยนั่น ก็มีแต่เรื่องที่หลงคิดเอาเองว่ามันคือบทสรุป บางคนยึดในคติและอคติแห่งตนเองมากเสียจนคุยไม่รู้เรื่อง บางคนถือคติกับอคติไปตัดสินในธรรมทั้งหลายจนกลายเป็นคติธรรมบ้าง อคติธรรมสอนใจบ้าง...ไปเรื่อย ตามแต่ทิฏฐิที่ตนคิดเอาว่าได้บทสรุปแล้ว ซึ่งสุดท้ายก็ไม่เห็นว่าใครจะหายทุกข์สักคน ได้แต่หลงยืนถือคติและอคติของตนท่ามกลางความวังเวงแห่งมายาการทั้งหลายที่ล้วนแต่ไม่ใช่อะไร...อยู่อย่างนั้น โดยไม่รู้ว่ามันก็แค่ตัณหาของตนนั่นแหละ ที่เข้าไปหลงจริงจังและตัดสินภาพฝันเหล่านั้นๆ เพื่อที่จะหาสิ่งยึดเหนี่ยว สุดท้ายจะยึดก็ยึดไม่ได้สักอย่างเดียว แม้พยายามจะยึดก็เป็นทุกข์ขึ้นมาอีกเนืองๆ ไม่รู้จบ

ก็ไม่ต้องไปตัดสินอะไรให้เป็นคติหรืออคติขึ้นมาอีก เพราะทุกอย่างมันก็ล้วนแล้วแต่เป็นไปตามธรรมของมันเองอยู่แล้ว ทุกสรรพชีวิตล้วนเป็นไปตามกรรมของตนอยู่แล้ว หรือแม้แต่ตัวเองก็ต้องเป็นไปตามกรรมเช่นกัน เป็นไปอย่างไร้ถูกไร้ผิดที่แท้จริง ในสังสารวัฏนี้มันจึงไม่มีใครดีกว่าใครไปได้เลย แล้วจะเอาอะไรไปตัดสินอะไรได้อีกเล่าเธอทั้งหลาย

ก็ให้มันนอกเหนือคติหรืออคติไปเสีย เลิกให้ค่าให้ความหมาย เพราะมันก็เป็นเพียงการปรุงแต่งที่สูญเปล่า โมฆะไปทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะสำคัญขนาดไหน มันก็ไม่มีค่าอะไรจริงๆอยู่แล้ว มันก็เป็นแค่มายาที่ผ่านมาแล้วก็จะผ่านไป ไม่มีอะไรติดค้างคา นอกจากเราไปให้ค่าตอกย้ำมันเสียเอง สุดท้าก็ยื้ออะไรไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว

และเมื่อไหร่ที่นอกเหนือคติและอคติได้แล้วนั่นแหละ สันติสุขในใจก็จะปรากฏขึ้นเองโดยที่ไม่ต้องไปพยายามสร้างมันขึ้นมา ปราศจากความแบ่งแยกแตกต่าง ปราศจากการตัดสินถูกผิด เป็นสันติสุขที่ปราศจากผู้เป็นเจ้าของ เป็นสันติสุขแห่งสากลโลกที่ไม่แบ่งแยกใคร ไม่ว่าจะเชื้อชาติใด ศาสนาไหน

นี่เองคือสัจธรรมอันเป็นสากลที่ชาวพุทธเรียกกันว่า นิพพาน

No comments:

Post a Comment