Monday, February 25, 2013

ท่ามกลาง

เอาว่าท่ามกลางทุกสิ่งทุกอย่างเนี่ย  ท่ามกลางกายท่ามกลางจิต ท่ามกลางธาตุขันธ์ที่ทรงที่ดำรงอยู่ทั้งหมดนั่นน่ะ ที่มีที่เป็นนั้นน่ะ ลูกก็ไม่ต้องคอยเริ่มคอยจบแบบไหน  ท่ามกลางนั่นเลย แล้วมันก็จะตรงต่อนิโรธ ตรงต่อดับอยู่แล้ว ตรงต่อนิโรธอยู่แล้วท่ามกลางนั่นแหละ  สิ่งที่มีสิ่งที่เป็นทั้งหลายนั่นแหละ ไม่ว่ากายจะแบบไหนรึว่าจิตจะอย่างไร ผัสสะสัมผัสนอกในทั้งหมดทั้งสิ้น  ลูกก็ไม่ต้องไปคอยเริ่มคอยจบแบบไหนเลย ท่ามกลางนี่แหละ สัมผัสทั้งหลายนี่แหละ สิ่งที่ปรากฎสิ่งที่มีที่เป็นทั้งหลายนี่แหละ  มันก็จะนิโรธให้ทันทีเดี๋ยวนั้นฉับพลัน  เรียกว่าดับเรียกว่าไร้สมุทัย เรียกว่าปราศจากความดิ้นหนีดิ้นสู้ไม่ดิ้นหนีดิ้นสู้ไม่ดิ้นเข้าดิ้นออก ไม่ดิ้นติดดิ้นหลุดอะไร ไม่ดิ้นเลิกดิ้น ดิ้นติดก็ไม่ดิ้น ดิ้นคอยหลุดก็ไม่ดิ้น ดิ้นคอยหลุดก็ไม่ดิ้น เลิกดิ้นเลิกสมุทัยเลิกตัณหา

ก็ท่ามกลางนั่นแหละ สภาพ จิตที่มีเป็นเนี่ย ลูกก็ไม่ต้องคอยเริ่มคอยจบแบบไหนท่ามกลาง นั่นแหละลูกก็จะนิโรธเดี๋ยวนั้นเลย นิโรธเดี๋ยวนั้นทันที ไม่ต้องดิ้นเข้าดิ้นออกไม่ต้องดิ้นหลบดิ้นหลีก ดิ้นหนีดิ้นสู้ไม่ต้องดิ้น เรียกว่าไร้ตัวไร้ตน ท่ามกลางนั่นแหละ กายที่มีจิตที่มีเป็นนั่นแหละลูก ไม่ต้องไปคอยเริ่มคอยจบแบบไหนท่ามกลางนั่นแหละ ไม่ต้องมันก็จะนิโรธให้เอง ดับอยู่แล้วให้เอง นิพพานอยู่แล้วให้เองเลยเดี๋ยวนั้นเลย ท่ามกลางนี่แหละ ไม่ต้องดิ้นหลบดิ้นหลีก ก็แค่ไม่ต้องไปคอยเริ่มคอยจบแบบไหนท่ามกลางนั่นแหละลูก

สถานการณ์ เหตุการณ์ความรู้สึกนึกคิด วิบากอนุสัยที่จรมาแล้วก็จรไป ในแต่ละขณะแต่ละขณะนั่นแหละ ไม่ต้องไปเอาแพ้เอาชนะอะไรกับมันเลยไม่ต้อง ลูก ไม่ต้องไปคอยผูกคอยแก้แบบไหนท่ามกลาง นั่นแหละไม่ต้องมันก็นิโรธ ทันทีดับอยู่แล้วทันทีตรงต่อนิพพานอยู่แล้วทันที ไม่ใช่ตัวปฏิบัติ แต่หมายถึงการจบกิจ จบ ถ้าไปมัวปฏิบัติอยู่มันก็ไม่จบ มันก็เป็นกรรมในการปฏิบัติไปเรื่อย ก็ต้องใช้ผลของกรรมอีกมันไม่จบ แล้วก็เปลี่ยนภูมิใช้กรรมไปเรื่อยไม่จบ มัวแต่หลงอุปโลกน์ตัวเองขึ้นมาแล้วก็อุปโลกน์ตัวเอง อุปโลกน์หนทางให้ตัวเองเดิน เนี่ยเค้าเรียกมันมีแต่อุปโลกน์กับอุปโลกน์ มีแต่สมมติกับสมมติ มีแต่หลงสร้างขึ้นเองกับหลงสร้างขึ้นเอง

อันนี้ไม่ต้อง ไม่ต้องมามัวอุปโลกน์ ตัวเองขึ้นมาแล้วก็ไม่ต้องมามัวอุปโลกน์ หนทางให้ตัวเองเดิน ไม่ต้อง ลูก จบ ท่ามกลางกรรมเก่าอนุสัยเก่าผลวิบากเก่านั่นแหละลูก ไม่ต้องไปคอยเริ่มคอยจบแบบไหนท่ามกลาง นั่นแหละ แล้วมันจะดับให้เอง นิโรธให้เอง จิตนี่ไม่ต้องไปผูกไปแก้อะไรกับมันก็ไม่ ไม่ต้องลูก โดยที่ไม่ต้องมันจบให้เลย จะจบให้เอง ไม่ต้องมามัวอุปโลกน์ตัวเองขึ้นมาแล้วก็ดิ้นไป ตามอุปโลกน์ลูก ไม่ต้องไปมัวหลงอุปโลกน์เจตนาขึ้นมา แล้วก็ดิ้นไปตามเจตนา กรรม มันกรรมทั้งนั้น อันนี้นอกเหนือกรรมไม่เนื่องด้วยกรรม ไม่เนื่องด้วยเจตนา ทุกอย่างก็คือนิพพานอยู่แล้วหมด ทุกอย่างก็คือความไม่ยึดติดอยู่แล้วทั้งหมดลูก อย่ามัวแต่หลงอุปโลกน์ตัวเองขึ้นมาเพื่อ ในการที่จะเป็นผู้หลุดพ้น หลอกของหลอกลูก มันของหลอกทั้งนั้น ทุกอย่างมันคือเนื้อหาของความไม่ยึดติดอยู่แล้วลูก เรียกว่าอนิจจัง อยู่แล้วด้วยความไม่ยึดติดอยู่แล้ว

อย่ามัวแต่หลงอุปโลกน์ตัวเองขึ้นมาในการ ที่จะต้องเป็นผู้หลุด อะไรอุปโลกน์ตัวเองขึ้นมาในการจะต้อง หลุดอะไรล่ะลูก มันหลอกเอา โมหะกรรมเป็นโมหะอุปโลกน์ลูก จัดว่าเป็นมิจฉาทิฐิชนิดหนึ่ง เข้าใจผิดไปเอง หลงเข้าใจผิดไปเอง จะเอาอะไรไปหลุดจากอะไรล่ะลูก ทุกอย่างมันโดยตัวมันเองอยู่แล้วลูก มันไม่ยึดโดยตัวมันเองอยู่แล้ว

ดังนั้นลูกก็เพียงแค่ยุติความดิ้นรนเรียกว่ายุติสมุทัย ยุติเหตุท่ามกลางกรรมอนุสัย เนี่ยแหละท่ามกลางกายท่ามกลางจิตเนี่ยแหละ ท่ามกลางสัมผัสนอกในทั้งหลาย เนี่ยท่ามกลางทุกสิ่งทุกอย่างเนี่ย ลูก ไม่ต้องไปคอยเริ่มคอยจบแบบ ไหน ไม่ต้อง แล้วมันจะตรงต่อนิโรธให้เดี๋ยวนั้นฉับพลันทันที ไม่มีเดี๋ยว ไม่มีเดี๋ยวก่อนเดี๋ยวนั้นเลย ไม่เดี๋ยวก่อนลูกเดี๋ยวนั้นเลย ไม่มีหรอกเดี๋ยวสำเร็จเดี๋ยวจบเดี๋ยวถึง เดี๋ยววางเดี๋ยวว่างเดี๋ยวนิพพานน่ะ เดี๋ยวนั้นเลยลูก มันจะยุติตัวมันเองให้ จะทนยากรึว่าจะทนง่ายแบบไหนเรียกว่าเนื้อหาของอนุสัยวิบาก สิ่งที่ต้องไปชดใช้หรือเสวยกัน อันสืบเนื่องมาจากกรรม แล้วก็เป็นผลของกรรมนั้นน่ะ จะฟุ้งซ่านบ้างหงุดหงิดบ้างงุ่นง่านบ้าง กวัดแกว่งบ้างเคว้งคว้างบ้าง เวทนาจัดบ้าง ทนได้ง่ายบ้างทนได้ยากบ้าง ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้แหละลูก ก็ไม่ต้องไปคอยผูกคอยแก้กับมันแบบไหน ก็ไม่ต้องไปคอยเริ่มหรือไปคอยจบให้ กับมันก็ไม่ต้องอีก มันก็จบอยู่แล้วทันที ตรงต่อที่จบอยู่แล้วทันที ทันที

นั่นแหละเค้าเรียกว่ายุติตัวเอง จบตัวมันเอง ยุติตัวมันเอง ไม่เนื่องด้วยตัวมันเอง อย่ามัวแต่หลงอุปโลกน์ตัวเองขึ้นมา แล้วก็หลงอุปโลกน์วิธีการให้ตัวเอง ดำเนินไปตามวิธีการอยู่ ความหลงจริงแล้วมันว่างอยู่แล้ว ก็มันไร้อยู่แล้ว หลงสร้างขึ้นเอง หลงอุปโลกน์ขึ้นเอง หลงดำริ ขึ้นเองหลงนึกกันขึ้นเอง หลงคิดกันขึ้นเองหลงรู้กันไปเอง หลงเห็นกันไปเอง หลงเข้าใจถูกเข้าใจผิดกันไปเอง จริงๆแล้วมันว่างอยู่แล้ว ลูก ไปหลงกำหนดอะไรขึ้นมามันก็มี สิ่งที่ปรากฎขึ้นในขณะนั้น อุปโลกน์ขึ้นเองทั้งนั้นแหละ

ใจจริงๆน่ะมันไม่มี ที่มีมันมีแต่กรรมลูก มีแต่กำหนดมโน มโน โนโน(no) จิตจริงน่ะมันไม่มีหรอก เรียกว่าว่างอยู่แล้ว ลูกที่มีเพราะเกิดการกำหนดขึ้นจึง มี กำหนดรู้จึงมีรู้กำหนดเห็นจึงมีเห็น กำหนดนึกจึงมีนึกกำหนดคิดจึงมีคิด ถ้าไม่กำหนดมันขึ้นมาก็ไม่มี ถ้าไม่กำหนดมันขึ้นมาก็ไม่มีเรียกว่ามโนอยู่แล้ว ฉนั้นให้มันตรงต่อเนื้อหาอันเป็นสัจจะจริงๆ ที่วางอยู่แล้วว่างอยู่แล้วนิพพานอยู่แล้วนั้นน่ะ ลูกก็เพียงแค่ยุติเหตุ แต่ไม่ใช่ไปปฏิบัติเพื่อเข้าถึง วางเข้าถึงว่างเข้าถึงนิพพาน ไม่ใช่เพียงแค่ยุติเหตุ อย่าไปหลงดิ้นไปซะเอง อย่าไป หลงต้องหลงตั้งไปซะเอง เพียงแค่ยุติเหตุยุติสมุทัย เท่านั้นลูกก็นิโรธเองลูกก็ดับเอง ลูกก็วางเองว่างเอง ไม่ใช่ปฏิบัติเพื่อถึง แต่หมายถึงให้ยุติเหตุ หยุดดิ้น ไม่ต้องไปคอยต้องคอยตั้งแบบไหน ไปคอยเริ่มคอยจบให้กับธาตุหนึ่งขันธ์ใดก็ไม่ต้องหยุดดิ้น เรียกว่ายุติเหตุ

ลูกก็ตรงต่อวางอยู่แล้วไปเอง ตรงต่อว่างอยู่แล้วไปเอง ตรงต่อความไม่ยึดติดอยู่แล้วไปเอง นั่นแหละคือสัจธรรมไม่สามารถจะสอดคล้องได้ด้วยกรรม ด้วยการริเริ่มอะไร เจตนากรรมอะไร ผ่านมามันก็มีแต่อุปโลกน์ตัวเองขึ้น แล้วก็อุปโลกน์แต่หนทางให้ตัวเองเดิน มีแต่ของอุปโลกน์ทั้งหมด สมมติทั้งหมด หลงอุปโลกน์ไปเองหลงสมมติไปเอง หลงริกันขึ้นมาเอง หลงเริ่มกันขึ้นไปเอง หลงสืบสานกันไปเอง เนื้อหาน่ะมันไม่มีอะไรอยู่แล้ว หลงปรุงกันไปเอง หลงแต่งกันไปเอง จริงๆมันนิพพานอยู่แล้วน่ะลูก โดยเนื้อหาของความไม่ยึดติดอยู่แล้ว แต่นี่เราสร้างเหตุกันมากเกินไป สรรพชีวิตทั้งหลายมนุษย์อมนุษย์เราสร้างเหตุกันมากเกินไป มัวแต่อุปโลกน์ขันธ์ มัวแต่กำหนดรู้ มัวแต่กำหนดเห็น มัวแต่กำหนดนึก กำหนดคิด มัวแต่กำหนดเวทนากำหนดสัญญา มัวแต่อุปโลกน์ขันธ์ทรงขันธ์ อุปโลกน์ขันธ์ สร้างขันธ์ คือมันสร้างเหตุกันมากเกินไป มันก็เลยเดือดร้อนมันก็เลยวุ่นวายและก็พยายาม จะจบพยายามจะหาทางจบ พยายามจะหาทางหยุด มันก็เป็นความ ดิ้นรนชนิดใหม่ๆต่อไปอีกมันก็ไม่จบ

จริงๆแล้วก็หยุดดิ้น หยุดริหยุดเริ่ม หยุดต่อหยุดเติม หยุดต้องหยุดตั้ง ก็ยุติเหตุหยุดเหตุ มันก็ตรงต่อที่มันจบอยู่แล้วทันที ไม่ใช่ข้างหน้า เราจะต้องเราจะต้อง ก็มัวแต่อุปโลกน์เราน่ะลูกแล้วเพิ่มคือความหลง ถ้าไม่ดำริขึ้นมามันก็ไม่มี ถ้าไม่นึกขึ้นมามันก็ไม่มี ถ้าไม่คิดมันขึ้นมามันก็ไม่มี เรียกว่าว่างอยู่แล้ว ถ้าไม่กำหนดรู้ขึ้นมามันก็ไม่รู้หรอก ลูกมันว่างอยู่แล้ว ดังนั้นท่ามกลางทุกสิ่งทุกอย่างนี้แหละ ลูกไม่ต้องไปคอยเริ่มคอยจบแบบไหน ไม่ว่าทั้งกายทั้งจิต เพียงเท่านี้ก็เป็นการยุติเหตุเรียบร้อยแล้ว ยุติสมุทัยเรียบร้อยและก็นิโรธเองดับเอง ตรงต่อที่วางอยู่แล้วไปเอง ว่างอยู่แล้วไปเอง ไม่ต้องไปคอยเริ่มคอยจบอะไรไม่ต้อง ลูก นั่นแหละมันจะตรงต่อจบอยู่แล้ว ไปเอง จบอยู่แล้ว จบอยู่แล้วไปเอง ท่ามกลางนั้นแหละ ท่ามกลางที่มีเป็นนั้นแหละ ท่ามกลางกายท่ามกลางจิตนี้แหละ ท่ามกลางเหตุการณ์สถานการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างนี่แหละ

ไม่ต้องเลือกที่นิโรธ ไม่ต้องเลือกที่นิพพาน ไม่ต้องเลือกที่ยุติ ไม่ต้องเลือกที่ดับลูก หมายถึงท่ามกลางนี้เลย เมื่อลูกไม่ไปคอยผูกคอยแก้แบบไหน เรียกว่าไม่ต้อง มันก็ดับท่ามกลางนั่นแหละ ลูก ไม่ต้องเลือกที่ดับ ถ้าเลือกที่ดับแล้วมันไม่ดับมันมีแต่ตัณหาพ่วงพันมันมีแต่ไอ้ตัณหาติดลม ก็ไอ้ตัณหาเผื่อเลือกนั่นเอง มันเป็นตัณหาชนิดหนึ่งเลือกๆๆ เลือกเนี่ย ไม่ต้องเสียเวลาเลือกแล้ว ก็ท่ามกลางนั่นแหละลูกสรุปไปเลยจบ สรุปไปเลย ทุกอย่างก็คือไม่ต้องไม่ตั้ง ไปเลยท่ามกลางนั่นแหละ ไม่ต้องไม่ตั้งไปเลยท่ามกลางทุกสิ่งอย่าง นั่นแหละลูกก็จบเดี๋ยวนั้นทันที ไร้ตัวไร้ตนเดี๋ยวนั้น ไร้สมุทัยเดี๋ยวนั้น ไม่ต้องไปเลือกแล้วลูก วิบากมีวิบากไม่มีไม่เกี่ยวลูกก็สรุปท่ามกลางนั่นแหละ ไม่ต้องคอยผูกคอยแก้แบบไหน ไม่ต้องท่ามกลางวิบากนั่นแหละจะมีมีก็ตามทีก็จบเดี๋ยวนั้น ทันที ไม่ต้องไปคอยติดคอยหลุดอย่างไรก็ไม่ต้อง ก็ดับเดี๋ยวนั้นทันทีลูกยุติเหตุไม่เป็นเหตุ ไม่เป็นสมุทัย เดี๋ยวนั้นทันทีเรียกว่านิโรธทันที

ถ้าไม่สรุปอย่างนี้ลูกก็จะซัดส่ายไปตาม สถานการณ์ซัดส่ายไปตามเหตุการณ์ซัดส่ายไปตามสภาวะแห่งจิต อารมณ์ทั้งหลาย หวั่นใหวไปตามสภาพของกายทั้งหลาย มีแต่ใหวกับใหว ใหวตามถ้าสรุปให้มันตรง ต่อความที่มันไม่เป็นเหตุและมันไม่ดิ้น ไปซะเองมันก็เลิกใหว ไม่ต้องไม่ตั้งท่ามกลางนั่นแหละ เดี๋ยวนั้นเลยก็มันเริ่มใหวตามอะไรมันก็เลิก ไปเองเลิกหลงเลิกใหลเลิกใหว เลิกหวั่นใหวมันก็เลิกไปหมดแหละ ไม่ต้องหวั่นใหวตามอะไรรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสทั้งหลายเหตุการณ์ทั้งหลายสถานการณ์ทั้งหลาย ไม่ต้องหวั่นใหวตามอะไร เค้าเรียกว่ามันออกจากกลไกของกรรม เสียได้บัดนั้นยุติกลไกของกรรม ในบัดนั้นทันที ไม่ต่อกรรมต่อไปอีก ไม่ต้องมาคอยติดคอยหลุดกันแบบไหนอีกไม่ต้อง แล้วมันเดี๋ยวนั้นเลย ยุติเดี๋ยวนั้นจบเดี๋ยวนั้นทันที เรียกว่าจบกิจจบกิจ จบกิจ ไม่ใช่ปฏิบัติคำทางอยู่ นี่ยุติกิจจบกิจให้จบ กิจยุติ ไม่ใช่ไปคอยดำเนินรึไปคอยเจริญจิต แต่หมายถึงไม่ต้องไปคอยเริ่มคอยจบแบบไหน ไม่ต้องแล้วนั่นแหละมันจะไม่เป็นภพไม่เป็นชาติ ในอะไรอะไรต่อไปอีกมันจะไม่เป็น จะตัดวงจรของภพชาติทั้งหมด การเวียนว่ายตายเกิดในวัฎฎะในภูมิต่างๆเปลี่ยนที่ใช้กรรมมันจะเลิกทั้งหมด ตัดวงจรเหล่านี้ทั้งหมด

แต่ถ้าลูกยังดำเนินอยู่ ดำเนินจิตอย่างนั้นดำเนินจิตอย่างนี้อยู่มันก็ยังสร้างกลไกสร้างวงจรของ ภูมิของชั้นอยู่ของภพของชาติ อยู่มันก้ต้องเปลี่ยนที่ใช้กรรมไปเรื่อยๆที่มนุษย์ไม่พอก็อมนุษย์ต่อไปอีก กี่ชั้นกี่ภูมิก็เปลี่ยนที่ใช้กรรมไปเรื่อยๆ มันคือการเปลี่ยนที่ใช้กรรม ไม่ใช่เป็นการเลื่อนภูมิเลื่อนชั้นให้ดูดีมันไม่ใช่เนื้อหามันจริงๆ มันเปลี่ยนที่ ใช้กรรม แล้วก็ท่ามกลางขันธ์ธาตุธาตุขันธ์ ที่มีเป็นนั่นแหละลูกไม่ต้องไป คอยติดคอยหลุดแบบไหนอีกไม่ต้อง คอยเริ่มคอยจบอย่างไรก็ไม่ต้อง ลูกแล้วก็จบเลย ไม่ว่ามนุษย์อมนุษย์จะจบเหมือนกันหมด จบโดยที่ไม่ต้องไปคอยเริ่มคอยจบนั่นแหละ มันจบอยู่แล้วไม่ต้อง แถมเราลงไปว่าเราจบ ไม่ต้องไปแถมของปลอม ของโหลยโท่ย ของแถมมันโหลยโท่ยทั้งนั้นล่ะ ไอ้ดีๆไม่เอามาแถมกันหรอกของนี่ อย่าไปแถมเราลงไป โดยที่ไม่ต้องไม่ตั้งอยู่แล้วนั่นแหละลูกมันจบอยู่แล้วไม่ใช่เราจบมันเนื้อหาของสัจธรรมมันจบอยู่แล้วอยู่แล้ว ไม่ใช่เราอยู่แล้วเรามันคือเป็นเพียงสิ่งอุปโลกน์ขึ้น ในขณะหนึ่งของความรู้สึก ในขณะหนึ่งของความเห็นความหมาย ในขณะหนึ่งของการบัญญัติตีความว่า เราเป็นเพียงแค่เนื้อหาของการอุปโลกน์ ไม่ใช่ของจริง ลูกก็ท่ามกลางนั่นแหละไอ้งุ่นง่านบ้าง หงุดหงิดบ้าง ซึมกระทือบ้าง ห่อเหี่ยวบ้างฟุ้งซ่านบ้าง พลุกพล่านบ้างตุปัดตุเป๋อะไร บ้างก็ท่ามกลางนนั่นแหละ

ไม่ต้องไปคอยเริ่มคอยจบแบบไหน ไม่ต้อง มาหมดสั้น หมดสั้น หมดสั้น ไม่สั้นไม่ยาว ท่ามกลางธาตุท่ามกลางขันธ์นั่นแหละลูก ไม่ต้องไปคอยคิดติดคิดหลุดอะไร อีกไม่ต้องคอยติดคอยหลุดแบบไหนก็ไม่ต้อง หมดสั้นหมดยาว ไม่มัวหลงเป็นมรรคเป็นผลอยู่นิพพาน อยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้วลูก ไม่มัวหลงเป็นมรรคเป็นผลอยู่ ไอ้วุ่นๆนั่นแหละ หงุดหงิดงุ่นง่านฟุ้งซ่านวุ่นๆนั่นแหละ ก็ท่ามกลางวุ่นๆนั่นแหละ ไม่ต้อง คอยผูกคอยแก้แบบไหน สรุป อย่างนี้ ไม่ต้องไปผูกไปแก้มันแบบไหนท่ามกลาง ไอ้วุ่นๆ นั่นแหละ ท่ามกลางไอ้ที่มันไม่สงบ ไม่สงบอะไรนั่น ท่ามกลางเวทนาท่ามกลางความทนยาก ทั้งหลาย น่ะลูก ท่ามกลางความกวัดแกว่ง เคว้งคว้างนั่นแหละ ลูกก็สรุป ไม่ต้อง คอยผูกคอยแก้แบบไหน ไม่ต้อง เดี๋ยวความอยากที่จะให้มันดี มันจะพาวุ่นวาย อยากจะให้มันดีไปกว่านี้อีก จะพาวุ่นวายในลักษณะใหม่ๆต่อไปอีก ตัณหาทั้งนั้นลูก ลูกก็ไม่ต้องเลย จะไปคอยผูกคอยแก้คอยปรับอะไรมันก็ไม่ต้อง ลูกก็จบทันทีเดี๋ยวนั้น ไม่เป็นสมุทัย ไม่เป็นเหตุ นิโรธทันที ไม่เลือกอริยาบท ไม่เลือกเวล่ำเวลา มันตรงต่อนิโรธ มันก็นิโรธทันที มันไม่เลือกเวล่ำ เวลา ไม่เลือกอริยาบท ไม่เลือกสถานการณ์ ไม่เลือกเหตุการณ์ เพียงแค่ยุติเหตุ ไม่ดิ้นไปซะเอง ไม่ดิ้นรนไปซะเอง ไม่มัวแต่หลงอุปโลกน์ไม่มัวแต่หลงกำหนด ไม่มัวแต่หลงปรุงมันขึ้นมา ไม่มัวแต่หลงดำริมันขึ้นมา เค้าเรียกว่าไม่สร้างสมุทัย ไม่เจริญสมุทัย ไม่สร้างเหตุไปซะเองก็นิโรธอยู่แล้วทันที อีกก็เพียงแต่ให้มันผ่านไปทันทีทุกเวลา เวทนาลูกไม่ต้องไปผูกไปแก้แบบไหนกับมันทั้งนั้น ไม่ต้อง มันผ่านไปเองทุกเวทนา เวทนา ไม่ว่าเวทนาชนิดไหนลูกก็ปล่อยให้มันผ่านไปเอง โดยไม่ต้องไปผูกไปแก้อะไรมัน ไม่ต้องแล้วมันจะไม่เป็นเวทนาซ้อนเวทนา จะทนยากทนง่ายระดับไหนลูกก็ต้องปล่อยให้มันผ่านไปเอง อย่าไปดิ้นหนีดิ้นสู้ แล้วมันจะไม่เป็นเวทนาซ้อนเวทนา

No comments:

Post a Comment