Thursday, February 21, 2013

นิพพานของมันเอง

ใครที่เข้ามาในเว็บไซต์ rombodhidharma.net บ่อยๆ ก็จะพบว่า ผมมักจะพูดถึงกฏไตรลักษณ์ในแทบจะทุกบทความจนเอียน(อย่าว่าเลย ผมยังเอียน..ฮา) หนีหายกันไปหลายคนแล้ว และบทความนี้ก็จะพูดถึงไตรลักษณ์อีกเหมือนเดิม ถ้าใครเข้าใจสัจธรรมแล้วเบื่อจะอ่านก็ไม่ต้องเข้ามาก็ได้นะครับ เพราะคงจะพูดให้เบื่อกันอีกหลายตอน(ฮา)

กฏไตรลักษณ์และกฏแห่งกรรมบอกอะไรเราบ้าง?

กฏไตรลักษณ์ นั้นบอกเราว่า ทุกสรรพสิ่งสรรพธาตุสรรพธรรมทั้งหลายในโลกธาตุนี้ล้วน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือ ทุกสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เสื่อมไปโดยตัวมันเองตลอดเวลา และ ไม่มีสิ่งใดเป็นตัวตนอยู่แล้ว(แม้กระทั่งจิตหรือสติก็ตาม)

ส่วนกฏแห่งกรรมนั้นก็บอกเราว่า ทุกอย่างที่เกิดเป็นกรรมขึ้นมา จะได้รับผลเป็นวิบากกลับคืนในอัตราและปริมาณเท่าเดิมเสมอ

สองกฏนี้บอกอะไรเราบ้าง?

ไม่ต้องคิดต่อหรือหนีไปเปิดตำรานะครับ คิดต่อเองเดี๋ยวมันจะไปแอบเตะเข้าประตูตัวเองอีก(ฮา)

สองกฏนี้บอกกับเราว่า สรรพสิ่ง สรรพธาตุ สรรพธรรม ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ ลม ไฟ กาย มโนธาตุ จิต สติ วิญญาณขันธ์ ฯลฯ ล้วนเป็นของกลางแห่งโลกธาตุ ไม่มีใครเป็นเจ้าของจริงแม้แต่คนเดียว ทุกอย่างเป็นเพียงสมบัติผลัดกันชม เป็นเพียงการหยิบยืมมาใช้ชั่วคราวในการเกิดครั้งหนึ่งๆเท่านั้น พระอรหันต์นั้นพอดับขันธ์ลงก็เป็นการคืนธาตุธรรมต่างๆสู่เนื้อหาดั้งเดิมแห่งมหาสุญญตา หรือนิพพานธาตุนั่นเอง

แต่ทีนี้ผู้ที่ตายลงแล้วคืนธาตุธรรมทั้งหลายสู่เนื้อหาดั้งเดิมได้ก็มีแต่พระอรหันต์เท่านั้น ส่วนปุถุชนหรือสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้น เวลาตายลงนั้นเป็นการถูกบีบให้คืนกายธาตุ แต่ดันไปยึดในจิตหรือวิญญาณขันธ์เป็นตัวตนไม่ยอมปล่อย พอขาดใจตายปั๊บ ก็ยังไม่ได้คืนมโนธาตุนั้นสู่เนื้อหานิพพานคือว่างจากตัวตนในการยึดติด พอไปหลงยึดเอาว่าจิตเป็นตัวตน ก็เลยต้องไปเกิดใหม่ในภพภูมิตามอุปาทานและคุณภาพจิตขณะตายตรงนั้น จนไปเกิดในภพภูมิที่มีขันธ์ตั้งแต่ 1 ขันธ์คือ ชั้นพรหรม อันเกิดจากการไปทรงรู้ ทรงสติ ไปจนถึง 5 ขันธ์ก็คือ มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย เสร็จแล้วก็หลงวนเวียนหยิบยืมธาตุธรรมทั้งหลายมาใช้กันสุรุ่ยสุร่ายหลายภพหลายชาติมากไม่ยอมใช้คืนสักที ก็เลยเป็นกรรมสะสมดินพอกหางหมู เพราะไม่รู้ว่าจะคืนธาตุธรรมที่หยิบยืมมาสู่เนื้อหาเดิมได้ยังไง หรือบางคนรู้สัจธรรมแล้วแต่ไม่กล้าคืนก็มีถมไป..ไม่ต้องกลัวหรอกนะ ทุกคนได้คืนหมดแน่ๆ ไม่ช้าก็เร็ว(ฮา)

นึกดูสิครับว่าทำไมกฏแห่งกรรมถึงบอกว่าทำอะไรก็ได้อย่างนั้นกลับคืนเสมอ?

ไม่ต้องคิดต่อนะครับ เดี๋ยวออกทะเลส่วนตัวอีก ถามไปงั้นแหละ อิอิ

คำตอบคือเพราะทุกธาตุธรรมนั้น หากไม่ไปทำอะไรมันเพิ่มเติมให้เป็นกรรมขึ้นมาอีก มันก็จะคลายคืนสู่ธรรมชาติดั้งเดิมแท้ของมันเองอยู่แล้ว เปรียบเสมือนมีเส้นกราฟแนวนอนอยู่เส้นหนึ่ง เส้นนี้แทนเนื้อหาเดิมแท้แห่งมหาสุญญตาของธาตุธรรมทั้งหลายทั้งปวง พอเราหลงไปทำอะไรกับธาตุธรรมหนึ่งๆ กราฟมันก็จะวิ่งขึ้นสูง(ตามการกระทำ) กลายเป็นอัตตาชั่วคราว พอหมดแรงกรรม แล้วกรรมให้ผลเป็นวิบาก(รับวิบาก) กราฟมันก็จะค่อยๆวิ่งลงมาหาเส้นกลางที่เป็นธรรมชาติเดิมแท้ของธาตุธรรมนั้นๆ หรือพอเราทำอะไรไม่ดีเป็นอกุศลกรรม กราฟก็จะวิ่งลง(ตามแรงกระทำกรรม) จนเป็นอัตตาเช่นกัน พอสุดแรงอกุศลกรรม แล้ววิบากมันคืนกลับไปที่ธาตุธรรมเดิมนั้น กราฟมันก็จะวิ่งขึ้นมาสู่ธรรมชาติเดิมตรงเส้นกลางนั้น เป็นอย่างนี้เสมอชั่วนิรันดร์ เป็นกฏแห่งสากลจักรวาล แม้กระทั่งกรรมกลางๆที่เกือบจะเกาะเส้นกลาง อย่างพวกที่เข้าไปทรงอารมณ์เฉยๆมันก็ต้องได้คลายออกเหมือนกัน ไม่งั้นก็ต้องไปเกิดชดใช้กรรมที่ไปทรงไปคา ทุกๆกรรมที่กระทำกับธาตุธรรมทั้งหลายเป็นอันต้องวิ่งคืนกลับมาที่เส้นเดิมตรงกลางอันว่างจากตัวตนหรือนิพพานเสมอ ฝืนไม่ได้ ฝืนก็เป็นกรรมแล้วก็ต้องเสวยวิบากกรรมตลอด ที่สรรพสัตว์ได้แต่ดิ้นรนไปก็เพราะไม่รู้ว่านิพพานนั้นมันคืออะไร และไม่รู้ว่าทุกอย่างมันคลายคืนสู่เนื้อหาเดิมแท้หรือมหาสุญญตาอยู่แล้วตลอดเวลา อันนี้เป็นความลับแห่งสากลจักรวาลที่พระพุทธเจ้าท่านทรงนำมาเปิดเผย

และที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะบอกว่ามันคลายของมันเองก็คือตรงนี้แหละครับ ทุกอย่างมันคลายคืนสู่เนื้อหาเดิมแท้ตลอดเวลาอยู่แล้วผ่านทางวิบากที่ให้ผล เพียงแต่พอมันคลายแล้ว สรรพสัตว์เองก็มักจะไม่พอใจในผลกรรมนั้นๆ ก็ไปทำกรรมต่อเพื่อแก้ไขสภาวะอีก มันก็เลยหลงเป็นกรรมกันอุตลุตไม่จบสักที จนเรื่องนี้ถึงครูอังคณา เอ๊ย พระพุทธเจ้าในที่สุด

นี่แหละ การคืนธาตุธรรมทั้งหลายนั้นก็มีกฏแห่งกรรมกำกับอยู่อย่างเคร่งครัด ไม่มีใครหนีพ้น ธาตุธรรมทั้งหลายที่จะคืนสู่เนื้อหาเดิมแท้หรือนิพพานนั้นจะต้องคลายจากกรรมทั้งหลายที่เคยทำเอาไว้ให้หมดก่อน ธาตุธรรมที่ยืมมาจึงจะคืนสู่นิพพานอันเป็นเนื้อหาเดิมได้อย่างแท้จริง อันนี้ว่ากันในกรณีของสาวกภูมิทั้งหลายเท่านั้น ส่วนหน่อเนื้อพุทธางกูรหรือเหล่าพุทธภูมิทั้งหลายที่ลงมาโปรดในรูปแบบของพระโพธิสัตว์ พระมหาโพธิสัตว์นั้น จะเป็นอีกเรื่องที่เป็นเนื้อหาอจิณไตยล้วนๆ ซึ่งซับซ้อนเกินกว่ามนุษย์จะเข้าใจได้ เพราะมีเรื่องระบบบารมีธรรมมาเกี่ยวข้องด้วย ก็จะไม่ขอพูดถึงแล้วกัน เดี๋ยวยาว

ด้วยเหตุนี้จึงพูดได้ว่า ไม่มีใครไปนิพพาน ไม่มีใครถึงนิพพาน ไม่มีใครบรรลุธรรม เพราะสภาวะธรรมทั้งหลายมันก็เป็นธรรมโดยธรรมเองอยู่แล้ว ก็แค่ปล่อยธาตุธรรมทั้งหลายที่ประกอบกันเป็นกายเป็นจิตให้คืนสู่เนื้อหาเดิมแท้แห่งมหาสุญญตาของมันเอง ให้มันคืนคลายแรงวิบากกรรมของมันเอง สุดท้ายแล้วมันก็จะนิพพานของมันเอง ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ต่างๆ ความโลภ โกรธ หลง มันก็เป็นสภาวะชั่วคราวเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งไปยึดติดว่ามันไม่ดีหรือจะต้องกำจัดให้สิ้นไป ซึ่งถ้ายืมใช้ชั่วคราวจริงๆเพื่อสะท้อนตามเหตุปัจจัย เท่าที่มันมีมันเป็น ไม่ต่อเติมให้ยืดยาวด้วยตัณหาอุปาทาน มันก็ไม่เป็นกรรมอะไร มันก็ดับของมันเองได้ แต่ถ้าใช้แบบติดลม โดยอุปาทานยึดย้ำๆซ้ำๆเอาว่าเป็นของตน มันก็จะต่อภพต่อชาติต่อกำหนดการคืนธาตุธรรมทั้งหลายออกไปอีกหลายภพหลายชาติ ตามปริมาณกรรมที่กระทำเอาไว้ ซึ่งโดยคุณสมบัติของธาตุธรรมตามกฏไตรลักษณ์นั้น พอยึดเข้าไปก็ทุกข์นั่นแหละ เพราะมันไม่ใช่ของเรา ขนาดกิเลสทั้งหลายก็ยังเป็นเพียงสภาวะธรรมที่ชั่วคราวเลย แล้วจะเอาใครไปกำจัดมันได้อีก

การที่จะตรงต่อนิพพานอันเป็นเนื้อหาดั้งเดิม จึงไม่ใช่ที่การเข้าไปเจริญสติเจริญจิตแบบเข้าไปปฏิบัติเอา เพราะการทำแบบนั้นก็เกิดเป็นกรรมกับสติ กรรมกับตัวดูตัวรู้ เป็นกรรมกับจิต ก็ต้องไปชดใช้ในภพภูมิอื่น หรือถ้าปฏิบัติมากๆจัดๆก็ต้องขอเชิญไปอยู่ในเขตแดนพิเศษแห่งการใช้กรรม

ที่จะตรงต่อเนื้อหาพระนิพพานได้ก็ให้ปลง ปลงธาตุธรรมทั้งหลายที่เคยหลงซ้อนว่าเป็นเราลงเสีย ปล่อยให้มันเป็นอิสระโดยธรรมของมันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิต สติ ทิฏฐิ ปัญญาอันเป็นที่ตั้งอยู่แห่งสักกายทิฏฐิหรือความหลงว่าเป็นเราทั้งหลายก็ให้ปลงเสีย ปลงชนิดที่ยอมหมดใจ โง่บ้างฉลาดบ้างก็ช่างมัน เพราะเห็นพวกฉลาดมันก็ยังวนอยู่เลย(ฮา) สิ่งเหล่านี้ยิ่งใช้ ยิ่งเจริญ ยิ่งทำ มันก็จะยิ่งบังนิพพาน ฉลาดขึ้นนะ ดูดีนะ แต่บังหมดเลย บังชนิดที่อาบังขายถั่วยังอาย ก็ให้มันหมดความดิ้นรน ไม่ต้องดิ้นสู้ ไม่ต้องวิ่งหนี ไม่กำหนดเลือกในสภาวะใด จะโง่จะฉลาดก็ปล่อย จะดีจะเลวก็ปล่อย จะรู้ไม่รู้ก็ปล่อย จะเข้าใจไม่เข้าใจก็ปล่อย เพราะธาตุธรรมทั้งหลายล้วนแล้วแต่หยิบยืมมาใช้ชั่วคราว ของเดิมมันไม่มีฉลาดหรือโง่อยู่แล้ว จะมีก็แต่ "ตัวเรา" นั่นแหละที่ไม่อยากโง่ อยากฉลาด เพราะเชื่อว่าความฉลาดทางธรรมจะนำให้นิพพาน เห็นฉลาดกันเยอะแยะ แต่ทำไมจบไม่ลงสักคน แปลกไหม?

ก็แค่ปล่อยให้มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง หมดการกำหนดบังคับควบคุมกายควบคุมใจ หมดความลังเลสงสัยในธรรมใดๆเพราะนั่นก็คือตัณหาในการปรุงแต่ง ความหลงในตัวตนที่ซ้อนในธาตุธรรมจนเห็นว่าเป็นเราอยู่ก็จะคลายออกเอง วิบากกรรมทั้งหลายก็จะคลายออกเอง เพียงแค่ไม่ทำกรรมใหม่ซ้ำซ้อนลงไปต่อภพต่อชาติอีก ธาตุธรรมทั้งหลายก็จะตรงต่อนิพพานของมันเอง นิพพานของมันเอง ไม่มีส่วนใดเลยที่ "เรา" จะเข้าไปมีส่วนที่ทำให้มันนิพพานได้แม้แต่น้อย

และถ้าในระหว่างที่คลายตัวมันเองแล้ววิบากมันมารุมสกรัมจนน่าเกลียด ก็ให้น้อมบารมีแห่งองค์คุณเบื้องสูงเป็นประธานแล้วขอขมากรรมในส่วนที่ติดขัดนั้นเสีย วิบากกรรมมันก็จะคลี่คลายจากการขอขมากรรมนั้นได้โดยไม่ต้องวิ่งโร่ไปให้ใครแก้กรรมอีก แล้วก็ไม่ต้องดิ้นหนีดิ้นสู้ให้เป็นกรรมขึ้นมาอีกนะ วางใจได้ ท่านใดจะจบภพจบชาติเป็นอันได้เจอเหมือนๆกันทุกคน ดังนั้นก็ไม่ต้องผลัดอะไรอีกแล้ว

ไอ้ความที่หลงเป็น"เรา"นั่นแหละที่บังนิพพานกันเหน่งๆ แต่ก็ไม่ต้องไปขยะแขยงมันนะ เดี๋ยวจะร้อนตัวไปเร่งความเพียรกันอีก(ฮา) ก็เพียงแค่ปล่อยคืนธาตุธรรมทั้งหลายสู่เนื้อหาดั้งเดิม โดยไม่เจตนาไปกำหนดใช้งานมันต่อ ปล่อยให้มันทำหน้าที่ตามธรรมชาติเดิมของมันเองจนหมดวาระ มันก็จะนิพพานของมันเอง ของมันเอง ของมันเอง...มึงกะกูน่ะไม่เกี่ยว โอเค๊ เข้าใจนะไอ้ปึ๊ด

อธิบายมาซะขนาดนี้ ถ้าจะเถียงๆแถๆอีก ก็ไม่ไหวจะเคลียร์แล้วโว้ย(ฮา)

No comments:

Post a Comment