Tuesday, February 5, 2013

"ดี" แล้วจ้ะที่รัก

ถ้าทุกคนในโลกเป็นคนดีกันหมด โลกนี้คงจะน่าอยู่

นี่คงเป็นความคิดที่มีอยู่ในทุกคน

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนในโลกล้วนแต่คิดว่าตัวเองเป็นคนดีอยู่แล้ว ไม่มีใครคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่ดีแม้แต่คนเดียว

ตัวเราเองก็คิดว่าเราดี
คนที่เราคิดว่าเขาเลว เขาก็คิดว่าตัวเองดี
คนบ้าก็คิดว่าตัวเองดี
ฆาตกรโรคจิตก็คิดว่าตัวเองดี

ดีของแต่ละคนนั้นมันก็ไม่เหมือนกัน มันก็ดีไปตามทิฏฐิของตนทั้งนั้น เพราะความดีจริงๆนั้นไม่มีมาตรฐานกลางอะไรเลย ความดีมีได้ก็เพราะอ้างอิงกับความเลว ความดีมีได้เพราะอ้างอิงตัณหาของตนเอง คือชอบก็ดี ไม่ชอบก็เลว แม้แต่ผู้ที่อยู่ในศีลในธรรมก็ไม่เว้น เป็นเหมือนกันหมด รักดี เกลียดเลวเหมือนกันหมด ด้วยเหตุนี้เองก็จะไม่มีใครได้พบกับสันติสุขที่แท้จริงจากการเป็นคนดี เพราะพื้นฐานของความดีก็อยู่ที่ตัณหาทั้งนั้น

เมื่อความดีมีพื้นฐานจากตัณหาแล้ว อะไรๆก็เกิดขึ้นได้

คนที่คิดว่าตนเองดี เห็นว่าตนเอง "ดีกว่า" คนอื่น
คนที่คิดว่าตนเองดี เห็นว่าเราเหมาะสมที่จะทำอะไรๆมากกว่าคนอื่น
คนที่คิดว่าตนเองดี เห็นว่าคนอื่นยังดีไม่เท่าเรา
คนที่คิดว่าตนเองดี เห็นว่าคนอื่นยังดีไม่พอ
มันก็เลยมักจะเกิดเหตุการณ์ "คนชนคน" ทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่บ่อยๆ ก็เพราะว่าแต่ละคนคิดว่าตัวเองดีนั่นแหละ ก็คิดเอาเองทั้งนั้น

ทั้งหมดนี้ก็เกิดจากความเป็น "คนอยากดี" เรียกว่ามีตัณหาในความดีนั่นแหละ ซึ่งมันต่างไปจากคนที่ดีโดยธรรมชาติของเขาเอง ดีแบบไม่ต้องดิ้นรนว่าจะดี ดีแบบไม่ต้องดีตามใจใคร ดีแบบไม่เอาอะไร ไม่หวังผลอะไร เพราะไม่อะไรกับความดีนั้น อย่านี้เรียกว่าดีจริง และถ้าไปถามคนพวกนี้จริงๆ เขาก็ไม่ได้คิดว่าเขาทำดีอะไรด้วยซ้ำ เพราะเขาก็ทำไปตามธรรมชาติของเขาเอง ทำไปเปล่าๆอย่างนั้น อย่างนี้เรียกว่าดีแต่ไม่ติดดี  ดีนอกเหนือดี จะดีก็ได้ไม่ดีก็ได้ ขึ้นอยู่กับทิฏฐิคนมองไม่ได้ไปสนใจให้ค่าอะไรด้วยซ้ำ ดีอย่างนี้พ้นทุกข์ครับ

ก็เพียงแค่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น มันก็ดีพอแล้ว ไม่ต้องไปดีมากดีน้อยอะไรอีกหรอก ไม่ใช่ว่าคนนี้ดีกว่าคนนี้อะไร ตัณหาทั้งนั้น

ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ที่คิดว่าตนเองเป็นคนดีนั้นเป็นเพียงคนที่ "อยากจะดี" ต่างหาก คือทำดีเพื่อที่จะได้ผลอะไรตอบแทนสักนิดสักหน่อย มีเพื่อนมากขึ้นก็ยังดี มีคนชื่นชมก็ชอบ มีคนสนใจก็เจ๋ง มีคนเคารพนับถือยิ่งดีใหญ่ มีชื่อเสียงขึ้นมา..อันนี้ดีมากๆ คือมัน "อยากดี" เพราะมีผลตอบแทน อย่างนี้เรียกว่า ไม่ได้ "ดีจริง" แต่มัน "ดีโดยตัณหา" วันหนึ่งเสียผลประโยชน์จากความดีขึ้นมา มันก็จะกลับไปเป็น "คนไม่ดี" อีกเป็นการประชด หรือไม่ก็โอดโอยจับความดีที่ "ผ่านไปแล้ว" ของตนเองเป็นตัวประกันว่า ทำไมทำดีแล้วไม่ได้ดี...นั่น หวังผลนี่หว่า ยึดนี่หว่า อย่างนี้ดีแล้วก็ยังทุกข์ ไม่ต้องไปโทษใครหรอก โทษตัวเองนั่นแหละ ก็ขึ้นชื่อว่าตัณหาแล้วมันก็มีผลลัพธ์เพียงสองอย่างคือสมหวังกับผิดหวัง มันก็ตกที่นั่งทุกข์อยู่ตลอดนั่นแหละ

ยิ่งคนที่ชอบขู่คนอื่นว่าถ้าไม่เพียรเร่งทำความดี เดี๋ยวจะต้องตายในภัยพิบัติก็เหมือนกัน มันก็เป็นตัณหาความอยากรอดชีวิต มันเลยเร่งทำดีเพื่อหวังจะรอดชีวิต บางคนฟังแล้วทำตามเหมือนคนบ้า เครียดว่าตัวเองจะไม่ดีพอ ทุกข์เกิดทันที แทนที่จะพูดให้ปลง อย่ายึดติด กลับไปเร่งให้ยึดดีเข้าไปอีก กลายเป็นอกุศลในกุศลอีก อย่างนี้คนพูดอาจจะไม่รอดเองด้วยซ้ำ ไม่มีใครรู้หรอกว่าใครจะรอดไม่รอด ก็ปลงเลย ช่างมันเลย อะไรจะเกิดก็อย่าไปยึดติด จะรอดหรือไม่รอดก็ช่างมัน ให้มันพ้นไปจากความยึดติดทุกอย่าง นั่นแหละรอดจริง รอดพ้นจากทุกข์จริง สงบสุขจริง ดีจริง ดีแบบไม่ต้องไปอ้างอิงกับอะไรหรือกับใคร

ก็ให้มันดีแบบไม่ต้องอะไรกับดีนั่นแหละ ดีแบบไม่ต้องหวังดี ดีแบบไม่ต้องเผื่อดี ดีแบบไม่ต้องเพื่อดี ดีแบบไม่ต้องดีกว่าอะไร ความขัดแย้งมันก็จะหมดไปเอง โลกมันจะสงบสุขไปเอง

โลกทั้งหมดวุ่นว่ายเพราะตัณหาครับ ไม่ได้วุ่นวายเพราะคนไม่ดี เพราะคนที่ไม่ดีก็คือคนที่อยากจะดีแต่มัน"ไม่ดีพอ" นั่นเอง สิ่งนี้คือสิ่งที่คนทั่วโลกเข้าใจกันผิดหมด หมดตัณหาโลกก็หมดความวุ่นวายไปเอง

ก็ถ้าจะดีก็ให้มันดีแบบไม่ยึดติดในดีนั้น เมื่อไม่ยึดติดดี เราก็จะไม่คิดว่าตัวเราดี หรือยึดว่าความดีนั้นคือตัวตนของเรา ถ้าปลงจิตปลงใจได้แบบนี้ ต่อให้ใครมาให้ร้ายเรายังไงมันก็ไม่ทุกข์หรอกครับ

No comments:

Post a Comment