Saturday, February 9, 2013

กรรมอุทาหรณ์

ชาวพุทธจำนวนมากมักจะชอบหาอุทาหรณ์เอาไว้สอนตัวเอง ให้ประพฤติดี ปฏิบัติดี ระวังสำรวมกายและใจ ดังนั้นเราจึงมีเรื่องเล่ามากมายทั้งที่เป็นเรื่องเศร้าและเรื่องสุข แต่หารู้ไม่ว่าอุทาหรณ์ทั้งหมดทั้งมวลนั้นคือการตอกย้ำในกรรมวิบากของผู้อื่นและของตัวเองโดยไม่รู้ตัว

มโนกรรมหรือกรรมทางใจนั้นละเอียดอ่อนเกินกว่าที่ปุถุชนจะรู้ได้ เพียงแค่นึกหรือคิดถึงก็ถือได้ว่ามีส่วนแห่งกรรมกับเรื่องนั้นๆแล้ว ดังนั้นการที่บางคนชอบนำประสบการณ์ของตัวเอง หรือเรื่องราวของผู้อื่นมาเป็นอุทาหรณ์หรือชอบเอาเรื่องเล่านี้ไปเล่าให้คนอื่นฟัง ก็ถือได้ว่าเป็นการก่อมโนกรรม หรือรับกรรมทางใจไปเรียบร้อยแล้ว

ที่น่ากลัวคือคนส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่านี่คือการมีส่วนแห่งกรรม โดยนึกว่าเป็นเรื่องดี ก็เลยรับกรรมวิบากทางใจไปเต็มๆ ทั้งๆที่มีเจตนาดี ต้องการอบรมสั่งสอนตัวเองหรือผู้อื่นให้เป็นคนดีแท้ๆ  ผลที่ได้คือมันก็จะฝังเข้าไปในใจ ทำให้จิตใจหนักอึ้งเหมือนแบกอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา ยิ่งใครมีเรื่องราวต่างๆเอาไว้เตือนใจมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งหนักจิตหนักใจตัวเองมากเท่านั้น

และเมื่อตอกย้ำมากๆเข้าเดี๋ยวกรรมมันก็ตีกลับ ให้เป็นไปตามอุทาหรณ์เองเสียเลย ยิ่งคนที่เอาอุทาหรณ์ไปสอนคนอื่นก็คูณจำนวนคนฟังเข้าไปได้เลย

เจตนาดีก็จริงนะครับ เป็นกรรมดีก็จริงนะครับ แต่มันก็แฝงกรรมอกุศลลงไปด้วย

และถ้าหากไม่เอาอุทาหรณ์มาใช้สอนตนหรือสอนคนอื่นแล้วจะทำยังไง?

ก็ไม่ต้องสอนครับ ไม่ต้องเอาอุทาหรณ์อะไรไปสอนใครหรือสอนตนเลย เพราะถ้ามีสักแค่ร้อยเรื่องก็ตายแล้ว เอาแค่สอนว่าไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไรนั่นแหละ ผ่านแล้วๆไป ตัดที่รากเหง้าต้นตอปัญหาทั้งหมดเลยทันทีจะได้ไม่ต้องต่อมโนกรรมยืดยาว จบทีเดียวไม่ต้องไปจำ ไม่ต้องไปย้ำ ไม่ต้องไปแบกอุทาหรณ์หรือกรรมวิบากคนอื่นให้ทุกข์ยาก เพราะขืนแบกมากๆ เดี๋ยวก็ได้แบกข้ามไปชาติหน้าแน่ๆ

ทิ้งให้หมด ตัดให้หมดทุกเรื่องครับ ไม่ต้อง"เรื่อง"มาก ไม่ต้องพยายามที่จะเป็นคนดี ถ้ามันจะดี ก็ให้มันดีของมันเอง เพราะถ้าพยายามที่จะดีเมื่อไหร่ เป็นเสร็จตัณหาเมื่อนั้น แล้วแถมยังเผลอไปตอกย้ำกรรมวิบากซ้ำลงไปอีกครับ

No comments:

Post a Comment