Friday, February 8, 2013

ไม่ต้องเผื่อเลือก

คงจะเคยได้ยิน ได้อ่าน ปัจฉิมพุทธโอวาท ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก่อนจะปรินิพพานว่า

" ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิดฯ "

ว่าแล้วนักปฏิบัติที่ได้อ่านได้ฟังก็หูผึ่งฮึกเหิม พากเพียรขึ้นมาทันที ว่าแล้วก็รีบลุยถั่วปฏิบัติกันเป็นทิวแถว กลัวว่าตัวเองจะประมาท หารู้ไม่ว่ายิ่งทำนั่นแหละยิ่งโคตรประมาทเลย ประมาทไปชาติหน้าเรื่อย เพราะยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งเป็นกรรม

ผมยกอีกสักตัวอย่างหนึ่ง ที่อาจจะดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน แต่เชื่อเหอะ เกี่ยวยิ่งกว่าตะขอกางเกงเสียอีก

ในโลกนี้มีคนอยู่สองประเภทคือ คนสูบบุหรี่ กับคนไม่สูบบุหรี่ ส่วนไอ้คนที่กำลังจะเลิกน่ะ มันก็ยังสูบอยู่ และยังนับว่าเป็นคนสูบบุหรี่อยู่ ไม่ใช่คนไม่สูบบุหรี่ ดังนั้นโลกนี้จึงมีคนเพียงสองประเภทคือสูบ กับ ไม่สูบ ชัดมะ

ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าพบสัจธรรมแท้แล้ว ยังเก้ๆกังๆ ยังเผื่อทางหนีทีไล่เอาไว้ในสังสารวัฏ กลัวลำบาก กลัวหมดอนาคตทางโลก กลัวๆๆๆ ก็ยังทิ้งเชื้อความเป็นสัตว์อยู่ ยังประมาทอยู่ ยังว่ายวนในสังสารวัฏอยู่ เพราะความประมาทที่พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสถึงนั้น ไม่ใช่การสอนเราให้ระวังตัว ระวังชีวิต หรือสอนให้ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า แต่สอนให้เราทิ้งความเป็นสัตว์ในตัวเสีย เพราะสังสารวัฏทั้งหมดนั้นคือทุกข์ล้วนๆ ทุกอย่างที่มีขึ้นเป็นขึ้นมาเป็นเพียงมายา เป็นเพียงการละเมอฝันไปเองทั้งนั้น ถ้ายังไม่ทิ้งความวกวน มันก็กลัวไปเรื่อยนั่นแหละ

ความไม่ประมาทที่พระพุทธเจ้าทรงหมายความถึงคือการไม่เผื่อทางเลือกใดๆเอาไว้ให้สังสารวัฏแม้แต่นิดเดียว ต้องเด็ดขาด อย่าอาลัยอาวรณ์ อย่าอ้อยอิ่ง เพราะถ้าเผื่อไว้แม้แต่น้อย มันก็จะไปเหมือนคนที่พยายามจะเลิกสูบบุหรี่นั่นแหละ คือมันก็ยังเป็นสังสารวัฏอยู่ ไม่จบคือไม่จบ ไม่ใช่ว่ากำลังจะจบ รออีกนิดนึงนะหลวงพ่อ (ฮา) ทิ้งเชื้อไว้นิดเดียวมันต่อภพต่อชาติไปไกลชนิดไม่ได้ร้องขอ ดังนั้นอย่าให้อนาคตกับความเป็นสัตว์แม้แต่นิดเดียว

แล้วที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดานั้น สังขารทั้งหลายพระองค์ท่านหมายถึงสิ่งทั้งหลายทั้งปวงในโลกธาตุ ในสังสารวัฏ (ไม่ใช่แค่กายอย่างเดียว แบบที่ปุถุชนเข้าใจ) มันอนิจจังอยู่แล้ว มันเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่แล้วไม่มีเว้น ถ้ายังขืนไปยึดมันอยู่ มันก็เข้าข่ายความประมาทที่พระองค์ทรงว่าเอาไว้เป๊ะๆ ดังนั้นความไม่ประมาทแห่งองค์พุทธะจึงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากการปลงขันธ์เสีย ละเสีย เพราะธาตุขันธ์นั้นก็เป็นเพียงที่ชุมนุมแห่งธาตุและสภาวะชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น จะไปยึดเป็นตัวเรา ตัวเขาไม่ได้เลย ที่ยึดก็เพราะการหลงเข้าไปยึดตัวเดียวนั่นแหละ

การออกจากความเป็นสัตว์นั้นไม่ใช่ไปเจริญความเป็นสัตว์ เพราะกายนี้ ใจนี้ ที่ถูกโมหะหรือความหลงครอบงำนี้ ล้วนเป็นแต่เครื่องมือต่อกรรม ต่อภพต่อชาติ ต่อความเป็นสัตว์ทั้งนั้น การเข้าไปทำ เข้าไปปฏิบัติ เข้าไปเจริญ จึงไม่ถูกต้อง ทำอะไรขึ้นมานิดหนึ่ง แม้แต่ขณะจิตหนึ่ง ก็เลยเถิดไปแล้วถึงชาติไหนๆก็ไม่รู้ คือมันมีเบื้องหน้าตลอด

ถ้ายังเผื่อเลือก มันก็มีอนาคตตลอด มีอนาคตให้เหลือเฟือทุกภพทุกชาติ นับชาติไม่ถ้วน แต่ที่สุดแล้วมันก็เป็นอนาคตที่เหมือนๆกับที่เราเคยผ่านๆมาทั้งหมดทั้งสิ้นนั่นแหละ

ถึงได้มีสำนวนว่า "กงกรรมกงเกวียน" ไง ก็เพราะมันตอกย้ำซ้ำๆอยู่ทุกภพทุกชาตินั่นเอง

ทีนี้จะเผื่อเลือกอีกไหม?

No comments:

Post a Comment