Thursday, February 7, 2013

พระสัทธรรมแท้ นักโบราณคดี และซากฟอสซิลพระไตรปิฏก

ผมเองไม่ได้เริ่มต้นกับพระพุทธศาสนาแบบคนอื่นๆบนเส้นทางนี้ ที่ได้เริ่มนั่งสมาธิกันตั้งแต่ยังเด็ก เข้าวัดกันตั้งแต่ยังจำความไม่ได้

ผมเริ่มจากการเกลียดวิชาพระพุทธศาสนาอย่างเข้าไส้ ชนิดที่เรียกว่า ให้นึกถึงสิ่งที่เกลียดที่สุดอยู่สองอย่างในชีวิต สองอย่างนั้นก็คือวิชาพระพุทธศาสนาและภาษาไทย

ตลกดีที่ในวันนี้ ผมต้องใช้ภาษาไทยในการสื่อสารสัจธรรมแห่งพระพุทธศาสนา สองเรื่องสุดเกลียดมารวมอยู่ในเนื้อหาเดียวกันได้อย่างอัศจรรย์...เกลียดอะไรก็ได้แบบนั้นจริงๆ 555

วิชาพระพุทธศาสนาที่ผมเกลียดนั้น มักจะชอบออกข้อสอบว่า วันมาฆบูชาคือวันอะไร ซึ่งจนป่านนี้ผมก็ยังจำความหมายของวันนั้นไม่ได้ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะจำไปทำไม ในเมื่อจำแล้ว ก็ไม่ได้พาผมให้ฉลาดขึ้นหรือนิพพานเสียหน่อย

พระพุทธศาสนาในไทยมันก็เป็นแบบนี้แหละครับ ท่องจำกันอย่างเดียว ห่างไกลเนื้อหาที่แท้จริง และวิธีการที่ใช้ในการศึกษาพระพุทธศาสนานี่แหละ ที่ทำให้เราห่างนิพพานมากขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

คุณเคยเปิดพระไตรปิฏกไหม? หรือคุณเคยค้นหาเนื้อหาของพระพุทธศาสนาในระบบวิกิพีเดียไหม?

ผมเคยแล้วครับ แต่พอเปิดทีไร ก็เป็นได้มึนงงกับภาษาบาลี ศัพท์เทคนิคในเชิงศาสนา รูปแบบประโยคเชิงวิชาการที่สลับซับซ้อน ถ้อยทำวิจิตรอลังการจนรู้สึกว่า จะนิพพานคงต้องใช้เวลาอีกหลายสิบชาติ คือเอาแค่นั่งอ่าน นั่งโม่วิเคราะห์ตีความตำราเหล่านี้ แล้วแปลไทยเป็นไทยสัก 10 ชั้น ให้มันเข้าใจเนื้อหาจริงๆ ก็คงจะตายไปไม่รู้กี่รอบแล้ว เหตุนี้แหละที่ผมกล้าพูดว่า เปรียญเก้าก็ไม่นิพพาน หรือจะเถียงว่าไม่จริง?

ถ้าเปรียญเก้าไม่นิพพานแล้วจะสอนใครให้นิพพานได้? มันก็วนกันอยู่อย่างนั้นแหละ

เนื้อหาของพระสัทธรรมแท้นั้น มีลักษณะจบสังสารวัฏให้กับสรรพสัตว์ ไม่ได้มีเอาไว้ประเทืองปัญญาหรือเอาไว้นั่งถกเถียงเพื่อลับสมอง หรือสร้างเป็นคลังข้อมูลทางปัญญาเก็บรักษาให้เป็นสมบัติของมนุษย์ชาติ หรือทำให้ใครมีสถานะพิเศษกว่าใครแบบที่เป็นกันอยู่ทุกวันนี้

ถ้าเราใช้พระสัทธรรมแท้ในการอื่นที่ไม่ใช่การจบสังสารวัฏให้กับสรรพสัตว์ แบบนี้ถือว่าพระพุทธศาสนาได้ตายไปแล้วครับ หรือไม่จริง มัวแต่ลีลากันอยู่ได้

พอเนื้อหาพระสัทธรรมแท้ถูกทำให้ยากด้วยภาษาบาลี สันสกฤต และศัพท์เทคนิคที่เราไม่เคยพบไม่เคยเห็นในชีวิตประจำวัน มันก็เลยเกิดเป็นกระบวนการ วิธีการ เกิดขั้นตอน เกิดระบบกาฝากที่เกาะเกี่ยวหากินกับความยากเย็นของเนื้อหาพระสัทธรรมที่ถูกอนุรักษ์เอาไว้อย่างดีราวกับฟอสซิลของสัตว์ดึกดำบรรพ์

ถูกแล้วครับ ระบบการศึกษาพระสัทธรรมทุกวันนี้ได้แต่ศึกษาซากของพระไตรปิฏก ไม่ต่างไปจากนักโบราณคดีศึกษาถ้วยชามรามไหจากยุดอดีต โดยที่ไม่มีใครเข้าถึงเนื้อหาจริงๆได้อีกต่อไปแล้ว!! เป็นอันว่าพระพุทธศาสนาขาดลงตรงกึ่งพุทธกาลพอดี เพราะมัวแต่มั่วกันไป อนุมานกันไปตามอนุสัยของสัตว์นั่นแหละ

อันที่จริงแล้วเนื้อแท้ของพระสัทธรรมก็ยังอยู่ แต่ด้วยความเป็นสัตว์ หรือด้วยทิฏฐิมานะของตนนั่นแหละ ที่ทำให้เข้าไม่ถึงพระสัทธรรมแท้ๆที่อยู่ตรงหน้า

การเข้าถึงเนื้อหาพระสัทธรรมแท้นั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ ตีความ ถกเถียง จดจำ ท่องบ่น สวดมนต์ใดๆแบบที่ทำกันมาจนเป็นรูปแบบ เพราะพระสัทธรรมแท้จะแสดงอานุภาพ เมื่อเนื้อหาถูกส่งข้าสู่จิตโดยตรง คือฟังแล้วก็จบตาม เข้าใจแล้วก็จบตาม ไม่มีอะไรค้างคา ไม่ต้องแบกปัญญา ไม่ต้องแบกสัญญาขันธ์(ความจำ)ให้ยุ่งยาก พอแจ้งซึ่งสัจธรรมแล้วมันก็จะเข้าสู่เนื้อหาความว่างหรือนิพพานเอง โดยที่ไม่ต้องจำศัพท์บาลีอะไรทั้งนั้น

พระสัทธรรม หรือพระไตรปิฏกทั้งตู้นั้น คือความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในชั่วขณะที่เรา "ไม่ต้องไม่ตั้ง" หรือ "ไม่อะไรกับอะไร" นั่นแหละ ถ้าจะให้เปรียบเทียบก็เหมือนการเกิด Big Bang หรือกำเนิดสุริยจักรวาลนั่นเอง

การเกิด Big Bang นั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมๆกันแล้วก็จบ เพียงแต่การศึกษาพระสัทธรรมในปัจจุบันมันเหมือนกับการเข้าไปศึกษา วิเคราะห์ วิจัยการเกิด Big Bang แล้วพยายามจำลองปรากฏการณ์นั้น ให้เกิดขึ้นด้วยการเข้าไป "ทำ" โดยอาศัยพระไตรปิฏกทั้งตู้เป็นข้อมูลในการสร้างหรือจำลองปรากฏการณ์ Big Bang ขึ้นมาทีละขั้น ทีละตอน ซึ่งอันที่จริงแล้วนิพพานนั้น เกิดเองเป็นเอง เมื่อปลงธาตุขันธ์ลง หรือพูดง่ายๆว่าเมื่อไม่เอาอะไรกับธาตุหนึ่งขันธ์ใดนั่นแหละ มันก็จะตรงต่อนิพพาน(หรือเกิด Big Bang) ขึ้นมาเอง โดยที่ไม่ต้องแม้แต่กระทั่งเข้าใจเนื้อหาในพระไตรปิฏกเลยด้วยซ้ำ

เมื่อเราไม่ต้องไม่ตั้งกับธาตุหนึ่งขันธ์ใด อริยมรรคมีองค์แปดจะเกิดขึ้นฉับพลันครบองค์เดี๋ยวนั้นโดยสมบูรณ์ ศีลก็ครบไปเองโดยบริบูรณ์ สมาธิ สติ สัมปชัญญะก็เกิดขึ้นพร้อมกันพรึ่บเดียวโดยบริบูรณ์ และปราศจาก "อัตตา" ตัวตนเข้าไปทำ มันจึงเป็นสัจธรรมแท้ บริสุทธิ์จากเจตนาและการกระทำกรรมใดๆ ผิดกับการทำเอา ซึ่งต้องทำกันทีละขั้น ทีละตอน เวลาทำก็ต้องมาจดจ่อ เพ่งพินิจ คิดแล้วคิดอีก ซึ่งเป็นกระบวนการ เป็นขั้นตอนที่มีตัวตนเข้าไปดำเนินการเต็มที่เต็มรูปแบบ ถ้าจะดันทุรังปฏิบัติแบบนี้ ต่อให้ทำเท่าไหร่ ปฏิบัติมากแค่ไหนก็ไม่นิพพานครับ ก็เปรียบเหมือนการไม่ต้องไม่ตั้งนั้นเป็นการเกิด Big Bang โดยตัวมันเอง แต่การเข้าไปทำเอา ปฏิบัติเอาก็เหมือนกับการจำลองการเกิด Big Bang โดยการยิงอนุภาคให้ชนกันในเครื่องเร่งอนุภาคของ CERN นั่นแหละ ซึ่งผลที่ได้นั้นมันเทียบกันไม่ได้อยู่แล้ว

ดังนั้นในแวดวงนักปฏิบัติ นักปริยัติ เราก็จะเห็นการสนทนาธรรมถามตอบกันแบบโลกๆเช่น ทำอย่างไรจึงจะได้ญาณโน้น ญาณนี้ ทำยังไงให้จิตใจสงบ ทำยังไงให้มีสติ จะจัดการกับความฟุ้งซ่านอย่างไร นิพพานมีจิตหรือไม่มีจิต การเห็นไตรลักษณ์จริงๆเป็นยังไง ฯลฯ

แล้วพอถามเสร็จ เดี๋ยวก็จะมีคนมาตอบประมาณ ยกพระอภิธรรมมาทั้งตู้แล้วโยนใส่หน้าคนถาม ไอ้คนถามก็ไปจดๆจ้องๆอ่าน หลงตีความเข้าไป พอหลงเข้าใจแล้วก็ไม่เห็นมันจะเลิกวนแม้แต่น้อย พอจบคำถามหนึ่งมันก็กระโดดไปอีกคำถามหนึ่ง หลงกันไม่จบไม่สิ้น

ถามจริงๆว่าถ้าคนถามก็วน คนตอบก็ยังไม่จบ แล้วคำตอบที่ได้มันจะพาคนถามไปไหน?

No comments:

Post a Comment