Tuesday, February 19, 2013

ไม่หลงปัจจุบัน

ถอดความไฟล์เสียง
“ไม่หลงปัจจุบัน”
หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ  เขมรโต

จบโดยที่ไม่ต้องอยู่แล้วนั่นแหละลูก  โดยที่ไม่ตั้ง..อยู่แล้ว  โดยที่ไม่ต้อง..อยู่แล้ว..อยู่แล้ว..........มันไม่เกิด  มันไม่ดับ  มันไม่มีการเริ่ม  มันไม่เป็นปัจจุบัน..มันไม่เป็นอดีต..มันไม่เป็นอนาคต..........มันไม่เป็น  โดยที่ไม่ได้คอยต้อง..คอยตั้งอยู่แล้วเนี่ย  เค้าเรียกว่านิโรธอยู่แล้ว..วางอยู่แล้ว..ว่างอยู่แล้ว  ไม่เป็น..อะไรทั้งนั้นน่ะลูก  รู้..ก็ไม่เป็นรู้  เห็น..ก็ไม่เป็นเห็น......มันไม่เป็นหมด  จึงเรียกว่านิโรธ..อยู่แล้วจริงๆ  มันก็ไม่เป็น..ปัจจุบัน  มันไม่ใช่ว่าเอาแต่ปัจจุบันนะ  ถ้าเอาปัจจุบันได้  มันก็เอาอดีต..เอาอนาคตไปหมดแหละ  มันก็แย่หมดแหละ  ทั้งอดีต..อนาคต..ปัจจุบัน  รวมหัวกันเข้าก็จะยุ่งไปหมด  เป็นภพ..เป็นชาติ..เป็นกัลป์..เป็นกัปป์  เป็น.....เป็นน่ะ..เป็นตุเป็นตะ

ทีนี้โดยที่ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..อยู่แล้วเนี่ยลูก  มันไม่เป็นปัจจุบัน  มันไม่เป็นอดีต  ไม่เป็นปัจจุบันก็ไม่เป็นอดีต  ไม่เป็นปัจจุบันก็ไม่เป็นอนาคต  มันไม่เป็นทั้งหมด  เรียกว่านิพพานอยู่แล้ว  อมตะนิพพานอยู่แล้ว  ทีนี้ปัจจุบันที่มันมีคือว่ามันมีเจตนา..มีต้อง..มีตั้ง  นั่นแหละ  มีต้อง..มีตั้ง..ซ้อนรู้  มีต้อง..มีตั้ง..ซ้อนเห็น  รู้..ที่มันไม่ใช่เป็นรู้..อยู่แล้ว  มันก็เริ่มเป็น..รู้..ขึ้นมา  เมื่อเริ่มเป็น..รู้..ขึ้นมามันก็เริ่มหมุนเวียนไปสู่ธาตุ..สู่ธรรมทั้งหลาย  เริ่มเป็นตุเป็นตะไป  เป็นกลไกของภพ..ของชาติ..ของชรา..ชรามรณะไป..มันก็เป็นไป  เค้าเรียกว่า..ความหลงลูก  ทีนี้มันก็จืดจางไปเอง  ไม่เหนียวแน่นกับการรู้..การเห็น  ไม่เหนียวแน่นกับความเห็น..ความหมายไปเอง...หมด..มันจืดจางไปเอง

โดยที่ไม่ต้อง..คอยต้อง..คอยตั้งแบบไหนอยู่แล้วเนี่ยลูก  ขันธ์ทุกขันธ์..มันจะจืดจางจากกรรมไปเอง  เริ่มมันกรรมมันจืดจาง..มันไม่..กรรมที่มันเคยจริงจัง..กรรมจัดจ้าน  ที่ซ้อนธาตุ..ซ้อนขันธ์  กรรมเนี่ย..มันจะจืดจางลงไปเอง  เค้าเรียกว่ามันไม่เป็นกรรมซ้อนธาตุ..ซ้อนธรรม  ไอ้ตัวที่คอยต้อง..คอยตั้งซ้อนลงไปนี่แหละ  เค้าเรียกว่า..เจตนา  เค้าเรียกว่า..กรรม  ถ้าจริงจัง..จึ้งจ้อง  จริงจัง..จดจ่อมาก  มันก็กรรมเหนียวแน่นมาก  กรรมเหนียวแน่นมาก  ผลของกรรมก็มาก  วิบากมันก็มาก  วิบากก็คือลำบากนั่นแหละ  ก็เหมือนกับทางวิบากก็คือทางที่ลำบากนั่นเอง  วิบากก็คือลำบากนั่นแหละ  เนี่ยลูกก็ตรงต่อที่..ไม่ต้องแบบไหน..อยู่แล้วไงลูก  ไม่ต้องอย่างไร..อยู่แล้ว  ไอ้ที่ไม่คอยต้อง  ไม่ต้องคอยต้อง..ไม่ต้องคอยตั้ง  ซ้อนกาย..ซ้อนจิต  ซ้อนรู้..ซ้อนเห็นเนี่ย  เค้ารียกว่ามันไม่เป็นกรรมซ้อนธาตุ..ซ้อนขันธ์  ไม่เป็นกรรมซ้อนธรรม..ไม่เป็นกรรมซ้อนลงไปในอะไร  จบโดยที่ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..อยู่แล้วนี่แหละลูก

รู้..ก็ไม่ใช่..รู้..อยู่แล้ว   เห็น..ก็ไม่ใช่..เห็น..อยู่แล้ว   ในระหว่างที่..รู้..คือรู้   เห็น..คือเห็น  นี่ก็เพราะว่าลูกเอากรรมไปซ้อนไปแล้ว  เจตนามันซ้อนเห็น..ซ้อนรู้ไปแล้ว   เห็น..คอยเห็น   เห็น..คอยเห็น   เห็น..ยังมีการคอยเห็น  มันก็กรรมซ้อนเห็นไปเรียบร้อยแล้ว  ต่อไปมันก็จะไปตีความ  คำว่า..ความ..ก็คือ  ตีความก็คือ..ความหมายนั่นเอง  หมายถึงอย่างนั้นบ้าง  หมายถึงอย่างนี้บ้าง  หมายถึงอย่างโน้นบ้าง  และในที่สุดมันก็..ปูนหมายหัวตลอด  ความหมาย..มันก็เลยหลงครอบงำเอา  ความหมายครอบงำเอา  ก็เริ่มเป็นตุ..เริ่มเป็นตะ  ก็เป็นไปเรื่อยแหละ

ที่..เห็น..มันเป็น..เห็น..ขึ้นมาได้  ก็เพราะว่าลูก..ไปต้อง..ไปตั้ง  ซ้อนมัน  เรียกว่าไป..คอยจึ้ง..คอยจ้อง..คอยต้อง..คอยตั้ง  ซ้อนลงไปในเห็น  เห็น..นี่ก็เป็น..เห็น..ขึ้นมา  เรียกว่ามันถูกกำหนดขึ้นมา  เรียกว่า..กำหนดเห็น  ก็กรรม..คำว่ากรรมก็คือกรรม  ก็คือกรรมน่ะแหละ  เจตนากรรมเมื่อลูกซ้อน..เห็น  ก็เลยการกำหนดเห็น  เอากรรมเข้าไปกำหนดทิฐิ  ทีนี้..เห็น..มันไม่มีความหมายอยู่แล้ว  มันก็เริ่มมีความหมายขึ้นมา  มันเรียกว่ามันเริ่มกลายเป็นผลของกรรมขึ้นมา  มันมีความหมายขึ้นมาแล้ว  คือมันเป็นผลของ..กรรม..แล้ว  ผลที่..ไปต้อง..ไปตั้งซ้อน..เห็น..น่ะแหละ  พอเริ่มมีผลขึ้นมาแล้ว  ก็เริ่มคุ้นเคยมันก็เริ่มกลายเป็นความเคยชินใน..กรรมซ้อนธาตุ..ซ้อนขันธ์..กรรมซ้อนทิฐิ  ก็กลายเป็นวิบากต่อไปอีก.......ลำบาก

นี่ไม่ได้ให้เจริญขันธ์ไหน  เจริญรู้..ก็ไม่ต้อง  เจริญเห็น..ก็ไม่ต้อง  มันก็จะ..ดับ..อยู่แล้วทันที  นิโรธ..อยู่แล้วทันที  คำว่า..ไปเจริญ..มันก็คือเอา..กรรม..เข้าไปเจริญมันนั่นเอง  เอาเจตนากรรมเข้าไปซ้อนมันนั่นเอง  เรียกว่า..ไปเจริญมัน  เอา..กรรม..ไปเจริญ  อันนี้ไม่ใช่เข้าไป..เจริญมัน  ที่..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..อยู่แล้วนี่คือ.....    สัจจธรรม คือสัจจะความเป็นจริงของธรรมทั้งหลายทั้งปวง  เรียกว่าปราศจากกรรมซ้อน..อยู่แล้ว  ปราศจากเจตนาซ้อน..อยู่แล้ว  กรรม..ไม่มี..กรรมซ้อน..น่ะแหละ  ไอ้ที่มัน..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..อยู่แล้วเนี่ย  เค้าเรียกมันไม่อุปโลกน์กรรมขึ้นมาซ้อนอะไร  อะไรอะไร..มันก็ไม่มีความหมาย..อยู่แล้วโดยความเป็นอะไร  มันไม่มีความหมายด้วยความเป็นอะไร..อยู่แล้วไงลูก  เค้าเรียกว่า..ว่างอยู่แล้ว  ว่างอยู่แล้วจากความหมายด้วยประการทั้งปวง  ปราศจากความหมาย..อยู่แล้ว

ไอ้รู้..เป็นรู้..นี่ก็ยังมีความหมายอยู่..ในเชิงรู้   เห็น..เป็นเห็น..นี่ก็ยังมีความหมายอยู่..ในเชิงทิฐิ  ที่มันมีความหมายอยู่ก็ตรงที่..ไปต้องซ้อนเห็น..ต้องซ้อนรู้ไปแล้วนี่แหละลูก  ไปจดจ่อ..ซ้อนรู้  จดจ่อ..ซ้อนเห็นไปเรียบร้อยแล้ว  นั่นแหละเค้าเรียก..กำหนด..เอากรรมซ้อนลงไปเรียบร้อยแล้ว   มัน..ต้อง..ให้มีความหมายใน..การเห็น..การรู้ขึ้นมาเรียกว่า..กรรม   อันนี้นอกเหนือกรรม  มันไม่ต้อง..ไปเจริญ..มันแบบไหน  มันก็ไม่เป็น..กรรม  เรียกว่า..สัจจธรรม..อยู่แล้ว  วาง..อยู่แล้ว  ว่าง..อยู่แล้ว  ไม่ใช่การยึดติด..อยู่แล้ว..อยู่แล้ว..อยู่แล้ว   มันไม่ใช่..อยู่แล้ว

พอลูกต้อง..ลูกตั้งซ้อนลงไป..ขณะไหน  มันก็เหมือนกับ..ใช่..ขึ้นมาทันที   แม่นแล้ว...........ใช่แล้ว.........กู..แน่นอน.......ของกู..แน่นอน   ฉิบหายแล้ว.............โมหะมันหลอกเอาลูก  นี่ไม่ใช่.....มันไม่ใช่..อยู่แล้ว  ตรงต่อเนื้อหาตรัสรู้เลย  ไม่ติด..ตรงรู้   ฉะนั้นไอ้..ตรงรู้..ตรงรู้..เนี่ย  เค้าเรียกว่า..โมหะไงลูก  มันตรง..โมหะกรรม  กรรมมันซ้อนรู้  รู้..จริงๆมันไม่ใช่..รู้..อยู่แล้วลูก  เรียกว่า..ว่าง..อยู่แล้ว  ถ้าลูกไปคอย..ทรงรู้..อยู่  ทรงรู้..อยู่  มันก็เป็นวิญญาณจรตลอด  ทีนี้มัน..ไม่ใช่..แล้วมันจะไม่เกิดภาวะของปัจจุบัน..ของอดีต..ของอนาคต..ลูก  มันนอกเหนือ  มันไม่เนื่องด้วยความ..เป็น..ใดๆเลย  มันไม่เป็น..ปัจจุบัน  ไม่เป็น..อดีต  ไม่เป็น..อนาคต  ทั้งหมดมัน..ไม่เป็น  มันนอกเหนือ..มันไม่เนื่องด้วย

ถ้างั้นอย่าหลงไป..เจริญรู้..เจริญเห็น..อยู่เลย  อย่าหลงไป..กำหนดรู้..กำหนดเห็น..อยู่เลยลูก  มันเป็น..กรรม..ทั้งนั้นแหละ  กรรม..โมหะกรรม..ความหลง  ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..อยู่แล้วนี่ก็..นอกเหนือรู้..นอกเหนือเห็น..อยู่แล้วลูก  เรียกว่าเนื้อหาของตรัสรู้โดยตรง...ไม่ติดรู้  ลูกไม่ต้องไปมัวเจริญตัวไหนหรอก  เจริญตัวไหนก็กรรมซ้อนตัวนั้นแหละ  เจริญเห็น..ก็กรรมซ้อนเห็น  เจริญรู้..ก็กรรมซ้อนรู้   เจริญนึก..เจริญคิด..ก็กรรมซ้อนนึก..ซ้อนคิด  มันก็..เมื่อกรรมมันซ้อนลงไปแล้ว  มันก็ต้องเสวยผลน่ะลูก  กลายเป็นความยุ่งยาก  กลายเป็นความลำบากตามมา  ก็กลายเป็นวิบากต่อไปอีก  ก็คือทั้งหมดนั่นแหละ  ทั้งผล..ทั้งวิบาก..มันก็ตามมาหมด  เรียกว่าสมุทัย..ปัจจัยการแห่งทุกข์ทั้งนั้น

ตรงต่อ..สัจจธรรมสิลูก  ที่มันนอกเหนือ..ความเห็น  นอกเหนือ..ความหมาย  มันไม่ใช่อะไร..อยู่แล้ว  ไม่ใช่อะไร..อยู่แล้ว  ในขณะไหนที่เราหลง..ใช่..ขึ้นมา  ในขณะนั้นเป็นความหลง................ปัจจุบันก็ยัง..ไม่ใช่เลย  แล้วนับประสาอะไรกับอดีต.............ดีดไป..ดีดมา..ถูกดีด..โดนดีด  ปัจจุบันก็ยัง..ไม่ใช่เลย แล้วนับประสาอะไรมันคด  นับประสาอะไรกับอนาคต  อนาคตมันก็คดไป..คดมา..คดอยู่นั่นแหละ..คด..........   ที่มันมีอดีต..มีอนาคต  ก็เพราะว่ามันมีปัจจุบัน  มันหลงมีปัจจุบันลูก  หลงต้อง..หลงตั้ง..ซ้อนในปัจจุบัน  อันนี้เมื่อ..ไม่ต้อง..เมื่อไม่ตั้ง..อยู่แล้ว  มันก็ไม่เป็นปัจจุบัน  มีปัจจุบันก็เหมือนกับไม่มี  มัน..ไม่ใช่..อยู่แล้วไงลูก  ไม่..อยู่แล้ว  มันก็ไม่มีรสชาติโดยความ..เป็น..อยู่แล้วไงลูก  มันไม่มี..มันนอกเหนือรสชาติทั้งหมด  มันไม่เป็นภพ..เป็นชาติ  มันไม่เป็นการเสวย..มันไม่เป็นการทรง..มันไม่เป็นการดำรงอยู่  มันไม่เป็น..อยู่แล้ว  ไม่..อยู่แล้วไงลูก  ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..อยู่แล้ว  สรุปตรงที่..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..อยู่แล้วนี่แหละ  ถ้า..ต้อง..ก็ต้องไปเรื่อย..............ถ้า..ตั้ง..ก็ตั้งไปเรื่อย............ไม่จบสักที  ลูกก็ตรงต่อที่มันจบ..อยู่แล้ว

ไม่ต้องไป..เจริญ..ตัวไหนอีกแล้ว  เจริญรู้..ก็ไม่ต้องเจริญ  เจริญเห็น..ก็ไม่ต้องเจริญ  เจริญจิต..แบบไหน  เจริญใจ..อย่างไร  ก็ไม่ต้องไปเจริญ  มันไม่ใช่สิ่งยึดติด..อยู่แล้ว  ตรงต่อความเป็นจริง  ถ้าไปมัวแต่เจริญมันแบบนั้น..แบบนี้  เค้าเรียกว่า..กรรมเจริญ  มันเป็น..กรรมเจริญ..เจริญไปด้วย..กรรม  มันก็ต้องเป็นไปตาม..กรรม  อันนี้เรียกว่า..ว่างอยู่แล้ว  ไม่ใช่การยึดติด..อยู่แล้ว..นิพพานอยู่แล้ว..นิโรธอยู่แล้วลูก  ไม่เป็นเหตุ..ไม่เป็นปัจจัยการแห่งทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง..อยู่แล้ว  เรียกว่า..นิโรธอยู่แล้ว  มันไม่เป็นเหตุ..ไม่เป็นสมุทัย..อยู่แล้ว..นิโรธอยู่แล้ว  ถ้าไปหลงเจริญอยู่มันก็..กรรมเจริญ

สัจจธรรม..น่ะอยู่แล้ว  มันไม่ใช่การยึดติด..อยู่แล้วลูก  ขันธ์ก็ไม่เป็นขันธ์..อยู่แล้ว  ธาตุ..ก็ไม่มีความหมายโดยความเป็นธาตุ..อยู่แล้ว  จิต..ก็ไม่มีความหมายโดยความเป็นจิต..อยู่แล้ว  กาย..ก็ไม่มีความหมายโดยความเป็นกาย..อยู่แล้ว  ต่อเมื่อเราเข้าไปให้ความหมาย..มันก็มีขึ้น  เมื่อเราไปกำหนดให้มันเอง  จริงๆก็ไม่ใช่..อยู่แล้ว  ไม่ใช่อะไร..อยู่แล้วลูก  ไม่ต้องไปคอย..หลงต้อง..หลงตั้ง  ซ้อนรู้..ซ้อนเห็น  รู้..ก็ดับ..อยู่แล้วทันที  เห็น..ก็ดับ..อยู่แล้ว ไม่เป็นตุเป็นตะ  ไม่มีความหมายโดยความเป็นอะไร  เรียกว่าสัจจะล้วนๆ         สัจจธรรมล้วนๆลูก  ไม่ใช่..กิเลสกรรม  ไม่ใช่..กรรมกิเลส  ไอ้ตรงคอยจะ..คอยจึ้ง..คอยจ้อง..คอยต้อง..คอยตั้ง  เนี่ยเค้าเรียกว่ามันเป็น..เจตนากรรม  เค้าเรียกว่า..กรรมกิเลส  ถ้าเจริญมากๆมันก็ลำบาก  มันจะกลายเป็นวิบาก..ก็ลำบาก   ไปจะ..ไปจ้อง..ไปต้อง..ไปตั้งมากๆ  มันก็จะกลายเป็นวิบาก..กลายเป็นลำบากในที่สุด  อันนี้มันไม่ต้องลำบาก  มันไม่ต้องวิบาก..มันไม่ต้องลำบาก  ก็ไม่ต้อง..น่ะแหละ  มันก็ไม่เป็นวิบาก  ไม่เป็นความลำบากตามมา  เมื่อไปต้อง..ซ้อนลงไปเสียแล้วในรู้..ต้อง..ตั้งซ้อนลงไปเสียแล้วในเห็น  มันก็จะกลายเป็นความลำบากตามมา......รู้..เห็น..ทั้งหลายก็..ถูกลากไปตามคอยต้อง..ถูกลากไปตามคอยตั้ง  เค้าเรียกว่า..ตัณหากรรม  เจตนากรรมเนี่ยมันลากธาตุ..ลากธรรม  ลากธาตุ..ลากขันธ์  ลากรู้..ลากเห็น  เมื่อไม่ต้อง..เมื่อไม่ตั้ง..อยู่แล้ว  มันก็ไม่มีอะไรลากอะไร  มันก็ไม่ต้องทุลักทุเล

มันไม่มีวิบากคือมันไม่มีความลำบาก  มันไม่ต้องวิบาก  ลูกก็ไม่ต้องลำบาก  ก็บอกแล้วว่าวิบากก็คือทางเหมือนทางวิบากนั่นแหละ  คือทางลำบากก็คือความลำบากนั่นเอง  นี่มันก็ไม่ต้องวิบาก  นี่เมื่อลูกไปหลง..เจริญต้อง  หลง..เจริญตั้ง  ซ้อนรู้..ซ้อนเห็น  มัวแต่ไปหลง..เจริญกรรม  มันก็ต้องลำบากตามมาลูก  มันเป็นวิบากตามมาอีก..ลำบากหมด  ก็ตรงต่อนิพพาน..อยู่แล้ว  ตรงต่อความที่ไม่ใช่อะไร..อยู่แล้วนี่แหละ  มันไม่ใช่อะไร..อยู่แล้ว..อยู่แล้ว  ไม่ใช่อะไร..อยู่แล้วลูก  ไม่..อยู่แล้ว

ไม่ต้อง..คอยเกิด..คอยดับแบบไหนอีก  ให้ตรงต่อสัจจธรรม  อดีตก็..ไม่ใช่  อนาคตก็..ไม่ใช่  ปัจจุบันก็..ไม่ใช่ลูก  ไม่..อยู่แล้วนี่มันจะไม่มีเนื้อหาของ..ความเป็น..แต่ประการใด  ไม่ว่าเป็น..ปัจจุบัน..หรือเป็น..อดีต..หรือเป็น..อนาคต..มันไม่เป็น  เรียกว่าว่าง..อยู่แล้ว  มันนอกเหนือความหมายแห่งความเป็นด้วยประการทั้งปวง  นั่นแหละคือบทสรุปแห่งสังสารวัฏทั้งหลาย  คือบทสรุปแห่งธรรมทั้งหลาย  บทสรุปแห่งกรรมกิเลสทั้งหลาย  คือบทสรุปนะลูก  ไม่ไปคอยต้อง..ไม่ไปคอยตั้งกับมัน  ก็จบ..อยู่แล้ว..อยู่แล้ว  จบ..อยู่แล้ว   จบ..อยู่แล้ว  ดับ..อยู่แล้ว  ดับ..อยู่แล้ว  ไม่เป็นอะไร..อยู่แล้ว  ไม่เป็นเวร..เป็นกรรม..อยู่แล้ว  ไม่เป็น..อยู่แล้ว

ที่มันเป็นอะไร..อะไรเนี่ย  มันเป็นความหลงโลก..หลงเป็น.........  โดยความเป็นจริงมันไม่เป็นอะไร  มันไม่ใช่อะไร..อยู่แล้ว  งั้นลูกก็โดยที่..ไม่ต้อง..ไม่ตั้ง..อยู่แล้วเนี่ยลูก  ไม่ใช่จะไปมัว..คอยต้อง..คอยตั้งแบบไหน  คอยต้อง..คอยตั้ง..ซ้อนจิต..ซ้อนใจก็..ไม่ต้อง  แล้วมันก็จืดจางไปเอง  มันก็..วางเอง..ว่างเอง  ไม่ยึดของมันเอง..สว่างเอง  ถ้าไปคอยต้อง..คอยตั้งซ้อน  มันก็ไม่สว่างสักที  ต่อให้เอาหลอดไฟมาติดสักร้อยดวง..พันดวงรอบๆดวงตา  แขวนไว้ที่ขนตา..คิ้วตา  มันก็ยัง..ไม่สว่าง.............มัวแต่คอยจึ้ง..คอยจ้อง..คอยต้อง..คอยตั้งอยู่..มันไม่สว่าง  ถ้าไม่ไปคอยเจริญ..คอยต้อง..คอยตั้ง..ถ้าไม่เจริญกรรม.......มันก็สว่างเอง

อย่าคิดว่า..ปัจจุบัน..นี้ใช่นะลูกนะ  ปัจจุบัน..ก็ยังไม่ใช่  ถ้าใช่ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็..วิบากทันที..ลำบากถามหาทันที  อย่าว่าแต่อดีต..อนาคตเลย  ถ้าใช่ใน..ปัจจบันรู้..ถ้าใช่ใน..ปัจจุบันธรรมขึ้นมาในขณะไหนมันก็เป็น..กรรมซ้อนปัจจุบันธรรมทันที..เรียบร้อยเลย  ความลำบากก็ถามหาทันที  ลำบากเพราะ..รู้..นั่นแหละลูก  ที่ว่ารู้มาก..ยากนาน  รู้น้อย..ก็ยากเหมือนกัน..ยากน้อยหน่อย  ถ้ารู้ลึก..ก็ยากลึกหน่อย  รู้ตื้น..ก็ยากแบบตื้นๆหน่อย  รู้หลาย..ก็ยากหลายหน่อย  ถ้ามันไม่ใช่..ตรงรู้..อยู่แล้ว  มันก็ไม่ต้องยากไงลูก  ไม่..อยู่แล้ว

ฉะนั้นนิพพานไม่ใช่..ญาณ  ญาณ..ก็ไม่ใช่นิพพาน  สติ  สมาธิ  ฌาน  ญาณ  ปัญญา  ไม่ใช่นิพพานลูก  ถ้าลูก..ไม่ต้อง..ไม่ตั้งอยู่แล้วนี่  ไม่เกี่ยวกับอะไร..อยู่แล้วนี่ก็นิพพาน..อยู่แล้วทันที  นี่มันไม่ใช่นอกเหนือกาลเวลาเท่านั้น  มันนอกเหนือกระทั่งความเป็นปัจจุบันทั้งหมดด้วย   ไอ้ที่..ไม่..อยู่แล้วเนี่ยลูก  มันไม่มีความหมายโดยปัจจุบัน  มันไม่ใช่แค่นอกเหนือกาลเวลานะ  มันนอกเหนือความเป็นปัจจุบันทั้งหมดด้วย  อดีต..อนาคต  เรียกว่านอกเหนือหมด  สัจจธรรมล้วนๆ  เรียกว่า..ว่างอยู่แล้วลูก  ปราศจากความหมาย..อยู่แล้ว  ปราศจากกรรม..อยู่แล้วลูก

ก็..ไม่ต้อง..ไงลูก  ไม่ต้องไปเจริญตัวไหน  มันก็จบโดยที่..ไม่ต้อง..อยู่แล้วนั่นแหละลูก  จบ..อยู่แล้วไงลูก  เมื่อจบ..อยู่แล้ว  จะมาถามหาสติ  ถามหาสมาธิ  ถามหาฌาน..ญาณ..ปัญญานี่  มันไม่มีหรอกลูก  จะมาถามหา  ถ้ามันตรงต่อ..ไม่..อยู่แล้ว  ตรงต่อ..จบ..อยู่แล้ว  มันไม่มัวมาถามหาเอาอะไรหรอกลูก  ว่าทำแบบไหน  ก็..ไม่..อยู่แล้ว  ก็คือ..ไม่..อยู่แล้ว  เป็นบทสรุปที่..จบแล้ว  จบ..อยู่แล้ว  ก็ดับ..อยู่แล้วนี่แหละ  นิโรธ..อยู่แล้ว   ดับ..อยู่แล้ว  จบ..อยู่แล้ว

ไม่ต้องเป็นตัณหาในสติต่อไปอีก  ไม่ต้องเป็นตัณหาในสมาธิ..ในฌาน..ในญาณต่อไปอีก
ไม่ต้องเป็นตัณหา..ในรู้..ในเห็น..ในญาณทัศนะต่อไปอีก  เรียกว่าไม่ต้องเป็นตัณหาในปัญญาต่อไปอีก
มันก็ไม่ต้องเป็นกิเลสซ้อนกิเลสต่อไปอีก  ก็ไม่ต้อง..อยู่แล้ว  ก็จบโดย..ไม่ต้อง...........              

                                                        ++++++++++++++++++++                                    

No comments:

Post a Comment