Saturday, February 9, 2013

เรื่องทั้งหมดเกิดจาก "ความหลง" ไม่ใช่ "ทุกข์"

เคยสังเกตกับบ้างไหมครับว่า ทำไมวงจรปฏิจจสมุปบาทถึงไม่เริ่มต้นด้วยทุกข์เหมือนในอริยสัจ 4 และไม่มีทุกข์อยู่ในวงจรด้วยซ้ำ (ถ้าไม่นับไอ้ตัวตรงกลาง ที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวอะไรกับวงจรเลย)

ก็เพราะแก่นแท้ของพระพุทธศาสนานั้นไม่ใช่เรื่องทุกข์ครับ แต่เป็นเรื่องของ "ความหลง" หรือที่เราเรียกกันในศัพท์บาลีว่า "โมหะอวิชชา" ซึ่งเป็นสมุทัยหรือเหตุแห่งทุกข์

ทุกข์นั้นเป็นเพียงปลายเหตุที่เกิดขึ้นกับสรรพสัตว์ทุกตัวตนและเป็นจุดสังเกตแรกที่สรรพสัตว์ทั้งหลายสามารถเห็นได้ รู้ได้ เข้าใจได้ รู้สึกได้โดยสามัญอยู่แล้ว

ทุกข์ข้อแรกในอริยสัจ 4 จึงมีเอาไว้เป็นเหมือนป้ายเชิญชวนว่า "ถ้าทุกข์ก็มาหาเราสิ แล้วเราจะบอกสัจธรรมความจริงว่าเหตุแห่งทุกข์คืออะไร" ซึ่งความหลงอันเป็นเหตุของทุกข์นี่ไม่มีใครรู้จริงๆว่ามันคืออะไรยังไง ถ้าไม่มีพระพุทะเจ้ามาบอกก็หลงวนเวียนอยู่อย่างนั้น

ซึ่งถ้าหากเราพิจารณาถึงอริยสัจ 4 จริงๆ ก็จะพบว่าทุกลำดับขั้นล้วนเกี่ยวเนื่องกับความหลงทั้งนั้น ทุกข์จริงๆจึงไม่มี(โดยสัจธรรมความเป็นจริง) ทุกข์จึงเป็นเพียงตัวบ่งชี้แรกที่สืบสาวไปถึงสาเหตุเท่านั้น

ทุกข์ คือ ความปฏิฆะ อึดอัด ขัดเคือง อันเป็นผลจากความหลง
สมุทัย คือ ความหลงอันเป็นเหตุแห่งทุกข์
นิโรธ คือ การดับลงของความหลง
มรรค คือ กระบวนการล้างความหลงจนหมดสิ้น

ด้วยเหตุนี้วงจรปฏิจจสมุปบาทจึงเริ่มต้นด้วยความหลง หรือ โมหะอวิชชา ไม่ใช่เริ่มที่ทุกข์ คือเข้าขั้นตอนในการล้างโมหะไปเลยตรงๆ ทุกข์อันเป็นผลที่ปลายทางก็จะดับไปเอง

นอกจากนี้ ความหลง ยังเป็นตัวต้นทางของกิเลสตัวอื่นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตัณหา อุปาทาน โลภะ โทสะ เลยไปจนถึง ทุกข์และสุข ความสำเร็จ ความล้มเหลว ก็ล้วนงอกเงยมาจากความหลงทั้งนั้น(3-14) หรือแม้กระทั่งจิต (วิญญาณ(4)) ก็เกิดจากความหลงด้วยเหมือนกัน ผมถึงได้ตั้งชื่อว่าสื่อชุดนี้ว่า "วิญญาณหลงทาง" ไง

ความหลงนั้นติดสนิทแนบแน่นอยู่กับ "รู้" ของเรา ทำให้เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเราหลงอยู่ คือ เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นนั่น เห็นนี่ รู้นั่น รู้นี่ สัมผัสนั่น สัมผัสนี่ แล้วจริงจังไปกับมัน ใช้ชีวิตตอบสนองสิ่งต่างๆไปตามที่เห็นที่สัมผัส หลงบ้าบอ ไหลไปกับสภาวะอารมณ์ต่างๆนี่แหละครับ คือ "หลง" ไปแล้ว

เด็กทารกแรกเกิดนั้น รู้สิ่งต่างๆตามความเป็นจริง คือเขารู้ไปแบบไม่มีความหมายอะไรในสมมติ ในเรื่องราวที่พวกเราอุปโลกน์กันขึ้นแล้วยึดติดอยู่กับมัน เด็กทารกแรกตอบสนองต่อสิ่งต่างๆอย่างฉับพลัน ไม่ต้องคิดก่อน วิเคราะห์ก่อน ชั่งน้ำหนักก่อน เรียกว่าเด็กๆนี่สว่างอยู่แล้วครับ แต่พอเมื่อเขาเติบโตขึ้น เขาก็ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆตามที่เราสอนว่าสิ่งนี้สิ่งนั้น เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เรียนรู้ทุกอย่างไปบนสมมติ จากความที่รู้เปล่าๆโดยไม่หลงอยู่แล้ว เขาก็จะคอยๆถูกโมหะความหลงครอบงำในที่สุด ตกมาอยู่ในกองกรรมตรงไหนก็เป็นไปตามนั้น เรียกอีกอย่างว่าพันธุกรรม คือมี กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นกำเนิด และมี "เรา" เป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ

ดังนั้นสัจธรรมความเป็นจริงแห่งองค์พุทธะ จึงมีเอาไว้เพื่อ "ล้างความหลง" หรือ ล้าง"เหตุ"แห่งทุกข์ คือพูดให้ฟัง ให้เข้าใจตรงถึงความเป็นจริงที่มันไม่อะไรกับอะไรอยู่แล้ว(อนัตตาอยู่แล้ว) โดยที่ไม่ปรุงแต่งความเข้าใจนั้นซ้อนลงไปอีก ความหลงก็จะคลายออกเอง แล้วจิตที่คอยเสวยทุกข์ก็จะดับไปเอง

ซึ่งต่างจากเนื้อหาของธรรมะที่สอนกันอยู่ทุกวันนี้ว่าให้ดับทุกข์ ให้พ้นทุกข์ ให้ดับกิเลส ดับตัณหา โดยที่ ความหลงหรือโมหะอวิชชา อันเป็นต้นเหตุได้ถูกลดทอนความสำคัญลงไปจนแทบจะหมด ด้วยเหตุนี้เอง ได้ทำให้มรรควิธีในการสอนการปฏิบัติทั้งหลายจึงมุ่งสู่การ "ดับทุกข์" บ้าง "ดับกิเลส" บ้าง แต่ดันไปเจริญ เหตุแห่งทุกข์(ตัวกู)ไปเสียนี่

และด้วยการตีความคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างผิดๆ ที่พาซื่อ(บื้อ)มุ่งไปยังการดับทุกข์โดยตรงแบบนี้เอง การปฏิบัติแบบดับทุกข์มันเลยมี "ตัวกู" เข้าไปดับ "ทุกข์" คือ เอาตัวต้นเหตุแห่งทุกข์(อัตตา)ไปพิจารณาสภาวะธรรมต่างๆ หรือ รูป(ที่ไม่ใช่เราอยู่แล้ว) ว่าไม่ใช่เรา แล้ววางลงเสีย ดังภาพตามนี้ครับ


ซึ่งผลที่เกิดขึ้นคือ วางทุกข์ได้จริงครับ คือ "เรา"(นาม(5)) เห็นทุกข์แยกออกจากตัวเรา ทุกข์ไม่ใข่เรา อย่างเวลานั่งสมาธิแล้วความปวดมันหลุดออกไปเมื่อเราดูมันน่ะ แต่สังเกตไหมว่ายังมี "ตัวเรา"ไปดูอยู่ นั่นก็แปลว่า เราไปเกาะอยู่บนจิตตัวเอง แล้วตัดขันธ์อื่นออกไป การดูแบบนี้ก็ยังมีนามรูปอยู่นะครับ รูปไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่โดนกันออกไปจากสมการชั่วคราว พอจิตหมดกำลังเดี๋ยวก็กลับมาวนใหม่เหมือนเดิม ทุกข์ก็งอกออกมาจากจิตที่ยังหลงอยู่นั่นแหละ


ภาพ เจริญสติคือการเกาะรู้

ด้วยเหตุนี้เอง การปฏิบัติธรรมแบบตามดูตามรู้พิจารณาธรรมไปเรื่อย หรือกำหนดซ้อนลงไปในการดูการรู้จึงไม่มีวันจบสิ้น ผู้ที่ปัญญาเต็มรอบ พอปฏิบัติถึงจุดหนึ่งจะรู้เองว่าวนในการปฏิบัติแล้ว แต่ก็ออกไม่เป็น เพราะไม่มีใครออกจากตัวเองเป็นเลยแม้แต่คนสอน สอนกันได้แต่วิธีการเท่านั้น เนื้อหาของสัจธรรมจริงๆไม่มี....หรือไม่จริงเล่า

ขณะที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต พร่ำพูดประโยคสั้นๆเตือนใจคนฟังอยู่ตลอดว่า ไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไร ไม่ติดไม่หลุดอยู่แล้ว แค่นี้เอง ซึ่งประโยคเหล่านี้ทำให้ผู้คน "ตื่น" ออกจากตัวเอง(หรือออกจากวงจรปฏิจจสมุปบาท)กันมามากแล้ว เพราะอะไรรู้ไหมครับ ก็เพราะประโยคหรือวลีสั้นๆเหล่านี้ได้ไปล้างโมหะ ความหลง ที่ต้นขั้วหรือสาเหตุแห่งทุกข์เลยโดยตรง


ภาพ ตัดซะ "รู้" คือการปลงอวิชชาทิ้ง

ที่หลวงพ่อฯท่านบอกว่าฟังตรงๆแล้วดับตาม จบตามทันที ก็ตรงนี้แหละครับ ฟังแล้วมันจบสังสารวัฏเลย ดับสังสารวัฏเลย พอคลายออกจากความหลงยึดติดในสภาวะธรรมทั้งปวง การ "รู้" นั้นจะไม่มี "ผู้รู้" (ตัวกู) ในรู้ (เป็นมโนธาตุ(1)เปล่าๆ) และเมื่อไม่มีตัวกูในรู้ การรู้ไปบนสภาวะธาตุ สภาวะธรรมต่างๆ มันก็ไม่มีความหมายในความเป็นอะไรเลย ไม่ใช่แม้กระทั่งสิ่งที่ถูกรู้(วงจรปฏิจจสมุปบาทดับลงทั้งหมด) ซึ่ง "รู้" แบบนี้แหละคือ "รู้แบบพุทธะ"  รู้ซื่อๆ ไร้การปรุงแต่งโดยสิ้นเชิง ไร้ตัวไร้ตนในการรู้ ไร้การยึดติดในสภาวะว่าเป็นเรา(เพราะมันไม่มีความหมายในรู้) ไร้การเป็นขณะจิต ไร้การเกิดภพชาติ ไร้กาลเวลา หรือที่เรียกว่า สุญญตา คือ ว่าง(จากการยึดเกาะ จากตัวตน)อยู่แล้ว ไม่ใช่มีเราเข้าไปวาง เข้าไปว่าง เพราะแบบนั้นก็ยังไม่ว่างจาก"ตัวกู" ครับ



เมื่อสังสารวัฏดับแล้ว ธาตุขันธ์ก็ไม่มีความหมายในความเป็นอะไรเลย ถ้าจะใช้สมมติบัญญัติเรียกได้สักหน่อยก็เรียกได้ว่า ธาตุขันธ์กายทั้งใจนั้น ก็เป็นเพียงสภาวะธาตุ สภาวะธรรมที่ไม่มีความหมายในความเป็นตัวเราเลย

โดยนัยแห่งสัจธรรมที่แท้จริงนี้เองที่ ทุกข์ทางใจก็จะหมดไปโดยสิ้นเชิง เพราะไม่มีจิต หรือ "ตัวกู" ขึ้นมาเสวยวิบากอารมณ์ใดๆ ถ้าจะมีเวทนาทางกายอยู่ก็เป็นเพียงสภาวะธรรมที่ไม่มีความหมายอะไรบนธาตุขันธ์ที่ไม่ใช่เรา เพราะมันทิ้งกายทิ้งใจไปแล้ว นี่คือความพ้นทุกข์ของแท้และดั้งเดิมโดยองค์พุทธะครับ

ถ้าเข้าใจนัยยะแห่งทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ผิดไปตั้งแต่เริ่มต้น ที่เหลือก็คือหลงทางนั่นแหละครับ

No comments:

Post a Comment