Tuesday, February 5, 2013

ทำไมหลวงพ่อถึงไม่แนะนำให้ใช้การเขียนในการเผยแพร่สัจธรรม

คำถามนี้อาจจะคาใจใครหลายคน ว่าแล้วสิ่งที่ผมทำเล่า ถือว่าฝ่าฝืนคำแนะนำหรือไม่ เพราะหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านไม่แนะนำให้ใช้การเขียนในการเผยแพร่สัจธรรม เพราะมันจะกลายเป็นการทำให้คนอ่านไปเจริญในวิญญาณขันธ์ (จดๆจ้องๆ เพ่งดู เพ่งรู้) สัญญาขันธ์(ชอบจำเอาไปสร้างปัญญาให้ตนเอง) สังขารขันธ์ (การคิดวิเคราะห์หาความหมายระหว่างบรรทัด) ขณะที่คนเขียนก็ต้องเค้นคั้น เพ่งคิด เพ่งนึก เพื่อที่จะเขียนมันออกมา ดังนั้นการเผยแพร่สัจธรรมด้วยการเขียนนั้น มันมีความเป็นไปได้สูงว่า การเผยแพร่ตั้งแต่ต้นทางไปปลายทางจะผิดสัจธรรมที่เน้นให้คลายตัวมันเอง ท่านจึงไม่แนะนำให้เขียน เพราะมันจะไปต้องตั้งกันมากเกินไป ทำให้เป็นการเจริญในขันธ์ขึ้นมาอีก ประกอบกับปัจจัยอื่นคือ กำแพงภาษา เพราะภาษาเขียนกับภาษาพูดนั้นไม่เหมือนกัน ไม่เชื่อไปอ่านหนังสือแนววิปัสสนาของนักเขียนบางท่านสิ อ่านแล้วหลอนจนหลงทางวนเวียนอยู่ในภาษาสวยๆหรือศัพท์เทคนิคนั่นแหละ

นี่คือการขยายความคำแนะนำของหลวงพ่อฯ

และผมก็ฝ่าฝืนคำแนะนำของหลวงพ่อฯแบบเต็มๆครับ

ทำไมผมจึงดันทุรังเขียน?

ข้อแรกคือ ผมไม่อยากพูดสัจธรรมอัดเสียงตัวเองลงไฟล์ แล้วโหลดขึ้นเว็บแข่งกับหลวงพ่อท่าน เพราะเทศนาธรรมของหลวงพ่อฯนั้นสุดยอดอยู่แล้ว ผมมีมาถึงตรงนี้ได้ก็เพราะหลวงพ่อครับ เทศนาธรรมของท่านถือเป็นที่สุดอยู่แล้ว อยู่แล้ว อยู่แล้ว(echo) อีกเหตุผลหนึ่งคือ ผมเป็นคนพูดเร็วมาก หากไม่มีคู่สนทนา ปล่อยให้พูดคนเดียว ลิ้นมันจะพันกัน แล้วน้ำลายจะแตกฟองครับ เพราะโดยพื้นฐานแล้วผมค่อนข้างไฮเปอร์ คิดเร็ว พูดเร็ว แต่ทำช้า(ฮา) ซึ่งถ้าผมพูดสัจธรรมลงไฟล์เสียง มันคงจบในห้านาทีแทนที่จะสิบห้านาที (ผมเคยจัดรายการวิทยุวิปัสสนาเด็กมาพักหนึ่งครับ ทรมานมากที่ต้องพูดคนเดียวเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม คนฟังก็ทรมานไปด้วยและติงว่าผมพูดรัวมากๆ)

ข้อสอง ผมถนัดเขียนครับ ผมเขียนบล็อกมาทั้งสิ้นเกือบๆ 3 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้เคยเขียนวิจารณ์หนังบ้าง(สมัครเล่นนะครับ ได้ลงหนังสือบ้าง ไม่ได้บ้าง) จากประสบการณ์ทั้งหมดในการเขียนโดยที่ไม่เคยเรียนด้านการเขียนอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ยกเว้นการเขียนบทภาพยนตร์ที่ผมเคยลงเรียนคอร์สสั้นๆ เพราะผมสนใจด้านภาพยนตร์มากจนไปเรียนมสธ.เพิ่มในสาขานิเทศศาสตร์ และสนใจเรื่องศิลปะการสื่อสาร และจิตวิทยาการสื่อสารมาโดยตลอด ทำให้ถึงวันหนึ่ง เทคนิคการเขียนมันเลือนหายไป เพราะมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของผมไปแล้ว ดังนั้นเวลาผมสื่อสารไปยังปลายทาง มันจึงเหลือแต่ผู้ส่งสารยิงไปที่ผู้รับสารโดยตรง โดยปราศจากกำแพงภาษามากั้น เรียกว่าถ้าผมเล็งยิงที่กลุ่มไหนก็พลาดยากครับ เพราะผมไม่ใช่เจ้าเทคนิคเรื่องการใช้ภาษาเพื่อสร้างจินตนาการหรือต่อให้คนอ่านคิดครับ ผมเป็นประเภทยิงปุ๊บ เข้าใจปั๊บ จบเดี๋ยวนั้น ตรงนั้น ไม่ต้องคิดต่อ ไม่ต้องตั้งท่าลีลาเยอะ ซึ่งข้อนี้ มีบก.สำนักพิมพ์และผู้ช่วยบก.ที่เคยอ่านงานของผมยืนยันได้ และสไตล์ผมเขียนเหมือนพูดครับ ซึ่งถ้าหากเจอผมตัวจริงที่วัดก็จะพูดประมาณนี้แหละ ไม่ผิดไปจากนี้เลย คือเป็นคนไม่มีนอก ไม่มีใน ไม่มีความลับกับใคร

ข้อสาม ผมพิมพ์เร็วมากครับ เรียกว่าพิมพ์แบบพรมนิ้วได้เลย พรึ่บๆ เพราะฝึกมานาน พิมพ์มานาน ทำให้แทบไม่มีการหน่วงเวลาในระหว่างที่พิมพ์ไปกลั่นกรองไปครับ คือพิมพ์ได้ช้ากว่าพูดไม่มากนัก ดังนั้นขั้นตอนการสื่อสารจากต้นทางมันก็ไม่ติดขัดข้องคาอะไรอยู่แล้ว ใครที่เคยแช็ตกับผมคงจะงงว่าทำไมพิมพ์เร็วจัง และคนที่เคยอ่านงานของผมก็คงจะสัมผัสได้ถึงความลื่นไหลในการเขียนด้วยตัวเองกันมาแล้ว อีกอย่างคือหากวันไหนติดขัดข้องคาอะไร ผมจะไม่เขียนครับ ผมจะปล่อยให้สัจธรรมไหลออกมาเอง ผมเป็นเพียงผู้เรียบเรียงเนื้อหาตรงนั้นให้ออกมาเป็นรูปบทความ ขัดเกลาให้ลื่นไหล อธิบายให้ชัดเจน ทำให้ตั้งแต่เขียนสัจธรรมมา ไม่มีครั้งใดเลยที่เขียนแล้วติดขัด อึดอัด ข้องคาอยู่ข้างใน ตรงกันข้าม ส่วนใหญ่พอผมเขียนเสร็จมันก็โล่งโพล่งเหมือนกับยิ่งสื่อสารสัจธรรมก็จะยิ่งล้างข้างในแบบที่หลวงพ่อบอกเลย

ข้อสี่ ผมจะอ่านบทความที่เขียนก่อนหนึ่งรอบ เพื่อดูปฏิกิริยาของตัวเองเมื่ออ่านจบ หากอ่านแล้วติดขัดข้องคาตรงไหนผมจะแก้ไข หากอ่านแล้วผมคลายผมก็จะปล่อยขึ้นเว็บครับ

ข้อห้า สื่อการเขียนเผยแพร่ได้เร็วกว่าในอินเตอร์เน็ต เพราะโดยธรรมชาติของคนเล่นเน็ตชอบใช้สายตามากกว่าหู และค้นหาผ่านเสิร์ชเอนจินได้ง่ายกว่าไฟล์เสียง ดังนั้นในเมื่อคนเหล่านี้อ่านเว็บอยู่ทุกวันแล้ว ทักษะการอ่านจึงมีมากเป็นธรรมดาอยู่แล้ว และบทความที่ผมเขียนนั้น มันก็อ่านง่ายอยู่แล้ว

ข้อหก ผมเป็นคนอ่านหนังสือมามาก หลากหลายแนว จนเข้าใจถ่องแท้ได้ว่า แค่เว้นวรรคนิดเดียว คนเขียนหมายถึงอะไร คนเขียนวางโครงสร้างประโยคแบบนี้ต้องการสื่ออะไร หรือต้องการบังคับหรือตะล่อมให้คนอ่านรู้สึกอย่างไร เนื้อหาตรงนี้เป็นน้ำ ตรงนี้เป็นเนื้อ ตรงนี้ถูกตัดต่อแก้ไข ตรงนี้ไม่เนียน ต้องนี้หลอกรับประทานคนอ่านนี่หว่า ยิ่งถ้าเวลาผมอ่านสิ่งที่คนอื่นเขียน ผมไม่ได้อ่านแค่ความหมายในประโยคนั้นครับ มันเห็นไปถึงทักษะการสื่อสาร อารมณ์ ที่ซ่อนอยู่ระหว่างตัวอักษรด้วย ประกอบกับการที่ผมเสพสื่อมามาก(โดยเฉพาะหนังนี่ดูมากจริงๆ เพราะชอบ) ทำสื่อมาก็พอควร ทำให้มันมาเชื่อมโยงรวมกันเองกลายเป็นทักษะการสื่อสารที่ผมสามารถอ่านได้ทุกๆอย่างตั้งแต่กิริยา ท่าทาง การพูด การเขียน การอ่านของคนๆหนึ่ง ซึ่งอันนี้ไม่ใช่อภิญญานะครับ มันเป็นไปเองตามการหล่อหลอมจากสิ่งที่ผมทำมาตลอดหลายปีหลังนี้

เหตุผลทั้งหมดนี้เองครับที่ทำให้ผมกล้าที่จะฝ่าฝืนคำแนะนำ(หรือคำสั่ง)ของหลวงพ่อฯ มาเขียนสัจธรรมให้อ่านกัน และสไตล์การเขียนที่ดุดัน ดุเดือดนี้ก็เป็นไปเองนะครับ เขียนทีไรเป็นแบบนี้ทุกทีแก้ไขไม่ได้ บางครั้งก็รู้สึกเหมือนกันว่า ตัวเองเป็นนักเขียนที่ไม่มีมารยาทเท่าไหร่ เพราะตัวจริงผมเป็นคนพูดตรงมากๆจนแทบไม่มีใครคบอยู่แล้วครับ ข้อสำคัญคือโกหกไม่เป็นครับ สร้างภาพไม่เก่ง โกหกทีไรโดนจับได้ทุกที ก็เลยพูดตรงๆมันซะเลยจะได้ไม่ต้องปั้นหน้าเวลาไปพบผู้คน

ที่จริงผมไม่ต้องอธิบายตรงนี้ก็ได้ แค่พูดสัจธรรมอย่างเดียวก็พอ แต่เพื่อให้หายสงสัยว่าทำไมผมจึงต้องเบรคหรือแนะนำบางท่านที่เขียนสัจธรรมแล้วมันไม่เป็นสัจธรรม หรือเขียนสัจธรรมจากการนึกคิดปรุงแต่ง จากความเข้าใจเชิงตรรกะ บีบเค้นเอาความถูกต้องในสัจธรรมจากการต้องตั้งในเนื้อหาเพียงอย่างเดียว จนสัจธรรมนั้นไร้พลังในการคลี่คลายคนอื่น ไม่ได้เกิดจากการคลี่คลายจากภายในเองจริงๆ

อย่างที่ผมอธิบายมาพอสมควรแล้วนั่นแหละครับ ไม่ต้องรีบร้อนในการเผยแพร่สัจธรรม คลี่คลายตัวเองให้ได้ก่อน เดี๋ยวจะเข้าถึงปัญญาตรัสรู้เองโดยไม่ต้องนึก ไม่ต้องคิดให้เป็นภาระอีกต่อไป เดี๋ยวมันจะตรงๆไปเอง

ผลที่เกิดขึ้นกับคนที่เข้ามาอ่านสัจธรรมในเว็บแห่งนี้ ที่ผมได้รับรู้จากแม่ชีเล็กก็คือ คนที่เข้ามาเว็บนั้น เข้าใจสัจธรรมตรงครับ หลวงพ่อท่านก็บอกกับผมต่อหน้าทุกๆคนที่อยู่ตรงลานธรรมหนึ่งเองด้วยว่าเว็บไซต์ช่วยท่านได้มากครับ รอดพ้นจากการถูกท่านเตะเพราะฝ่าฝืนคำแนะนำมาได้อย่างหวุดหวิด(ฮา)

และนี่เป็นเหตุให้ทุกๆท่านก็ต้องทนอ่านสัจธรรมที่ผมเขียนต่อไปอีกจนกว่าผมจะหมดไส้หมดพุงหรือทุกคนเลิกสนับสนุนครับ (ฮาอีกดอก)

No comments:

Post a Comment