Tuesday, February 5, 2013

จะดีหรือจะบ้าก็มายาพอกัน

ในโลกของอินเตอร์เน็ตนั้น คนๆหนึ่งสามารถที่จะมีหลายๆ account ในการเข้าไปใช้งานในเว็บหนึ่งๆได้ เรียกว่ามายากันสุดๆไปเลยเพราะไม่เห็นหน้าค่าตา จะสร้างตัวละครแต่ละตัวให้มีบุคลิกลักษณะยังไงก็ได้เต็มที่ อันหนึ่งอาจจะให้เป็นพวกตีหัวหมาด่าแม่คน อีกอันหนึ่งอาจจะเล่นบทเห็นใจก็ได้

จริงๆแล้วไม่ใช่แค่ในอินเตอร์เน็ตหรอกครับที่มายากันสุดๆ โลกจริงก็มายาเหมือนกัน

เคยเห็นคนบ้าไหมครับ
เคยสงสัยไหมว่าทำไมคนบ้าถึงได้คิดว่าสิ่งที่ตนเองเห็น ตนเองได้ยินเป็นจริงไปเสียหมด

ความมีอยู่ของคนบ้านั้นแสดงให้เห็นว่าผัสสะอายตนะทั้งหลายที่เรามีที่เราใช้กันอยู่นั้นล้วนเป็นมายาทั้งนั้น แค่เห็นก็ถูกหลอกแล้ว แค่ได้ยินก็ถูกหลอกแล้ว แค่คิดก็หลงไปแล้ว แค่สัมผัสก็หลงไปแล้ว

ก็คนบ้าน่ะเขาก็เห็น เขาได้ยินของเขานะครับ เพียงแต่สิ่งที่ เขาเห็น เขาได้ยิน เขาสัมผัสมันอ้างอิงกับคนหมู่มากเท่านั้น ก็เลยถูกตีตราว่าบ้า

หรือเอาง่ายๆคนดีๆที่เดินสวนกันไปสวนกันมานี่แหละ หลายคนที่ผมเคยคุย พอเวลาคุยก็อยู่แต่ในโลกของตัวเอง คุยกันก็เข้าใจไปในแบบของตนเอง อ้างอิงจากประสบการณ์ของตัวเอง ถามว่าผิดไหม มันไม่มีอะไรผิดหรอกครับ เพราะทุกอย่างมันก็คุยกันอยู่บนทิฏฐิ ความเห็นความหมาย ซึ่งเป็นระบบอ้างอิงเท่านั้น ไม่มีอะไรเป็นจริงแม้แต่นิดเดียว

พูดง่ายๆคือ ไม่ว่าจะคนดีหรือคนบ้า คนเลว ก็มายาพอกัน หลงวนอยู่ในมายาเท่าเทียมกัน วันนี้ดีได้ วันหน้าก็บ้าได้ เอาสิ

มี "ความดี" ขึ้นมาได้ก็เพราะความหลง มี "ความเลว" ขึ้นมาได้ก็เพราะความหลง แล้วมันจะมีอะไรจริงเล่านอกจากสัจธรรม

หรือลองไปถามคนที่เราคิดว่าเลวๆสิครับ เขาก็ไม่คิดว่าตัวเองเลวหรอก เพราะต่างคนต่างก็มีเหตุผลให้ตัวเองดีทั้งนั้น ที่เราบอกว่าคนนี้ดี คนนี้เลวก็เพราะทิฏฐิของตัวเองทั้งนั้น เรียกอีกอย่างว่าวิ่งไล่งับหางตัวเองนั่นแหละ

คนที่เลวแล้วมองว่าตัวเองดีก็ทิฏฐิอีกเหมือนกัน พูดง่ายๆคือคิดอย่างไร มองโลกอย่างไร มันก็เห็นตัวเองเป็นแบบนั้นนั่นแหละครับ กูถูกซะอย่างใครจะทำไม

เอ้า...ไหนใครว่าแฟนของตัวเองสวยบ้าง ยกมือ
ไหนใครว่าแฟนของตัวเองจู้จี้ขี้บ่นบ้าง ยกมือ

คนที่ว่าแฟนของตัวเองสวยนั่นก็เพราะกำลังอยู่ในความรักครับ
คนที่ว่าแฟนของตัวเองจู้จี้ขี้บ่นก็เพราะว่ามันหมดช่วงโปรโมชั่นวันแห่งความรักไปแล้ว

เห็นไหมครับ คนๆเดียวกันแท้ๆ ก็แค่ทิฏฐิของเรานั่นแหละที่เข้าไปยึดบ้าง เปลี่ยนบ้าง ชอบบ้าง ชังบ้าง แล้วก็เอาแต่โทษนั่นโทษนี่ ตัวเองเป็นขี้เรื้อนแล้วก็เที่ยวตู่ว่าคนอื่นก็คันเหมือนกันหมด มนุษย์ก็เลยหลงทะเลทิฏฐิ แก้ปัญหาด้วยทิฏฐิ โดยไม่มีพื้นฐานของความเป็นจริงแห่งสัจธรรมรองรับแม้แต่น้อย ปัญหาทุกอย่างในโลกมันก็เลยไม่จบเสียที พอแก้ปัญหาแล้วทิฏฐิเปลี่ยนอีกปัญหาก็เกิดอีก

ก็เพราะว่าปัญหาทุกอย่างนั้นมันเริ่มจาก "ตัวกู" นี่แหละ สรรพสิ่งอื่นๆมันไม่มีปัญหาอะไรหรอก ไม่เห็นต้นไม้มันจะมีปัญหากับโลกร้อนที่ไหนเลย มีแต่เรานั่นแหละที่เข้าไปมีปัญหากับสรรพสิ่งเสียเอง สาละวนว่ามันเป็นปัญหาเสียเอง โลกนี้จึงมีคนที่มุ่งแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเพียงอย่างเดียว แล้วมันจะจบไหมเล่า?

มันก็ไม่จบ

ไม่ว่าจะดีจะเลว จะแย่แค่ไหน ใครจะเป็นอะไรก็ไม่ใช่ปัญหาครับ ก็แค่อย่ามี "เรา" เข้าไปมีปัญหากับ "ใคร" ก็จบ เพราะทุกอย่างมันก็มายาอยู่แล้ว หลงละเมอกันไปเองอยู่แล้ว แล้วจะเอาอะไรกับใครอีก แล้วจะถือสาหาความจากใครอีก

นี่คือเหตุผลที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตสอนให้เราอโหสิให้กับทุกสรรพสัตว์ สรรพชีวิตครับ เพราะสรรพสัตว์นั้นล้วนดำเนินไปด้วยความหลงว่ามี หลงว่าเป็นทั้งนั้น แม้แต่คนที่เข้ามาปฏิฆะท่าน ปฏิฆะวัด หรือปฏิฆะเว็บไซต์ก็อโหสิให้หมด เพราะทุกอย่างที่เข้ามากระทบก็ล้วนดำเนินไปด้วยทิฏฐิความหลงทั้งนั้น ซึ่งไม่มีความหมายใดๆอยู่แล้วในเนื้อหาสัจธรรม

ก็ห้นอกเหนือทิฏฐิทุกอย่างไปเลยมันก็ไม่มีอะไรเป็นปัญหาแล้วครับ

No comments:

Post a Comment