Monday, February 11, 2013

นิพพานก่อนนอน (สำหรับเบบี๋ทางธรรม)

นิพพานคืออะไร?

ช่างเป็นคำถามที่ตรงเปรี้ยงและตอบยากจริงๆ(สำหรับคนอื่นนะ..ฮา) เพราะนิพพานนั้นพ้นไปจากสมมติบัญญัติที่ใช้ๆกันอยู่ในโลกนี้ แต่เราสามารถเลียบๆเคียงๆเอากับกฏไตรลักษณ์ได้ว่านิพพานคืออะไร ซึ่งกฏไตรลักษณ์นี้เองที่บ่งบอกเป็นนัย หรือเป็นรหัสนัยแห่งพระนิพพาน

กฏไตรลักษณ์ คือกฏแห่งธรรมชาติที่เป็นจริงอยู่ตลอดไม่มีว่างเว้น เป็นสัจจะที่เป็นจริงนิรันดรไม่ว่าจะเวลาไหน ซึ่งมีอยู่ 3 ข้อคือ

อนิจจัง คือ ความไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ทุกขัง คือ ความเสื่อมไปโดยตัวมันเอง
อนัตตา คือ ความที่ไม่มีอะไรเป็นตัวตนจริง

ด้วยกฏอันเป็นสัจจนิรันดรทั้ง 3 ข้อนี้เอง บ่งบอกให้เรารู้ว่า นิพพานไม่ใช่อะไรสักอย่างเดียว และถ้าหากนำสัจธรรมที่พระพุทธเจ้าประกาศมาแปลให้เข้าใจง่ายๆจะได้ว่า เราท่านทั้งหลายนั้นไม่มีตัวตนจริง เป็นเพียงภาพมายาล้วนๆ ดังนั้นก็จงปลงกายปลงใจทิ้งเสีย แล้วเดี๋ยวจะตื่นออกจากความเป็นมายานั้นจนเนื้อหาเดิมแท้ที่นิพพานอยู่แล้วปรากฏขึ้นเอง

ถามต่อว่าสภาวะนิพพานเป็นอย่างไร?

ต้องบอกก่อนว่านิพพานนั้นไม่ใช่แม้แต่สภาวะใดสักอย่างเดียว พ้นไปจากคำว่าใช่หรือไม่ใช่ เป็นหรือไม่เป็น ถ้าอธิบายว่านิพพานเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แบบนั้นมั่วแล้วครับ อุปาทานเอาเอง

ผมจะอธิบายเรื่องนิพพานผ่านสถานะของความเป็นน้ำก็แล้วกัน

น้ำนั้นมีหลายสถานะ เป็นของเหลวก็ได้ เป็นไอก็ได้ เป็นน้ำแข็งก็ได้ จะปนเปื้อนหรือบริสุทธิ์ก็ได้ ถามว่าในสถานะต่างๆนั้น น้ำมันอึดอัดขัดเคืองที่ต้องเป็นอะไรๆตามอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมหรือไม่?

น้ำไม่มีตัวตนที่จะอึดอัดกับสถานะใด เพราะมันไม่มีตัวตนซ้อนลงไปในธาตุน้ำนั้นๆ และทุกสภาวะที่น้ำเป็นนั้นก็เป็นเพียงชั่วคราวตามแต่สภาพแวดล้อมจะนำพาไป ไม่ว่าจะใส่ EM ball ลงไปกี่ลูกน้องน้ำก็ไม่สะท้านอยู่แล้ว 555

สภาวะต่างๆที่น้ำเป็นไม่ว่าของเหลว ของแข็ง ไอน้ำมันก็เสื่อมลงไปเองโดยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป จากน้ำแข็งที่ละลายกลายเป็นน้ำ จากน้ำที่ระเหยกลายเป็นไอ จากไอน้ำกลั่นตัวกลับมาเป็นน้ำ จากน้ำกลายเป็นน้ำแข็งอีก การเปลี่ยนสถานะเหล่านี้ไม่มีใครหรืออะไรเข้าไปยึดธาตุน้ำว่าเป็นตัวเอง น้ำไม่ได้ยึดว่ามันคือน้ำ และบัญญัติที่เราเรียกมันว่าน้ำ มันก็ไม่ได้รับรูอะไรด้วย มันจึงไม่มีความเป็นอะไร มันจึงไม่ขัดแย้งกับอะไร มันจึงไม่อึดอัดขัดเคืองกับอะไร แบบนี้เรียกว่าธาตุนิพพานครับ มันนิพพานอยู่แล้วตลอด

ทีนี้พอมาดูที่มนุษย์บ้าง มนุษย์นั้นมีแต่ความอึดอัดขัดเคืองในสภาพแวดล้อมต่างๆที่บีบคั้นตลอดเวลา จริงๆแล้วทุกอย่างในกายในใจมนุษย์แม้กระทั่งสภาวะอารมณ์มันก็เหมือนน้ำนั่นแหละครับ มันเปลี่ยนแปลงตลอด เสื่อมไปตลอด และไม่เป็นตัวตนจริงๆอยู่แล้วตลอด แต่เมื่อมีคำว่า "เรา" ขึ้นมา มีชื่อมีนามสกุลขึ้นมา กายนี้ใจนี้มันเลยมี "เรา" มีนายนั่น นางสาวนี่ คุณหมอนั่น ด็อกเตอร์นี่ ไปหลงยึดมันเป็นเจ้าของ พอมันเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของมันตามปกติก็ไม่พอใจ พอมันเสื่อมลงก็ทุกข์

ซึ่งไอ้ความเป็น "เรา" นี้เองที่มันขัดแย้งกับธรรมชาติที่มัน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้วตลอด เพราะ "เรา" มันชอบที่จะสุขสบายอยู่ยืนยงแบบนิรันดร โดยไม่รู้ความจริง 3 ข้อดังกล่าว หรือรู้ก็เพิกเฉย ดิ้นรนสู้เพื่อดำรง "ตัวเอง" ต่อไป

ด้วยเหตุนี้ความเป็น "ตัวเรา" มันก็คือส่วนเกินของธรรมชาติ ส่วนเกินของความธรรมดา และอะไรก็ตามที่ฝืนธรรมชาติ ธรรมดา มันก็ไม่เคยพอดีโดยตัวมันเองอยู่แล้ว มันก็เลยทุกข์ไง

ก็สรุปได้เลยว่า ไม่ต้องไปแสวงหาความสุขที่ไหนหรอก เพราะมันไม่มีจริงไม่ว่าความสุขทางโลกหรือทางธรรม ไม่ว่าจะยากดีมีจน เป็นเหมือนกันหมด ความสุข ความทุกข์เป็นเพียงภาพมายาที่ผ่านมาผ่านไปยึดเอาไม่ได้ทั้งนั้น แต่เราก็ยังวิ่งไล่ยึดหรือวิ่งหนีมันอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่นั่นเอง

ไม่เชื่อลองไปดูในประวัติศาสตร์โลกได้เลย มีใครสักคนไหม ที่เป็นสุขอมตะยั่งยืนชั่วนิรันดร์ ไม่มีแม้แต่คนเดียว

นิพพานถ้าจะอธิบายให้ง่ายก็คือความไม่หลงไปขัดแย้ง ไม่ขัดขืนฝืนใจกับสิ่งใดที่มัน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้วตลอด เมื่อไม่ขัดแย้งมันก็กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวไปกับทุกๆสิ่ง ไม่มีตัวตนของ"เรา" ขึ้นมาแบ่งแยกอะไรจากอะไร และเมื่อกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสรรพสิ่ง เมื่อนั้นก็หมดทุกข์ หมดความอึดอัดขัดเคืองในทุกๆสิ่ง

สัจธรรมแห่งองค์พุทธะนั้น เรียกง่ายๆว่าเป็นวิชาล่องหนหายตัว ไม่ใช่เอาตัวเราไปหายจากอะไรนะ แต่เป็นการสลายตัวตนไปเลย คือปลงกายปลงจิตเสีย ให้หมดตัวตนในอะไรๆ ในสภาวะใดๆ และนั่นก็คือนิพพานโดยตัวมันเองอยู่แล้ว ไม่มีใครไปขัดแย้งกับอะไรอีกต่อไป แม้กายใจจะยังดำรงอยู่ มันก็จะไม่หลงไปขัดแย้งกับสภาวะไหนแม้แต่อย่างเดียว หรือปัญหาอย่างถาวรไปเลย

ตรงข้ามกับอัตตาตัวตน อัตตาตัวตนนั้นเปรียบเสมือนน้ำแข็งที่พยายามจะเป็นน้ำแข็งอยู่ตลอดแม้อยู่ในทะเลทรายหรือหม้อต้มน้ำ ดังนั้นการที่จะคงสภาพเป็นน้ำแข็งอยู่ได้ในทุกๆที่ก็ต้องใช้พลังงานในการคงสภาพมันเอาไว้ สิ่งนี้เองที่ทำให้อัตตาตัวตนไม่ยืดหยุ่น แยกตัวออกจากสิ่งต่างๆ และหลงขัดแย้งกับสิ่งต่างๆ มีเขามีเรา มีเหลืองมีแดง เพราะความคับแคบที่เลือกเอาสภาวะใดสภาวะหนึ่งเป็นตัวตนของตัวเอง ความพยายามที่จะดำรงตัวตนที่เป็นน้ำแข็งเอาไว้นี้เองที่ทำให้เกิดทุกข์ขึ้น ทุกข์เพราะสิ่งที่ตัวเองยึดถือว่าเป็นตัวตนนั้นมันเปลี่ยนแปลงและเสื่อมไปตลอดเวลา

กายและใจเรานั้นก็อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว พอมันเปลี่ยนไป เสื่อมไป ถ้าไปยึดเอามันก็ทุกข์ ก็มันเสื่อมของมันอยู่แล้ว ไม่มีใครที่ไม่เสื่อมเลยแม้แต่คนเดียว ทัดเทียมกันหมด และก็ไม่มีใครชนะธรรมชาติได้แม้แต่คนเดียวเหมือนกัน ใครไปดึงหนังหน้ามาเดี๋ยวก็เหี่ยวได้อีก ใจเราอารมณ์ต่างๆก็ไม่ใช่อะไร ไม่ใช่ของเรา แล้วเราดิ้นรนพยายามทำอะไรกันอยู่? ในเมื่ออัตราความสำเร็จในการดำรงตัวตนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเท่ากับศูนย์ แม้แต่กายขันธ์ของพระพุทธเจ้าท่านก็ยังแสดงให้ดูเลยว่าอยู่ใต้กฏไตรลักษณ์เหมือนกัน ไม่ได้มีสิทธิพิเศษต่างจากคนอื่นๆเลย เพราะถ้าพระองค์ท่านเอาแต่แสดงธรรมอันนำให้ผู้คนรู้สึกวิเศษ เดี๋ยวก็ไปอุปาทานกันเอาอีก ท่านจึงแสดงให้เห็นความเสือมกันจะๆไปเลยว่า แม้แต่ธาตุขันธ์ขององค์ท่านก็อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเหมือนกัน

สัจธรรมน่ะ ถ้าอธิบายให้ยากมันก็ยาก อธิบายให้ง่ายมันก็ง่าย แต่ก็อธิบายได้ทุกรูปแบบแหละ ขอให้ตรงเนื้อหาแห่งความว่างจากตัวตนเอาไว้มันก็จะอธิบายได้ทุกรูปแบบโดยที่เนื้อหาไม่ผิดเพี้ยนแม้แต่นิดเดียว ขึ้นอยู่กับว่าใครติดยาก ใครติดง่าย ก็พูดกันไปตามเนื้อผ้า

No comments:

Post a Comment