Sunday, February 10, 2013

เลิกนั่งชั่วโมง

เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้วในสังคมชาวพุทธ เมื่อมีคนอุตริจัดหลักสูตรเร่งรัดโสดาบัน delivery ขึ้นแล้ว

แหม มันช่างหัวใสจริงๆ

ถ้าเร่งรัดได้จริง ป่านนี้พระพุทธเจ้าท่านทรงทำเองไปแล้วครับ ไม่ต้องรอให้ถึงพวกเดียรถีหัวใสขโมยเครดิตไปแอบดัดแปลงทำกันหรอ อีกหน่อยคงมีแข่งบรรลุโสดาบันแบบจับเวลาแน่ๆ

จะบอกให้ว่าไอ้ที่ไปเร่งได้น่ะ มันไม่ใช่นิพพาน อะไรที่เร่งได้เขาเรียกว่าตัณหา แล้วผลที่ได้จากการเร่งรัดเอามันก็คือโมหะอุปาทานทั้งนั้น นิพพานเสียที่ไหนเล่า

ก็คนสอนมันยังไม่รู้เลยว่านิพพานคืออะไร แล้วมันจะเร่งให้ไปไหนได้เล่า ตัณหาตลบหลังยังไม่รู้ตัวจะมาสอนคนอื่นให้บรรลุเนี่ยนะ

เดี๋ยวนี้ถึงขนาดนั่งนับชั่วโมง เดินนับชั่วโมงกันแล้ว ตกลงนี่จะนิพพานหรือวิชาทรมานกายกันแน่ เพราะการทำแบบนั้นมันเป็นวิถีของพวกฤาษี ดาบสทั้งนั้น ไอ้ยิ่งทำยิ่งได้อะไรน่ะ ได้อะไร ก็ได้อุปาทานไง ยิ่งทำก็ยิ่งเคร่งเครียดจริงจัง ยิ่งทำก็ยิ่งห่างไกลนิพพาน ก็มันนิพพานอยู่แล้วทั้งนั้น ส่วนที่เกินนิพพานนั่นแหละกรรม ก็ปลงเจตนากรรมเสีย มันก็จะตรงเนื้อหานิพพานที่นิพพานอยู่แล้วทันที

การปฏิบัติธรรมนั้นมันมีสมมติฐานอยู่ที่ว่า เรายังหลงในอวิชชาความไม่รู้อยู่จึงต้องปฏิบัติให้รู้แจ้ง เห็นจริงถึงความเป็นจริงแห่งสัจธรรม วิถีวิธีการทั้งหมดจึงมุ่งไปสู่การปฏิบัติอย่างเอาเป็นเอาตาย เจริญรู้ เจริญเห็น เจริญปัญญา พิจารณาอะไรไปเรื่อย เพื่อที่จะได้รู้แจ้งเห็นจริงด้วย"ตัวเอง" โดยหารู้ไม่ว่าไอ้ที่เข้าไปดูเข้าไปรู้เข้าไปเจริญปัญญาน่ะ มันโมฆะหมด ก็เพราะมันหลงไปปฏิบัติอยู่บนความหลงของ "ตัวเอง" นั่นแหละ ไอ้ตัวเองที่ไปปฏิบัตินั่นแหละคือสังสารวัฏ คืออัตตา ไม่รู้อีกหรือไงเล่า

ก็แค่หลงเอา"ตัวเอง"เข้าไปนั่งสมาธิ เอา "ตัวเอง" เข้าไปเดินจงกรมก็จบเห่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงนิพพานนะ ถ้ายังปฏิบัติอย่างนี้ต่อให้กี่ชาติก็ไม่ต้องหวัง ก็เอาตัวเองไปเจริญ หรือเจริญตัวเองนี่มันจะจบตรงไหนถามหน่อย? มันก็จบที่ตัวเอง ติดคาอยู่ที่ตัวเองไงเล่า

พระพุทธเจ้าท่านก็เอาสัจธรรมมาประกาศตรงๆแล้ว ฟังให้คลายออกจากความหลง ออกจากตัวเอง ไม่ใข่ให้ไปปฏิบัติเพื่อเอาอะไร มันไม่ใช่ฟิตเนสที่เข้าไปเพาะกายเพาะจิตให้แข็งแรงจะได้มีกำลังออกจากสังสารวัฏเสียที่ไหนเล่า

ก็โดยความเป็นจริงที่พระพุทธเจ้าท่านทรงบอกอยู่แล้วว่า ทุกสิ่งนั้นล้วน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่แล้วตลอด สัจธรรมนี้เป็นความจริงเสมอไม่มีว่างเว้น นั่นก็แปลว่ากระทั่งกายกระทั่งใจของสรรพดวงจิตทั้งหลายนั้นก็ล้วนแล้วแต่ ไม่เที่ยง บังคับไม่ได้ และไม่เป็นตัวตนอยู่แล้ว เสื่อมลงไปเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ดับไปเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่สามารถยึดเอาเป็นตัวเป็นตนของเราได้อยู่แล้ว ซี่งสรุปก็คือมันนิพพานอยู่แล้วนั่นเอง

แล้วจะมี "ใคร" เข้าไปเจริญสติอีกเล่า
แล้วจะมี "ใคร" ต้องพัฒนาจิตอีกเล่า
แล้วจะมี "ใคร" ต้องหลุดพ้นอีกเล่า

ในเมื่อนิพพานอยู่แล้ว แล้วจะต้องมี "ใคร" ต้องจบกิจกับอะไรอีก....ไม่มี มันจบอยู่แล้ว

ไม่มีตัวใครตัวเราตัวเขาอะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ส่วนที่มานั่งหลับตาเอาชั่วโมง เดินเอาชั่วโมงอะไรนี่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับนิพพานเลย มันเป็นการเพาะอัตตา ก็ปกติมันก็อัตตากันอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเจริญอัตตาซ้อนลงไปบนจิตอีก ก็ฟังสัจธรรมให้มันหายหลง ให้มันคลายจากอัตตาไปเอง

ก็ในความเป็นจริงที่ว่ามันไม่มีตัวเราอยู่แล้ว ก็ให้ปลงไอ้อัตตาที่มันมีอยู่ลงเสีย คือไม่ต้องอะไรหรืออย่างไรกับธาตุขันธ์ แบบนี้เรียกว่าปลงในส่วนที่เป็นอัตตาตัวตนทิ้งไป เพราะอัตตามันก็เกิดจากโมหะอวิชชา ที่ไปหลงรู้ความเห็นความหมาย หลงยึดเอาว่ามันเป็นจริงนั่นแหละ

ไอ้การเจริญสติมันก็เจริญบนความหลงไง แล้วมันจะออกจากอุปาทานได้อย่างไรเล่า พระพุทธเจ้าท่านก็บอกอยู่แล้วว่าขันธ์เป็นของหนักและไม่ใช่ของเรา ท่านก็หมายความว่าทั้งกายทั้งใจนั่นแหละไม่ใช่เรา แล้วจะเอา"ตัวเรา" เข้าไปเจริญขันธ์ที่ไม่ใช่ของเราอีกเหรอ

สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงทิ้งเอาไว้นั้นไม่ใช่ให้ตั้ง"ตัวเรา"ขึ้นมาแล้วไปดูไปพิจารณาอะไร ก็ไอ้ตัวดูตัวรู้ที่ตั้งขึ้นมาน่ะมันเป็นอัตตาซ้อน พิจารณาได้ปัญญามาก็เป็นปัญญาบนอัตตา แล้วก็เอามาทะเลาะกันในเว็บสนทนาธรรมดูน่าสมเพช ทั้งๆที่มันก็ไม่เห็นมีใครออกจากตัวเองได้สักคน

พระพุทธองค์จึงให้ปลง จะรู้จะเห็นจะอะไรก็ช่างมัน ไม่ต้องตั้งดู ไม่ต้องตั้งรู้ เดี๋ยวมันก็จะหมดตัวตนซ้อนลงไปในสภาวะต่างๆไปเอง อัตตามันก็คลายไปเอง ความหลงก็คลายออกเอง แล้วเดี๋ยวมันก็แจ้งในเนื้อหาสัจธรรมเอง นี่คือสติปัฏฐานสี่ของจริง ส่วนไอ้ที่ไปนั่งไปเดินเอาชั่วโมงน่ะมันวิชาฤาษี ทำไปก็ไม่จบ ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งหลงในอวิชชา ให้รู้ไว้ด้วย

No comments:

Post a Comment