Wednesday, February 20, 2013

ปลง

ไม่ต้องห่วงที่จะไปเจริญจิต  จะจิตชนิดไหนก็เป็นที่ตั้งแห่งกรรมทั้งนั้น  เรียกว่าขันธ์ทั้งหลาย วิญญาณขันธ์ สังขารขันธ์ สัญญาขันธ์ เวทนาขันธ์ รูปขันธ์  ที่เรียกว่าขันธ์ห้า ขันธ์สี่ ขันธ์สาม ขันธ์สอง ขันธ์หนึ่ง  รวมเรียกว่า “กาย” “จิต”   ปลง!! ทุกขันธ์ “ปลง” ก็คือไม่ต้องไปดำเนิน “ไม่ต้อง”นั่นแหละ

ไม่ต้องไปเจริญก็คือ ไม่ต้องนั่นแหละลูก  เรียกว่าปลงขันธ์ ปลงทุกภาคส่วน ของธาตุของขันธ์  โดยที่ไม่ต้องนั่นแหละ จะจับขันธ์ไหนขึ้นมามันก็เป็นกรรมกับขันธ์นั้นแหละ  เป็นที่กำเนิดแห่งกรรมทั้งนั้นแหละ ทุกธาตุทุกขันธ์ทุกๆ สภาวะจิต  หนึ่งขณะแห่งความรู้สึกก็กรรมแล้วลูก  หนึ่งขณะแห่งรู้ก็กรรมแล้ว  หนึ่งขณะแห่งดูแห่งเห็นก็กรรมแล้ว ฐานที่ตั้งแห่งกรรมทั้งนั้น ฐานที่เกิดแห่งกรรมทั้งนั้น
ปลงทุกฐานนิพพานทันที  โดยที่ลูกไม่ต้องไปคอยเริ่มคอยจบแบบไหนนั่นเอง ไม่ต้องนี่แหละ ไม่มีนิพพานชนิดไปรออยู่ข้างหน้าลูก  มันมีแต่นิพพานอยู่แล้ว  ไอ้ที่ข้างหน้า ข้างหน้า ตัณหามันหลอกเอา  มันหลอกให้ดิ้นรนไปลูก  ความคิดซ้อนตัณหาลูก ซ้อนความคิดความคิดถูกตัณหาซ้อน  ผู้ดูถูกตัณหาซ้อนรู้ ถูกตัณหาซ้อนไงลูก  มันก็เลยรูไป ไปรู้ เห็นไป ไปเห็น คิดไป ไปคิด  มันก็มีแต่ข้างหน้าตลอด อนาคตตลอดลูก มันไม่มีหรอก......อยู่แล้ว  มีแต่นิพพานอยู่แล้วลูก

ฉะนั้นไม่ต้องไปห่วง ทรงจิตชนิดหนึ่งชนิดใด  ทุกความรู้สึกนึกคิด..สละ  โดยที่ไม่แช่ไม่ทรง  โดยที่ไม่นอนเนืองลูก  ทุกลักษณะแห่งการรู้คือสละ  ไม่มัวมาห่วงตรงรู้หรือไม่รู้ลูก  เรียกว่ามันสิ้นทั้งวิชชาและอวิชชา  ไม่ใช่ทิ้งอวิชชาเพื่อเอาวิชชา...ไม่ใช่ลูก สละทั้งวิชชาและอวิชชาจะจบทันที ไม่ต้องห่วงตรงที่รู้หรือไม่รู้  ไม่ต้องเสียดายที่จะแช่ที่จะทรง  ที่จะดำรง  ที่จะดำรงที่จะเจริญ..ดำเนินส่วนไหนของจิตเรียกว่าไม่ต้องไปคอยเริ่มไปคอยจบแบบไหน  ธาตุหนึ่งขันธ์ใด...ก็ไม่ต้อง  นั่นแหละทั้งหมดคือ “ปลง”  ทั้งหมดของความไม่ยึดติด  โดยที่ไม่ต้องนั่นแหละ  โดยที่ไม่ตั้งนี่แหละลูกทั้งหมดของความไม่ยึดติด ธาตุขันธ์ทั้งหลายก็จะถูกสลัดไปเอง  ถูกตัดขาดไปเอง  เรียกว่าคลี่คลายเรียกว่า “คลาย”  ไม่กรรม  ลูกก็จะตรงต่อนิโรธตรงต่อนิพพานอยู่แล้วทันที  ไม่ใช่การเข้าไปดำเนินหรือการเข้าไปเจริญ  การเข้าไปเจริญขันธ์ในแต่ละขันธ์  ลูกก็จะเจริญในส่วนไหนของจิต ของธาตุ ของขันธ์  ของความรู้สึกนึกคิดอารมณ์ มันก็มีแต่จะก่อเกิดมามานะในส่วนนั้น  ในสิ่งนั้น  มันไม่ใช่มรรคผลนิพพาน

ฉะนั้นธาตุทุกธาตุที่ลูกไปเจริญ ขันธ์ทุกขันธ์ที่ลูกไปเจริญ ตั้งแต่ขันธ์รู้เป็นต้นไป  ตัวรู้น่ะ...ยิ่งเจริญก็ยิ่งก่อเกิดมานะ  ยิ่งก่อเกิดความอหังการ  ตบะไม่ใช่นิพพานลูก  ตบะกับตะแบกเป็นสิ่งเดียวกัน มันแบกไงลูก ไม่ใช่นิพพาน  ฉะนั้นนี่ไม่เนื่องด้วยตัวเองลูก เรียกว่าความไม่ยึดติด  ลูกทรงขันธ์หนึ่ง มันก็เป็นฐานที่ตั้งแห่งกรรมในขันธ์นั้นแหละ  ก่อเกิดกรรมในขันธ์นั้น  ทรงรู้ก็ก่อเกิดกรรมในรู้ เลื่อนลอย ล่องลอย ปฏิฆะ กระทบก่อเกิดกรรมในขันธ์นั้น กระเทือน กระเพื่อม ลูกเจริญเห็น เจริญนึก เจริญคิด เจริญความหมาย  มันก็วุ่นวาย  เรียกว่าเป็นโมหะทิฏฐิ  ฟุ้งซ่าน หวั่นไหว ลังเล เอ๊ะอ๊ะ ขันธ์ทุกขันธ์เป็นที่ตั้งของกรรมทั้งหมด

ฉะนั้นการเกื้อกูลแห่งพุทธะ มหาโพธิสัตว์ พระอรหันต์ทั้งหลาย เรียกว่า “ปลง”  ขันธ์ทุกขันธ์ไม่ใช่ให้เจริญ ให้ดำเนิน  ยิ่งดำเนินยิ่งเป็นมานะ  เราทำได้ เราทำไม่ได้อะไร นั่นมานะทั้งนั้นลูก ยิ่งกว่ามานะ  มันไม่ใช่การคอยเริ่ม
คอยจบแต่ประการใด  เรียกว่า “ไม่” ไม่เนื่องด้วยรู้หรือไม่รู้  ไม่เนื่องด้วยเห็นหรือไม่เห็น “ไม่” ไงลูก ไม่ใช่การคอยเจริญ  คอยเสื่อม ไม่เนื่องด้วยอะไรเข้าใจอะไรหรืออะไรไม่เข้าใจอะไร...ไม่เนื่องด้วย

โดยที่ไม่ต้องไม่ตั้งนั่นแหละลูก  มันก็จะนิโรธให้เอง เรียกว่า “ดับ”  ไม่ก่อเกิด ไม่เป็นปัจจุบัน  ไม่เป็นอนาคต มันไม่เป็นอะไรลูก  ไม่ก่อเกิด โดยที่ไม่ต้องไม่ตั้งนั่นแหละลูก มันไม่เกิด ไม่รู้ ไม่เกิดในเห็น ไม่เกิดในความนึก  ไม่เกิดในความคิด ไม่เกิดในความรู้สึก  ไม่เกิดในอารมณ์ ไม่เกิดในสัญญา ในเวทนา ไม่เกิดในรูปขันธ์ไม่ก่อเกิด โดยที่ไม่นั่นแหละ เรียกว่าไม่กำเนิด  ไม่จุติ ไม่เคลื่อน ก็โดยเนื้อหานิพพานอยู่แล้ว โดยที่เนื้อหาที่นิโรธอยู่แล้วนั่นเอง เรียกว่า ปราศจากสมุทัย   ปราศจากเหตุ ไม่จัดว่าตามเหตุตามปัจจัย ไม่จัดว่าเป็นกลไก  ไม่จัดว่าเป็นระบบ ไม่จัดว่าเป็นปฏิจสมุปบาท เรียกว่าปัจจัยการทั้งหลาย ไม่จัดว่าเป็นปัจจัยการ เรียกว่านิพพานอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้วลูก

แต่เมื่อไปเจริญอยู่  ไปดำเนินอยู่ มันก็เป็นปัจจัยการอยู่ จากสิ่งนี้ไปสู่สิ่งนั้น  จากสิ่งนั้นไปสู่สิ่งโน้น จากสิ่งโน้นไปสู่สิ่งต่อไปอีกมากมาย ต่อไปเรื่อย  ๆ นั่นเขาเรียกว่า  ปัจจัยการทั้งหมด แห่งภูมิภพชาติ ชรา มรณะทั้งหลาย แห่งภูมิชั้นทั้งหลาย

นอกเหนือความเป็นรูป นอกเหนือความเป็นนาม ไม่เกาะรูป  ไม่เกาะนาม นอกเหนือความเป็นกาย เป็นจิต  ไม่เกาะกาย ไม่เกาะจิต  ก็โดยที่ไม่ต้องนี่แหละ  ไม่ตั้งนี่แหละ  ไม่ต้องไปเจริญขันธ์  ไม่ต้องไปปฏิบัติขันธ์  ไม่ต้องไปปฏิบัติขันธ์  ไม่ใช่การแช่  ไม่ใช่การคอยทรง  ไม่ใช่การคอยดำรง  ทั้งกายและทางจิตนั่นแหละ คือไม่อยู่แล้ว  เรียกว่าปลงอยู่  เรียกว่าวางอยู่แล้ว เรียกว่าว่างอยู่แล้ว  จึงค่อยตรงต่อสัจจะแห่งพระนิพพาน...อยู่แล้วลูก  ไม่ใช่อนาคตข้างหน้า ที่ไปหลงปรารถนากัน  นั่นตัณหามันหลอกให้คิด เมื่อลูกยังไปจับตรงความคิดอยู่  มันก็ตัณหา มันก็ซ้อนความคิด อุปปาทานก็ซ้อนความคิด  เมื่อลูกยังไปเกาะตรงรู้อยู่ ตัณหามันก็ซ้อนความคิด  อุปปาทานก็เกาะตรงรู้ ฉะนั้นการที่ไม่ต้องแช่  การที่ไม่ต้องทรงในรู้ ในเห็น ในนึก ในคิด ในจิตชนิดหนึ่งชนิดใดก็ตามที  นั่นแหละคือการปลงขันธ์หรือเรียกว่าปลงจิต ปลงใจเรียบร้อยแล้ว

ไม่ต้องไปห่วง ห่วงรู้ห่วงเห็น  ไม่ต้องไปห่วงนึกห่วงคิด ไม่ต้องไปห่วงดู ไม่ต้องห่วงสังเกต ไม่ต้องไปห่วงพิจารณา  เรียกว่าทุกกิริยาแห่งนามธาตุ นามขันธ์ทั้งหมดลูกก็สละ  อย่าไปเป็นปริโภทในขันธ์หนึ่งขันธ์ใด  ลูกเป็นปริโภทในขันธ์หนึ่งขันธ์ ลูกก็เป็นกรรมในขันธ์นั้น เรียกว่า เฝ้าขันธ์นั้นเป็นเวรเป็นกรรมกับขันธ์นั้น  เสมือนกับคนเราห่วงสมบัติ  ห่วงสิ่งมีสิ่งเป็น  ลูกก็ต้องเฝ้าในสิ่งนั้น  ห่วงสิ่งไหนเฝ้าในสิ่งนั้น  ไปก็ยาก มาก็ยากลูก ห่วงไปหมด..เหมือนกับลูกห่วงในขันธ์หนึ่ง  ขันธ์ในกายธาตุจิตธาตุลูกก็เฝ้าอยู่ในขันธ์นั้น  มันไม่ยิ่งไปกว่านั้นลูก เป็นเวรเป็นกรรมกับขันธ์นั้นตลอด  คือลูกห่วงรู้ ลูกก็เป็นกรรมกับตัวรู้ลูก  ห่วงดูก็เป็นกรรมกับตัวดู  ลูกห่วงในความนึกความคิดก็เป็นกรรมกับอารมณ์ ฉะนั้นทุกอย่างก็คือไม่ต้อง ไม่ตั้ง  แล้วมันจะตัดให้เองทั้งหมด

โดยที่ไม่ต้อง ไม่ตั้งนั่นล่ะลูก เขาเรียกว่ามันจะล้างระบบตัณหาอุปาทานทั้งหมด  มันตัดให้ทั้งหมด ไม่ต้องไปคอยเจริญมันแบบไหนลูก...จิต   ไม่ต้องไปคอยเจริญมันอย่างไรลูก  ทุกสภาวะลักษณะอาการ ไม่ต้องไปคอยติดคอยหลุด..ไม่ต้อง  ไม่ต้องไปคอยผูกไม่ต้องไปคอยแก้...ไม่ต้อง  แล้วมันจะไม่เป็นตัณหากับทุกสภาวะของจิต  ลูกจะได้นอกเหนือความเป็นคน นอกเหนือความเป็นสรรพสัตว์ทันที ไม่อยู่ในสภาพใด  ๆ  ทั้งหมดทั้งสิ้น  ไม่จัดว่าเป็นอะไร ไอ้ที่มันเป็นอะไร ๆ นี่  เขาเรียกว่ายังมานะอยู่ เขาเรียกว่ามานะเป็นนั่นเป็นนี่มานะทั้งนั้นแหละลูก แล้วมันจะนอกเหนือสถานะ เรียกว่า หมดมานะ

นิพพานไม่จัดว่าเป็นอะไร  ลูกก็แค่ไม่ต้องที่จะไปคอยเริ่ม คอยดำเนินแบบไหนนี่ไม่ต้องเลย  และมันก็จะตัดความคุ้นเคยของมันเอง  ความคุ้นเคยนี้เรียกว่าความอาลัยอาวรณ์ หรือว่าเยื่อใยแห่งวัฏฏะทั้งหลาย ในภาคหนึ่งขันธ์นั่นแหละ เป็นวัฏฏะกับธาตุขันธ์  เป็นสังสารวัฏในธาตุในขันธ์  โดยที่ไม่ตั้งโดยที่ไม่ต้องนี่แหละ  มันไม่ซ้อนธาตุซ้อนขันธ์  มันก็ตัดซึ่งความอาลัยอาวรณ์ทั้งนั้น  มันเป็นเชื้อแห่งทุกข์ทั้งนั้น  ลูกก็โดยไม่ต้องไม่ตั้งตลอด ไม่ต้องไปคอยขับเคลื่อนธาตุหนึ่งขันธ์ใด ไม่ต้องไปคอยเจริญหรือดำเนิน  ลูกก็จะได้ตรงต่อเนื้อหาแห่งพระนิพพานจริง ๆ ไม่ใช่ปรารถนาอยู่ได้  มัน “อยู่แล้ว” ลูก นิพพานอยู่แล้ว ไอ้ตัวหลงต้องหลงตั้งมันขึ้นมา  ซ้อนธาตุ ซ้อนขันธ์ มันก็ยังเจตนา  กรรมมันบัง ก็เรียกว่า กรรมบัง กรรมบัง  ฉะนั้นลูกก็โดยที่ไม่อยู่แล้วนั่นตลอดลูก  มันจะไม่มีการส่งเสริมเชื้อแห่งตัณหา อุปาทานในขันธ์หนึ่งขันธ์ใด เรียกว่าไม่ต้องส่งเสริมเชื้อ ไม่เพิ่มเชื้อ ฉะนั้นไม่ต้องเสียดาย รู้ ไม่รู้ จิต
ความรู้สึก  อารมณ์...ลูกไม่ต้องไปเสียดาย  ไม่ต้องทรงมัน  ลูกก็โดยที่ไม่ต้อง โดยที่ “ไม่” นั่นแหละ ไม่ต้องไปทรง  โดยที่ไม่ต้องนั่นแหละ มันก็ไม่ทรงไปเอง  โดยที่ไม่อยู่แล้วนั่นแหละมันก็ไม่แช่ไปเอง มันก็ไม่ทรงไปเอง  มันก็คือทั้งหมดของเนื้อหา  แห่งการปลงเรียบร้อยไปแล้วลูก เรียกว่า ปลงขันธ์

ปลงทุกฐาน นิพพานทันที  จะเกาะฐานไหนก็เป็นฐานที่ตั้งแห่งกรรม  เขาจึงเรียกว่า “กรรมฐาน” กรรมฐาน (หลวงพ่อออกเสียงว่า กำ-ฐาน) เกาะขันธ์ไหนก็เป็นกรรมในขันธ์นั้น  ที่เรียกว่า ขันธ์ที่ก่อเกิดแห่งกรรม ฐานที่ตั้งแห่งกรรม

No comments:

Post a Comment