Saturday, February 9, 2013

ปฏิจจสมุปบาท ฉบับพ้นทุกข์

ก่อนหน้าที่ผมจะได้เจอหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตเมื่อตอนต้นปี 2553 นั้น ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ศึกษาวงจรปฏิจจสมุปบาทไม่รู้เรื่องเลย จะอ่านตำราไหน หนังสือของใครก็ไม่เข้าใจว่ามันจะอธิบายอะไรกันแน่ อ่านแล้วงงไปหมด ไม่สามารถเชื่อมโยงได้ว่าวงจรฯนั้นมันเกิดขึ้นจริงได้ยังไง จนกระทั่งหลังจากที่ได้มาทำเว็บไซต์ rombodhidharma.net ไปได้ประมาณปีกว่าๆ ก็ลองหยิบภาพวงจรฯมาดูอีกครั้งจึงพบว่า มันเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งไปเอง ว่ามันมีความเป็นมายังไง ที่มาที่ไปของสังสารวัฏเป็นยังไง วงจรเกิดในชีวิตจริงได้อย่างไร ก็เลยเกิดเป็นสื่อชุด วิญญาณหลงทาง ขึ้นมาอธิบายสัจธรรมทั้งหลายโดยใช้วงจรปฏิจจสมุปบาทเป็นสื่อกลาง จะได้ไม่มีใครกล้าเถียงอีก

วงจรปฏิจจสมุปบาท ฉบับเดิมๆนั้นไม่มีการแสดงตำแหน่งของมโนธาตุ(ธาตุรู้) ในตำแหน่งที่ 1 ครับ คือโผล่มาก็เจออวิชชาเลย ซึ่งคำว่าอวิชชาก็แปลกันผิดๆอีกก็เลยไม่รู้จะออกจากวงจรฯนี้ได้ยังไง ศึกษาไปก็ไม่จบ ส่วนปฏิจจสมุปบาทที่ผมจะอธิบายต่อไปนี้เรียกว่าเป็นฉบับพ้นทุกข์ก็แล้วกัน เพราะจะชี้กันให้เห็นการพ้นทุกข์ชนิดจะแจ้งแบบที่ไม่เคยมีใครแสดงมาก่อน

ปฏิจจสมุปบาทนั้น คือวงจรแห่งการเกิดสังสารวัฏนั่นแหละครับ อ่านว่า ปะ-ติ-จะ-สะ-หมุบ-ปะ-บาท ซึ่งอ่านทีไรก็อยากจะพ้นทุกข์ทุกที ย๊ากยาก (ฮา) เริ่มเข้าเนื้อหาเลยก็แล้วกัน

วงจรปฏิจจสมุปบาทนั้น เริ่มจากที่มโนธาตุหรือธาตุรู้(1) ซอกแซกรู้ไปเรื่อยจนหลง(อวิชชา(2))เข้าไปเกิดการปรุงแต่งหรือสังขาร(3) มีตัวเองในรู้ในเห็นขึ้นมา ก็เกิดเป็นวิญญาณ(4) หรือจิตญาณ หรือตามความเข้าใจทั่วๆไปก็คือจิต ดังนั้นที่สอนๆกันทั่วบ้านทั่วเมืองว่าให้ทำจิต ดูจิต ฝึกจิตอะไรเนี่ย ก็ฝึกกันบนความหลงทั้งนั้น ดูบนความหลงทั้งนั้น เพราะจิตจริงๆก็อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พูดง่ายๆคือจิตมันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวเราอยู่แล้ว พอไปฝึกดูฝึกรู้มันก็ทำกรรมกับมโนธาตุ มีตัวเราเป็นผู้ดูซ้อนลงไปในการรู้นั้น แล้วก็เกิดเป็นมโนกรรมนั่นแหละครับ

หลังจากเกิดจิตผู้รู้หรือวิญญาณ(4) ขึ้นแล้ว ก็มีสิ่งที่ถูกรู้ขึ้นมาประกอบกันเข้าเป็นผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้หรือที่เรียกว่า นามรูป(5) ขึ้น นามก็คือจิต รูปก็คือสิ่งที่ถูกรู้นั่นแหละ ซึ่งขั้นตอนการปฏิบัติทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานก็พิจารณาอยู่แค่นี้เอง นามรูปๆ มันเลยออกจากวังวนนี้ไม่ได้สักที เพราะมัวแต่เอานามไปรู้รูปหรือสภาวะธาตุ สภาวะธรรมทั้งหลาย หรือเอานามไปรู้นามคือการดูจิต มันก็ได้แต่มีตัวกูเข้าไปดู เข้าไปวาง เข้าไปว่างทั้งนั้น

ด้วยการสอนการปฏิบัติในระบบกรรมฐานทั้งหลายที่มีรากฐานมาจากคติแบบนามรูปนี้เอง เวลาที่ผู้ปฏิบัติหรือแม้กระทั่งคนระดับครูบาอาจารย์ได้ฟังสัจธรรม โดยใช้คติเหล่านี้เป็นตัวตัดสิน เป็นตัววิเคราะห์วิจัย วิจารณ์ มันก็จะเข้าใจไปว่า สัจธรรมที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะนำมาประกาศนั้น เป็นการภาวนาบนความว่างไปซะนั่น อย่างนี้เรียกกรรมบัง ฟังทีไรอ่านทีไรก็เตะเข้าประตูตัวเองทุกที มันก็เลยไม่แจ้งไง ที่หลวงพ่อสอนนั้นไม่ใช่การภาวนาครับ แต่ท่านให้ปลงทิ้งเลย ก็กายธาตุจิตธาตุนั้นพระพุทธเจ้าท่านก็บอกแล้วว่าเป็นของหนัก ของร้อน ของทุกข์ ก็ให้ปลงทิ้งไปเลย ทุกสภาวะธาตุ สภาวะธรรมมันก็ไม่ใช่เราอยู่แล้ว ก็ช่างมัน ปลงเลย ทุกๆอย่างของกายของจิตก็สักแต่ว่าไป เดี๋ยวมันจะคลายออกจากอัตตาไปเอง หมดตัวตนซ้อนลงในสภาวะธาตุ สภาวะธรรมไปเอง ไม่ใช่ไปภาวนาเป็นตัวตนซ้อนลงไปที่จิตอีก

พอเกิดนามรูป(5)แล้ว สังสารวัฏจึงเกิดขึ้นมาพรึ่บเดียวพร้อมๆกัน การรับรู้ในช่องทางต่างๆจึงเกิดขึ้นเป็นสฬายตนะ(6) ตามมา คือเป็นการรู้ที่มีแง่มุม คือเห็นภาพก็เกิดดวงตา ได้ยินคลื่นเสียงก็เกิดเป็นหู รับไอระเหยของสารต่างๆก็เกิดเป็นจมูก สัมผัสรสชาติก็เกิดเป็นลิ้น สัมผัสวัตถุสิ่งของต่างๆก็เกิดเป็นกาย จะรับรู้สภาวะอารมณ์อันหลากหลายหรือเวทนาต่างๆก็เกิดเป็นใจ หรือที่รวมเรียกว่าอายตนะ 6 นั่นเอง

พอเกิดช่องทางเหล่านี้ขึ้น ก็เกิดมีผัสสะ(7)ขึ้นมารองรับในช่องทางต่างๆ คือเป็นการรู้ที่มีแง่มุมไปตามช่องทางต่างๆทั้ง 6 เห็นเป็นเห็น แล้วก็ยึดเห็น ได้ยินเป็นได้ยิน แล้วก็ยึดในการได้ยินนั้น สัมผัสก็เป็นการสัมผัสแล้วก็ยึดในการได้ยินนั้น เหล่านี้เป็นต้น

ซึ่งผัสสะอายตนะทั้งหลายนี้เองที่ทำให้การรู้ของมโนธาตุ คับแคบอยู่แต่กับตัวเองเพียง 6 ช่องทาง ทั้งๆที่จริงๆแล้วการรู้ของมโนธาตุเนื้อหาเดิมแท้นั้น เป็นการรู้แบบมหาสติ มหาสัปชัญญะ คือโพล่งออก จ้าออก รู้ของมันเอง รู้อย่างไม่มีแง่มุมในการรู้ อย่างที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านบอกว่า เห็นก็ให้นอกเหนือเห็น ได้ยินก็ให้นอกเหนือการได้ยิน ผัสสะก็ให้นอกเหนือผัสสะไปเลย ที่ท่านอธิบายอย่างนี้คือท่านอธิบายถึงธรรมชาติการรับรู้ของมโนธาตุเดิมที่มัน "รู้" แบบไม่มีแง่มุมว่าเป็นการเห็น ได้ยิน สัมผัส รับรส อะไรอยู่แล้ว แต่มันจะรับรู้เปล่าๆของมันเอง โดยที่ไม่ต้องจดจ่อหลงเข้าใจไปว่านี่คือการรับรสผ่านลิ้นนะได้รสหวาน นี่เห็นผ่านตานะเป็นภาพพระพุทธเจ้า คือถ้ายังไปเจริญกายผ่านอายตนะทั้ง 6 อยู่ มันก็เป็นการเจริญตัวเองนั่นแหละ มันไม่ใช่สติสัมปชัญญะที่พระพุทธเจ้าท่านทรงดำรัสตรัสสอนเอาไว้ สติอริยะนั้นมันโพล่งออกจาก นอกเหนือทุกอายตนะ จ้าออกแบบไม่อะไรกับอะไร รู้เปล่าๆแบบไร้ความเห็นความหมายในแง่มุมต่างๆ หรือนอกเหนือผัสสะอายตนะไปเอง ไม่ใช่ไปฝึกรู้ที่ละอย่างแล้วค่อยๆให้มันเร็วขึ้นจนเป็นอัตโนมัติ อย่างนั้นมันสติปุถุชนแล้ว ยิ่งไปเจริญแบบนั้นผัสสะอายตนะจะยิ่งจัดจ้านขึ้นอีก ทุกข์ก็จะยิ่งถูกขยายมากขึ้นอีก

เมื่อการรู้ถูกบังคับให้รู้ผ่านช่องทางของอายตนะอันคับแคบในกายในจิตตนทั้ง 6 ช่องทาง เมื่อมีอะไรมากระทบมาเบียดเบียนมันก็เกิดเป็นเวทนา(8) ขึ้น เกิดเป็นทุกข์ขึ้น พอทุกข์ก็ต้องดิ้นรนออกจากความคับแค้นหรือความทุกข์นั้น ก็ดิ้นรนไปเพื่อหาความสุข หรือขอเพียงแค่ได้สภาวะที่ดีกว่าทุกข์ก็เอาทั้งนั้น แล้วมันก็เกิดเป็นตัณหาหรือความอยาก เกิดเป็นวิภวตัณหาหรือความไม่อยาก อันเป็นสิ่งที่ทำให้สรรพสัตว์มุ่งไปพุ่งไป ดิ้นรนที่จะออกจากทุกข์ไปข้างหน้า โดยหารู้ไม่ว่า ไอ้ที่แบกกายแบกจิตอันไม่ใช่ของเราไปหาความสุขนั่นแหละคือทุกข์ล้วนๆ โลกของสังสารวัฏจึงมีแต่การเลือก คือเลือกที่จะดี เลือกที่จะเลว เลือกที่จะสุข เลือกที่จะทุกข์ เลือกที่จะเฉยๆ เพื่อรอที่จะเลือกสุข ทุกข์ หรือเฉยๆต่อไป เป็นตัวเลือกที่ไม่สิ้นสุด เหตุนี้เองหลวงพ่อฯจึงสอนว่าให้นอกเหนือการเลือกไปเลย เลือกก็ไม่ใช่ ไม่เลือกก็ไม่ใช่ เพราะทุกอย่างมันจัดสรรตัวมันเองอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องไปเล่มเกมเลือกอะไร จะเลือกก็ให้นอกเหนือการเลือก คือเลือกแบบไม่อะไรกับอะไร จะไม่เลือกก็ไม่เลือกแบบไม่อะไรกับอะไร คือไม่ต้องมีตัวตนซ้อนลงไปในการเลือกหรือไม่เลือกอะไรเท่านี้มันก็พ้นแล้ว ไม่ต้องไปเผื่อ ไม่ต้องไปคาดหวัง แค่นี้ก็ออกจากตัวตนได้แล้ว และการเลือกหรือไม่เลือกนั้นก็จะพ้นจากแรงตัณหาไปเอง

เมื่อเกิดตัณหาในการพุ่งไปยึดสภาวะที่ถูกจริต ราคะความพอใจก็เกิด ความโลภก็เกิด ตัณหาก็จะยิ่งพุ่งไปมากขึ้นอีก หรือถ้าเจอสิ่งที่เกลียดไม่ชอบใจก็เกิดวิภวตัณหาในการผลักไสสภาวะที่อึดอัดขัดเคืองคับแค้นนั้นออกไป มันก็เลยยิ่งดิ้นรนหาที่ยึดเกาะหรืออุปาทาน(9)ที่ทำให้ตัวเองสบาย เลือกสุขมากกว่าทุกข์ ดิ้นรนตลอดเวลาเหมือนคนจมน้ำ ถูกแรงตัณหาขับดันไปข้างหน้าด้วยความร้อนรนไปตลอด ตัณหาเปิดเพลงให้เราเต้นตามตลอด เต้นไม่หยุดมันก็เหนื่อย เพราะกายธาตุจิตธาตุมันก็อนิจจังไง ไปบังคับมากๆก็ต้องใช้พลังงานกรรมในการบังคับมัน ก็เป็นการฝืนธรรมชาติ

และขึ้นชื่อว่ากรรมแล้ว มันก็มีแต่ความอึดอัด ปฏิฆะขัดเคืองในกายในจิตอยู่ตลอดเวลา เพราะกรรมนั้นคือการฝืนธรรมชาติที่มันเป็นไปโดยธรรมเองอยู่แล้ว และถ้ามีคนเถียงว่า ถ้ามันจะเป็นไปตามธรรมชาติ ก็ไปเอาเมียสิวะ ผมก็จะตอบกลับอย่างนุ่มนวลต่อหน้าสาธารณชนว่า ธรรมชาติของธรรมที่มันโดยธรรมของมันเองอยู่แล้วต่างหากโว๊ย ไม่ใช่ธรรมชาติของกิเลสตัณหา แค่นี้ไม่เข้าใจจะไปสอนใครได้เล่า...จะได้ตายคาที่(ทางธรรม)ต่อหน้าคนหมู่มากไปเลย (ฮา)

หลังจากที่หลงอุปาทานคือยึดเกาะในสภาวะธาตุ สภาวะธรรมต่างๆว่าเป็นเรา เป็นของเราแล้ว มันก็จะเกิดภพ(11) คือที่อยู่ขึ้น ภพก็คือ ทั้งหมดของ 31 ภพภูมินั่นแหละครับ จะเกิดภพไหนก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของจิตนั้นว่าเป็นกุศลหรืออกุศลมากน้อยเพียงใด ถ้าจิตเป็อกุศลก็ลงภูมิต่ำ ถ้าจิตเป็นกุศลก็ขึ้นภูมิสูง ถ้าไม่เบียดเบียนชีวิตอื่นมากก็มีสิทธิ์เกิดเป็นมนุษย์ แล้วก็ สาละวน up and down อยู่อย่างนี้ไม่รู้นานเท่าไหร่แล้ว มันก็ไม่พ้นเสียที ก็ลองเลือกสิครับ เลือกทีเป็นได้จองภพจองชาติขึ้นทันที เอ๊ะอ๊ะนิดเดียวก็เกิดแล้ว ไปไหนไม่รอด

เมื่อเกิดภพ(11)ที่อยู่ขึ้นมา ชาติ(12)หรือการเกิดบนภพนั้นก็ตามมาทันที แล้วก็เสื่อมไป คือ ชรา(13) และมรณะ(14)คือดับลงจากภพนั้นๆในที่สุด และโดยความที่หลงไปว่าสรรพสิ่งนั้นมีจริง ตัวตนนั้นมีจริง มันก็จะไปเข้าทางอวิชชา(2)อีกในรอบใหม่ วิ่งครบวง วิ่งวนจนไปเกิดภพชาติอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ อวิชชาความหลงจึงเป็นเส้นใยแห่งสันตติหรือความสืบต่อภพชาติไม่รู้จบ ซึ่งจะจบภพจบชาติก็ต้องฟังสัจธรรมล้างโมหะอวิชชานั่นแหละครับ

ภพ(11) ชาติ(12) ชรา(123) มรณะ(14) นั้นไม่ใช่แค่การเกิดหรือจุติขึ้นในภพภูมิไหนแล้วก็ตายหมดอายุรกรรมลงนะครับ แต่ ทั้ง 4 ขั้นตอนที่ว่านี้ เกิดขึ้นเป็นขณะจิตอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นในชีวิตคนเรา ถ้าจิตเป็นอกุศลมากๆบ่อยๆ มันก็จะสะสมจนมากพอที่จะไปเกิดในอบายภูมิได้ พอตายลง มันก็จะไปตามกรรมที่ให้ผลก่อนเลยครับ และสาเหตุที่พระพุทธเจ้าท่านทรงบอกว่ากรรมเป็นเรื่องอจิณไตยก็ตรงนี้เอง คือไม่มีใครรู้จริงๆว่าภพชาติมันสะสมและเรียงตัวกันยังไง จะจัดให้เราไปจุติที่ภพไหนก่อนก็ไม่มีใครแน่ใจได้จริง ดังนั้นการที่ไปสอนๆกันว่าทำดีเอาไว้เตรียมภพชาติข้างหน้าให้ดีน่ะ มันก็บ่แน่หรอกนายว่าจะดีจริงหรือเปล่า ถ้าแน่ใจแบบนั้นก็ประมาทล่ะครับ เพราะภพชาติที่ผ่านมาเราเคยทำอะไรเอาไว้บ้างก็ไม่รู้ ถีงแม้มันจะพยายามดิ้นรนแก้ไขอะไรยังไง สุดท้ายก็เป็นไปตามกรรมอยู่ดี คือถ้าเตรียมเอาไว้มันก็จะมีเผื่อให้ตลอดนั่นแหละจะเอาสักกี่แสนชาติดีล่ะ ก็ออกจากกรรมเสียทีดีไหมครับ ขยับตัวก็กรรมทั้งนั้น หลอนไปหมด 555

ดังนั้นการจบภพจบชาติมันไม่ได้วัดกันตอนตายนะครับ แต่มันสามารถจบกันได้ตรงนี้เดี๋ยวนี้ทันทีหรือเรียกว่าบรรลุฉับพลันนั่นเอง ก็เพราะขณะจิตที่เป็นภพเป็นชาติน่ะมันเกิดตลอดเวลาและเร็วมากๆ เมื่อสัจธรรมแท้กระแทกเข้าสู่ดวงจิตตรงๆ อวิชชาที่ห่อหุ้มมโนธาตุอยู่ก็จะขาดสะบั้นลง (เป็นการตัดวงจรตรงตำแหน่ง 1 ต่อกับ 2) ภพชาติดับลงทันที ไม่ต้องรอไปสาละวนปฏิบัติกันอีก แล้วเนื้อหาเดิมแท้แห่งมโนธาตุก็จะแจ้งออก จ้าออก สว่างออกไปเอง

วงจรปฏิจจสมุปบาทที่อธิบายมาทั้งหมดนั้นให้ภาพได้อย่างชัดเจนในสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าขันธ์ห้านั้นเป็นพิษ เป็นของหนัก เป็นของร้อน ก็ลองนึกภาพลูกสูบเครื่องยนต์ที่เดินไม่หยุดสิครับ นั่นแหละร้อนไหมเล่า เพราะวงจรฯนี้เวลามันหมุนขึ้นมา มันก็เร็วจี๋เท่าขณะจิตเลยครับ อะไรที่เร็วๆน่ะมันก็ไม่คงที่ ไม่เสถียรอยู่แล้ว ต่อให้จะฝึกสมาธิดีขนาดไหนก็เถอะมันก็จะกลับมาอนิจจังให้เห็นเหมือนเดิม แล้วคิดดูว่าวงจรที่วิ่งด้วยพลังงานกรรมมากๆและเร็วๆ มันจะร้อนรุ่มในใจขนาดไหน สรรพสัตว์ที่ยังมีกรรมอยู่นั้นก็เปรียบเหมือนใช้ชีวิตอยู่ในกระทะร้อนๆนั่นแหละ

ปฏิจจสมุปบาทที่อธิบายและแสดงกันในยุคก่อนหน้านี้มันจึงเป็นเวอร์ชั่นสิ้นหวังครับ คือดูยังไงก็ออกไม่ได้น่ะ ยิ่งดูยิ่งท้อ มันเป็นวงกลมๆไม่มีทางออก ศึกษาเสร็จก็กลับไปเป็นสัตว์เหมือนเดิม ไม่รู้จะศึกษาไปทำห่าอะไร แต่พอเนื้อหาสัจธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะปรากฏขึ้น ความคลุมเครือ ความกำกวม ความลักลั่นทั้งหลายในข้อธรรมแห่งวงจรปฏิจจสมุปบาทมันก็หมดลงพร้อมๆกันทันที

การออกจากวงจรนี้ก็ไม่ยากอะไรครับ เพียงแต่จะกล้าหรือเปล่าที่จะหมดตัวหมดตนน่ะ เพราะวงจรฯนี้มันหมุนได้ด้วยแรงกรรมอันเกิดจากการหลงเข้าไปทำกรรมซ้อนลงในเนื้อหาที่มันนิพพานอยู่แล้วจนเกิดเป็นอัตตาตัวตนขึ้นมาบังพระนิพพานนั่นแหละ จริงๆแล้วมันก็แค่ไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไร เดี๋ยวมันก็จะตัดวงจรฯตรงตำแหน่ง 1 ลงก่อนที่จะวิ่งไปที่อวิชชา(2)แล้วครับ

พอมันไม่ไหลไปเข้าวงจรฯ มันก็จบเลย แล้วมันจะคลายออกจากความเป็นตัวตนหรือสักกายทิฏฐิไปเอง ส่วนที่หลวงพ่อฯท่านสอนว่าก็ไม่ต้องไปยึดอะไร ไม่ต้องไปอาลัยอาวรณ์กับอะไร มันก็คือการคลายอุปาทานตรงๆ ไม่ต้องไปอุปาทานซ้อน หรือทิ้งทุกสภาวะนั่นแหละ ไม่ยึดเอาเป็นเรา มันก็จะช่วยให้การไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไรง่ายขึ้น อานุภาพแห่งการหยาดน้ำก็จะเป็นตัวเสริมช่วยในการคลายอุปาทานในธาตุขันธ์ไปในตัว ส่วนการขอขมากรรมก็จะช่วยให้กรรมทั้งหลายเป็นโมฆะกรรมไปในที่สุด มันโมฆะก็เพราะว่าเมื่อเราขอขมากรรมแล้ว ก็หมายความว่าเรายอมที่จะหมดจิตหมดใจกับกรรมทั้งหลายทั้งปวงแล้ว มันก็ไม่มีตัวตนเราเข้าไปรับกรรมอะไร กรรมทั้งหลายทั้งปวงจึงโมฆะหรืออโหสิไปเอง

นี่คือความเชื่อมโยงที่ไม่มีข้อขัดแย้งในสัจธรรมที่ประกาศโดยหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะครับ ทุกอย่างอธิบายได้หมดทุกแง่ทุกมุมโดยไม่ขัดแย้งกันเอง เหมือนการเรียนการสอนในระบบกรรมฐาน เพียงแต่คนฟังคนอ่านจะยอมลดทิฏฐิมาเชื่อหรือไม่ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล เรามีหน้าที่ประกาศให้รู้เอาไว้เท่านั้นว่าของจริงอยู่ที่นี่ครับ

2 comments:

  1. ที่บอกว่า "จริงๆแล้วมันก็แค่ไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไร"
    แล้วถ้าเราตั้งเจตนาที่จะไม่อะไรกับอะไร
    อย่างนี้ถือเป็นตัวตนด้วยไหมครับ
    ช่วยอธิบายให้กระจ่างได้ไหมครับ

    ReplyDelete
    Replies
    1. ถ้าไปตั้งเจตนาว่าจะไม่อะไรกับอะไร มันก็ยังเป็นโมหะซ้อนในการปลงการวางอยู่ครับ เรียกว่าเป็นตัวปฏิบัติเหมือนกัน จริงๆ ความที่ไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไรนั้น มันไม่ต้องไปทำอะไรเลย ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปของมันเอง โดยไม่ต้องฝืนห้ามมัน หรือไหลตามมัน

      คนปกติทั่วไปนั้นจะเป็นไปในลักษณะไหลตาม คือยังตอกย้ำในอุปาทานเดิมๆของตนตลอดเวลา
      ส่วนผู้ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่นั้นจะเป็นไปในลักษณะฝืน(ปฏิเสธ) อันเป็นวิภวตัณหาในการปฏิเสธธรรม เป็นการผละจากธรรมเดิม ไปตอกย้ำอุปาทานในธรรมใหม่ที่หลงคิดว่าดีกว่า จะทำให้พ้นทุกข์
      แต่เมื่อไม่ตั้งซ้อนลงไปในสภาวะใด หลงก็ของมันเอง ไม่หลงก็ของมันเอง ทุกข์ก็ของมันเอง ไม่ทุกข์ก็ของมันเอง เมื่อปล่อยได้ขนาดนี้ มันจะหมดโมหะซ้อนลงไปในสภาวธรรมทั้งหลายที่เกิดและเป็นไปตามเหตุและปัจจัย(กรรมเดิม) จะไม่มีโมหะใหม่ซ้อนขึ้นมาปฏิบัติอะไรแบบไหนอีก เมื่อไม่มีโมหะใหม่ซ้อนขึ้นมา ตัณหาก็หมดลงในท่ามกลางสภาวธรรมตรงนั้นเลย ก็จะตรงต่อนิพพานในท่ามกลางสภาวะทั้งหลายทันที ซึ่งสภาวธรรมที่เกิดและดับของมันเองนั้น ไม่สามารถที่จะเป็นตัวชี้วัดได้เลยว่านิพพานแล้ว แม้แต่ผู้ที่บรรลุธรรมเองก็ไม่สามารถเอาสภาวะทั้งหลายมายืนยันได้ว่าบรรลุแล้ว เพราะที่สุดแล้วมันไม่มีอะไรเป็นแก่นสารเลย แม้กระทั่งนิพพานครับ

      Delete