Thursday, February 28, 2013

ไม่ผิดหรอกจ๊ะ...แต่มันไม่จบ

ตั้งแต่เผยแพร่สัจธรรมมาก็มีหลายคนปฏิฆะขัดเคืองว่าทำไม ต้องไปกระทบชาวบ้านเขาด้วย ก็ถ้าไม่มีอะไรผิดอะไรถูกอยู่แล้วจะเดือดร้อนไปทำไม

ธรรมะมันก็ไม่มีผิดไม่มีถูกจริงๆนั่นแหละ เพราะถ้าบอกว่าอันนี้ถูกมันก็จะไปยึดอีก อันนี้เป็นวิถีของสรรพสัตว์เลย คือต้องขอยึดอะไรไว้สักอย่างก่อน...กลัวว้าเหว่

แต่จะถูกจะผิดนี่ก็ต้องถามก่อนนะว่าถูกของใคร ผิดของใคร

ผู้ที่เผยแพร่ธรรมคู่ประเภทสุข-ทุกข์ ดี-เลว หรือโลกียธรรมอะไรเนี่ย เขาก็ถูกของเขาไง ถูกในระดับภูมิธรรม"ของเขา" แต่ถามว่าจบไหมเล่า ก็ไม่จบ ถามว่าเป็นเนื้อหาแท้แห่งพระพุทธศาสนาหรือเปล่า ก็ไม่ใช่ครับ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนโลกียธรรม เพราะมันไม่ใช่ธรรมที่จบตัวตนให้ใคร

พูดง่ายๆคือถ้าเอาตัวกู(ของคุณ)เข้าไปตัดสินถูกผิดน่ะ มันก็เป็นไปตามนั้น จะบอกว่าถูกก็ถูก จะบอกว่าผิดก็ผิด ผมก็ต้องบอกว่าตามคุณไง ก็ยึดไปสิไม่ว่าอะไร ไม่ขัดแย้งอยู่แล้ว อยากยึดก็ยึดไป แต่จบไหม....ก็ไม่จบไง แล้วจะยึดไว้ทำไมเล่า

แบบนี้เขาเรียกว่า(หลง)ถูกของตัวเอง แล้วก็แถมหลงผิดเข้าไปอีก มันก็เลยวกวนไง

ถ้าพูดธรรมใดๆแล้วอ้างว่าเป็นธรรมของพระพุทธเจ้า แต่ดันพูดแล้วไม่จบตรงเนื้อหาสัจธรรม พูดไม่ตรงต่อสัจธรรม พูดไปให้คนมัวแต่ทำกรรม แบบนี้ก็ต้องแก้ต้องล้างครับ เพราะมันก็เป็นทิฏฐิเป็นแง่มุมที่เป็นกรรม แล้วไม่ต้องนับด้วยว่าเป็นใครมาจากไหน พระสงฆ์ ฤาษี ชีไพร พูดผิดธรรมมันก็เป็นกรรมเป็นทิฏฐิไปทั้งนั้น ถ้าไม่ล้างให้หมด แบบนี้เนื้อหาแท้ก็จะถูกบิดเบือนไปเรื่อย เพราะจริตและทิฏฐิของแต่ละคนที่ชอบธรรมคนละอย่างนั่นแหละ

จริตกับทิฏฐิก็มาจากความหลงในตัวตนนั่นไง

ผู้ที่แจ้งในโลกุตรธรรมจริงๆ เขาไม่กลับไปสอนโลกียธรรมกันหรอก เพราะมันก็สอนกันมานานแล้ว วนกันมานานแล้วไง สอนกันเยอะแล้ว เขารู้ว่ามันไม่จบ ทำไปก็วน ส่วนคนที่ยังไม่แจ้งแล้วมาสอนก็มัวแต่จะสร้างความวกวนเป็นกรรมให้กับคนหมู่มากอีก เสร็จแล้วก็ต้องตามแก้ตามเช็ดไม่รู้จบ สัจธรรมไม่ใช่เนื้อหาที่ปุถุชนจะมาพูดถกเถียงเล่นๆได้นะครับ

ดังนั้นหากใครที่อ้างว่าตนเองพูดแต่ธรรมแห่งพระพุทธเจ้า มันก็ต้องดูด้วยว่าเป็นโลกียธรรมหรือไม่ หรือพูดโลกุตรธรรมด้วยโลกียวิสัยหรือไม่ พูดออกมาแล้วกลายเป็นทิฏฐิในธรรมหรือไม่ ซึ่งถ้าเข้าข่ายที่ว่ามาทั้งหมดนี้ มันก็ต้องแก้ต้องล้างให้หมดครับ มันไม่ต้องเกรงใจใครอีกแล้ว

แล้วทำไมต้องใช้ลีลาในการกระทบด้วย?

ถามจริงๆว่าคนมันมีทิฏฐิมานะในธรรมน่ะ ขนาดเอาเนื้อหาแท้ๆมาตีแผ่แบบชนิดเถียงไม่ออกแล้วมันยังไม่ยอมรับหรือเข้าใจเลย หรือบางคนมาฟังมาอ่านแล้วก็เข้าใจแบบเตะเข้าประตูตัวเองทุกที ขืนไปพูดจานิ่มนวลเชิญชวน เดี๋ยวโดนตอกกลับเอาอีก การสื่อสัจธรรมออกไปก็ต้องเด็ดขาด ชี้ไปเลยว่าอันไหนมันไม่ใช่ แจงให้ชัดว่าทำไมมันไม่ใช่ ก็สัจธรรมมาเพื่อแก้ความเข้าใจในเนื้อหาที่คลาดเคลื่อนไปจากเดิม ก็ไม่เห็นต้องกลัวอะไร การแสดงธรรมมันก็มีลีลาหรือสไตล์เฉพาะในแต่ละเนื้อหา จะมาให้ใช้ฟอร์มเดียวกันหมดมันไม่ใช่ แบบนั้นมันทื่อเกินไป มันไม่พริ้ว ไม่ลื่นไหล หรือไม่ใช่บอกให้ไปพิจารณาเอง ก็มันพิจารณากันแล้วไง แต่พิจารณาไปบนความหลงในอัตตโนมติของตน(ความเห็นของตน) แล้วมันก็ได้ธรรมที่บิดเบี้ยวแบบนั้นไง ก็เลยต้องมาแก้กันอยู่แบบนี้

พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงถ่ายทอดสัจธรรมจากปัญญาที่ตรัสรู้แล้ว มาสรุปจบให้กับสรรพสัตว์เท่านั้น ท่านไม่ได้นำสัจธรรมมาประกาศให้สรรพสัตว์ทั้งหลายดิ้นรนศึกษา ดิ้นรนตีความหรอกครับ เพราะท่านก็รู้อยู่แล้วว่าเมื่อใดที่สรรพสัตว์หลงไปตีความตามทิฏฐิของตน เมื่อนั้นก็กรรมก็ปิดบังเนื้อหาสัจธรรมแล้ว

ทิฏฐิมานะเองก็เป็นแง่มุม่ความหลงอย่างหนึ่ง ไม่แปลกหรอกที่เมื่อใครพูดสัจธรรมที่ขัดแย้งกับโลกียวิสัยอของเหล่าสรรพสัตว์เข้าไป มันก็กระทบแล้ว เพราะมันมีตัวตนให้กระทบไง มันยึดไง ถ้าแคร์คนอ่านก็ไม่ต้องทำอะไรกันแล้ว เพราะหนึ่งคนก็หนึ่งทิฏฐิ ร้อยคนก็ร้อยทิฏฐิไง...แคร์ไหวไหมเล่าท่านทั้งหลาย

ทิฏฐิในธรรมมันเป็นแง่มุมของแต่ละคนที่มีต่อสิ่งต่างๆ แม้เราจะนำเสนอเนื้อหาสัจธรรมแท้ๆอย่างสุภาพแล้ว บางคนก็คงหาเรื่องว่าหยาบคายเหมือนเดิมนั่นแหละ สัจธรรมเนื้อหาเดียวยังตีความไปได้ร้อยแบบ ดังนั้นการสื่อสารก็ต้องให้เคลียร์และมั่นใจ ชี้ชัดไปเลยตรงๆ คนอ่านคนฟังก็จะเด็ดขาดตามไปด้วย ไม่ใช่มัวแต่ไปยกสัจธรรมเอาไว้ในฐานะที่ควรศึกษา หรือพระพุทธศาสนาเป็นระบบการศึกษา จัดหมวดหมู่ให้เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งเหมือนศาสตร์อื่นๆ ถ้าทำแบบนี้มันก็จะเข้าในแนวทางของทิฏฐิในธรรมซะหมด เสร็จแล้วมันก็ไม่จบไง

เพราะอะไรเล่า...ก็เพราะสัจธรรมนั้นมีขึ้นมาเพื่อจบในสิ่งที่มันดิ้นรนวกวนศึกษากันมาเยอะแล้ว ไม่ใช่ให้นำไปศึกษาต่อให้วกวนอีก

สัจธรรมมีอะไรให้ศึกษาเล่า การศึกษาสัจธรรมมันก็เป็นการตีความในแง่มุมนั่นแหละ วิถีของปัญญาชนมันก็มีแต่ตัวกูไปเข้าใจ แล้วมันก็เป็นทิฏฐิในธรรมหมด สัจธรรมจริงๆก็คือจบ ล้างบางทุกแง่มุมให้มันจบไม่ต่อไม่เติมไม่ตาม

คนสองคน คนหนึ่งแจ้งตรงต่อเนื้อหาสัจธรรม ส่วนอีกคนโลกียปัญญาเยอะ วิเคราะห์ตีความเอา อ่านเอา แล้วก็เข้าใจสัจธรรมใน"แบบของตน" หรือเข้าข่ายทิฏฐิในธรรม แต่ไม่แจ้งตรงในเนื้อหาจริงๆ ผู้ที่แจ้งแล้วไม่ต้องอ่านก็เข้าใจเนื้อหาและแง่มุมในทิฏฐิปัญญาทั้งหมด ว่ามีแง่มุมไหนที่เป็นทิฏฐิในปัญญาไม่ใช่เนื้อหาสัจธรรมจริงๆ

แต่คนที่สองต้องอาศัยความจำ การวิเคราะห์และการศึกษาอยู่เรื่อยๆถึงจะพอพูดสัจธรรมได้ แบบนี้ก็มีครับ แต่การถ่ายทอดสัจธรรมจริงๆมันไม่ได้อยู่ที่แค่คำพูด แค่เรียบเรียงประโยค หรือพยายามฝึกฝนฝืมือการเขียน มันอยู่ที่ผู้ถ่ายทอดนั้น "ว่าง" เพื่อสลายจิตของผู้ฟังผู้อ่านได้หรือไม่ คนที่เข้าใจสัจธรรมโดยโลกียปัญญา พอโดนซักรายละเอียดลึกเข้าซับซ้อนเข้าก็ตอบไม่ได้หรอกครับ เพราะมันเอาแต่จำมาจากการอ่านมาก แบบหลังนี่แหละที่มีทั่วบ้านทั่วเมือง แล้วมันก็คลี่คลายให้คนอื่นไม่ได้ พระพุทธศาสนาก็เลยเอวังเพราะแบบนี้เอง

ช่วงนี้เป็นช่วงล้างโมหะ สัจธรรมกำลังขึ้นมาเพื่อล้างสิ่งที่เป็นทิฏฐิในธรรมและสิ่งที่ไม่ใช่สัจธรรมให้หมด ไม่แปลกที่จะต้องกระทบใครหลายคน เพราะสัจธรรมนั้นขัดกับจริตแห่งความเป็นสัตว์ที่ยึดเอาแต่ตัวเองอย่างเต็มๆ ดังนั้นถ้ามีเนื้อหาสัจธรรมแท้ๆอยู่ก็ไม่ต้องกลัวอะไรหรือกลัวใคร สื่อสารออกไป ประกาศออกไปแบบหมดจด หมดห่วง อาจหาญ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครกด like ไหม ไม่ต้องกลัวใคร unfriend ถ้ากลัวแบบนั้นก็อย่ามาเผยแพร่เลยสัจธรรมดีกว่าครับ ของแท้มันพิสูจน์กันด้วยเนื้อหาด้วยอานุภาพ ไม่ใช่ที่ถูกใจหรือไม่ถูกใจใคร ขึ้นชื่อว่า "ใจ" เมื่อไหร่มันก็ยังหลงอยู่นั่นแหละ

ทุกวันนี้มันผิดธรรมกันมาเยอะ ยึดมันมานาน หลงกันมาหัวปักหัวปำ เหมือนสนิมฝังเนื้อใน ทิฏฐิก็แรงกันได้ใจจริงๆ จะให้ล้างกันแบบนิ่มๆน่ะ...ฝันไปเหอะ

No comments:

Post a Comment