Saturday, February 9, 2013

เลิกปรารถนาดี(เพราะมันก็มีพิษ)

ช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยเกิดภัยพิบัติเรื้อรังต่อเนื่องมาหลายเดือน ก็ได้สังเกตเห็นการทำงานจิตอาสาของหลายๆกลุ่ม ผ่านทาง facebook แล้วก็พบว่าคนจิตอาสาทั้งหลายกำลังเกิดภัยพิบัติทางจิตใจและสภาวะอารมณ์กันมากมาย เพราะถูกกระทบกระทั่งจากสภาพแวดล้อมและผู้คนรอบด้านจากการทำงาน ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ไม่ได้มาจากใครเลย ก็ตัวเองทั้งนั้นที่ไปรับอารมณ์คนนั้นคนนี้มา เก็บสิ่งนั้นสิ่งนี้มาเป็นอารมณ์ทำร้ายตัวเอง ทำงานอาสาไปก็เซไปเซมา เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย

ก็ไม่ต้องไปคิดว่าเราทำเพื่ออะไร เราทำไปทำไม หรือคิดว่าเราทำเพื่อบุญ เพราะเมื่อไหร่ที่มี "เรา" เข้าไปซ้อน มี "เพื่อ" เข้าไปเป็นเงื่อนไขในงานอาสาทั้งหลาย งานอาสาทั้งหลายก็จะไม่ใช่งานอาสาทันที แต่เรียกว่าเป็นการใช้และรับวิบากกรรมต่างหาก คือทำงานไปก็รับกระแสวิบากของคนที่เราเข้าไปช่วยเข้ามา รับกระแสวิบากของทีมงานเข้ามา พอเสร็จงานเราก็ได้เห็นดรามาน้ำตาคลอของคนจิตอาสาผ่านสื่อเต็มไปหมด

ก็เพราะอะไร ก็เพราะมีตัวตนเข้าไปอาสา มีตัวตนเข้าไปรับทุกข์ มันก็เลยดรามาไง แบกตัวตนเต็มๆสองมือเข้าไปเสียสละทำงาน ไปเกื้อกูล ไปช่วยเหลือใครหรืองานอะไร มันก็ช่วยไม่ได้จริงๆหรอก เพราะแม้แต่ตัวเองก็ยังแบก แล้วจะช่วยอะไรใครได้จริง ตัวเองยังไม่รอดเลย

และการที่เราแบก "ความเป็นเรา" เข้าไปทำงานอาสานั้นก็ถือว่ายังให้ยังสละไม่หมดจิตหมดใจ เพราะในใจก็ยังหวังอะไรลึกๆจากงานอาสานั้นอยู่ แม้กระทั่งหวังดีก็ยังไม่ได้เลย เพราะความหวังดีนั้นมันก็คือความหวังในสิ่งที่จะตอบแทนความดีนั้น อย่างนี้เรียกว่าให้ไม่จริง เสียสละไม่จริง ให้เพื่อหวังสิ่งตอบแทน ยังหวังที่จะมีอะไรหล่อเลี้ยงตัวตนอยู่ หวังความดี หวังให้สังคมดี หวังช่วยเหลือคนอื่น หวังที่จะเสียสละมากกว่านี้ หวังให้คนยกย่อง หวังให้จิตเป็นกุศล หวังสะสมบุญ หวังที่จะทำตัวให้เป็นประโยชน์ หวังที่จะให้มีคนเห็นความดี ความหวังเหล่านี้ล้วนเป็นพิษที่จะย้อนกับมาสนองตอบคืนผู้หวังทั้งนั้น เป็นตัณหาที่เจือลงไปในการเสียสละ มันจึงเป็นการเสียสละไม่จริง ไม่หมดใจในการสละนั้นๆ

การที่เราเสียสละด้วยความหวังดี ด้วยความปรารถนาดีมันก็จะมีแรงกรรมสะท้อนกลับตามมาเสมอ แม้แต่ความหวังดีต่อโลก ต่อสังคมก็ยังสามารถนำความอึดอัดขัดเคืองมาให้ได้ในที่สุด เพราะความปรารถนาดีนั้น จริงๆก็คือการเข้าไปยึดว่าเราจะเข้าไปทำให้มันดี พอมันไม่ดีแบบที่วาดภาพเอาไว้ก็ผิดหวัง พอคนอื่นที่เราหวังดีกับเขาไม่เห็นความดีของเราก็ผิดหวัง นี่คือการเข้าไปยึดในผลของความหวังดีแล้ว หวังได้ยึดได้ก็เจ็บได้ เพราะคนอื่นเขาก็อาจจะไม่ได้เห็นสิ่งที่เราทำเป็นความหวังดีก็ได้ พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงสอนให้เราไม่ต้องยึดติดอะไร นั่นแหละมันก็พ้นจากพิษ พ้นจากของร้อน พ้นจากของมีคมที่เราเผลอเข้าไปกำ เข้าไปมีตัวตนซ้อนลงไปอยู่เสมอ


ก็ถ้าไม่มี"ใคร" เข้าไปกำของร้อนของมีคมเหล่านั้น มันจะมี "ใคร" เจ็บได้อีกหรือ?

ดังนั้นก็อย่าไปยึดเอาว่าสิ่งที่ตนทำนั้นดีหรือดีสำหรับทุกคน ทำให้ไปแล้วก็แล้วไป ไม่ต้องไปคิดว่าเราทำดี เพียงแต่ว่าทำให้ไปก็เท่านั้น ผลจากการช่วยเหลือนั้นจะเป็นอย่างไรดีหรือไม่ดีก็ให้วางใจ ใครจะคิดอะไรกับสิ่งที่เราทำ ชอบใจไม่ชอบใจ คติหรืออคติก็วางใจ ปล่อยให้มันผ่านไป ไม่ต้องเอาใจเราไปแบกใครหรือแบกอะไร อย่าเอาตีนคนอื่นมาก่ายหน้าผากตนเอง ไม่ใช่ว่าคนที่เราช่วยต้องรอด ต้องดี ต้องมีความสุขตลอด แบบนี้ก็ไม่ใช่ เพราะทุกคนล้วนมีกรรมเป็นของตนเองทั้งนั้น ไม่ใช่หน้าที่อะไรของเราที่จะไปแบกกรรมหรือสภาวะอารมณ์ของใครให้มาเป็นภาระทางใจอีก ไม่อย่างนั้น การทำงานอาสาหรือแม้กระทั่งชีวิตในทุกๆวันก็จะกลายเป็นความทุกข์ตามมาทันที แล้วอย่างนี้จะโทษใคร ถ้าไม่ใช่ตัวเอง

"ตัวเอง" น่ะอยู่ที่ไหนก็คับแคบขัดเคือง เอา"ตัวเอง"ไปช่วยงานอาสาเมื่อไหร่ มันก็คับแคบไม่กว้างขวาง จะช่วยอะไรทีก็มีเงื่อนไขมีแง่มีมุม เกิดความขัดแย้งในแง่มุมของตัวเองกับคนอื่น คนอาสามันก็เลยทะเลาะกันให้เห็นอยู่บ่อยๆ ก็ไม่ใช่ว่าแต่ละคนมัวแต่ถือดีในตนหรอกหรือ ถือว่ากูดี กูเก่ง กูเจ๋ง กูช่วยคนได้มากกว่าดีกว่า ก็ทุกคนเริ่มต้นจากความหวังดีความปรารถนาดีทั้งนั้น แต่ไหนกลับไปลงที่ตัวกูได้เสียนี่ แปลกไหมเล่า!!!

ก็ต้องตบกระโหลกให้รู้สำนึกกันเสียที เพราะโลกนี้มันมีที่พอสำหรับทุกคนอยู่แล้ว แต่โลกทั้งโลกมันก็ไม่เคยพอสำหรับอัตตาของคนแม้เพียงคนเดียว สละเสียซึ่งตัวตนออกไปในการทำงานนั่นแหละคือทางสู่สันติสุขของโลกที่แท้จริง ไม่ใช่ที่ความปรารถนาดี ไม่ใช่ที่ความหวังดีอะไรทั้งนั้น

No comments:

Post a Comment