Monday, February 11, 2013

รักหมักหมม

มนุษย์ทุกผู้ทุกนามล้วนแล้วแต่ต้องการความรักจากใครสักคนหนึ่ง อย่างน้อยก็จากพ่อแม่
แต่จะมีใครเล่าที่มอบความรักต่อผู้อื่นได้อย่างแท้จริง ก็ในเมื่อทุกผู้ทุกนามต่างก็กระเสือกกระสนทำทุกอย่าง"เพื่อตัวเอง" ไปเสียทุกเรื่อง

เรื่องราวความรักของผู้คนร่วมสมัยจึงกลายเป็นความรักที่หมกมุ่นกับตัวเอง หมกมุ่นกับความต้องการของตัวเอง

และกลายเป็นความรักที่หมักหมม เหม็นบูดไปในที่สุด

...นี่คือความรักของมนุษย์ในยุคที่มีเสรีภาพมากที่สุดยุคหนึ่ง แต่มนุษย์ก็กลับมาเลือกที่จะหมกมุ่นกับตัวเองแทนที่จะมอบความรักให้แก่กัน

ปรากฏการณ์ความรักหมักหมมนั้นเริ่มต้นเมื่อมนุษย์เริ่มสร้างสรรค์สิ่งต่างๆขึ้นสนองตอบต่อความเป็นปัจเจกบุคคล ส่งเสริมเสรีภาพที่แทบจะไร้ขีดจำกัดมากขึ้น สำลักอิสระจนกระทั่งการแสดงความคิดเห็นที่อาจจะกระทบกระทั่งผู้อื่นกลายเป็นเสรีภาพสูงสุดที่หลงไปรักษาไว้ยิ่งชีพตน...หลงตัวเองกันขนาดนั้น

เทคโนโลยีต่างๆที่ว่ากันว่าเชื่อมโยงผู้คนทั้งหลายให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น สุดท้ายมันก็ไม่ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นแม้แต่น้อย เพราะถึงที่สุดแล้ว ทุกคนก็กลับไปหมกมุ่นอยู่กับการสื่อสารเพื่อตัวเอง เพื่อตัวเองจะได้หายเหงา เพื่อตัวเองจะได้เป็น somebody เพื่อตัวเองจะได้มีตัวตนในโลกนี้ สร้างเงื่อนไขที่จะรอความรักจากใครสักคน

และพอมาถึงเรื่องราวของความรัก มันก็กลายเป็นความรักที่หมกมุ่นหมักหมมกับความต้องการของตนเอง ตั้งเงื่อนไขเอากับความรัก กระเสือกกระสนดิ้นรนเพื่อที่จะตอบสนองเงื่อนไขของใครบางคนเพื่อที่จะได้รับความรักตอบ ว่าแล้วก็ได้แต่หมักหมมกันอยู่แค่นี้ แค่กับคนสองคน สามคน สี่คน กลายเป็นความรักที่คับแคบและนำความอึดอัดขัดเคืองมาให้ เมื่อเงื่อนไขของแต่ละคนเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม

ที่รัก..เธอทั้งหลายยังไม่รู้จักความรักที่แท้จริงหรอกนะ เธอทั้งหลายก็ได้แต่หมกมุ่นกับความต้องการของตัวเอง และมัวแต่คอยหาผู้มาสนองความต้องการของตน จนไม่รู้แล้วว่าความรักที่แท้จริงคืออะไร

ความรักที่แท้จริงนั้นปราศจากเงื่อนไขในการผู้มัดใดๆ เป็นความรักที่ไม่เคยเรียกร้องให้เธอทั้งหลายเป็นอะไร เพื่ออะไร เพื่อสนองตัณหาใคร เพื่อผลประโยชน์ใดๆ หรือเพื่อที่จะให้ได้ตามเงื่อนไขอะไร เป็นความรักที่ไม่ผูกมัดตีกรอบให้อึดอัดขัดเคือง เป็นความรักที่อิสระอย่างแท้จริง

ความรักแบบนี้เกิดจากการสละออกเสียซึ่งตัวตน ตัวตนในความรู้สึก ตัวตนในอะไรๆ สละออกเพื่อปลดเปลื้องจากพันธนาการแห่งใจทั้งหมดทั้งปวง เมื่อหมดใจไร้ตัวตนในการที่จะกระเสือกกระสนดิ้นรนแสวงอะไรแล้ว ก็สามารถอยู่ร่วมกับโลกและกลมกลืนไปกับสรรพชีวิตทั้งหลายโดยไม่หลงขัดแย้งกับอะไร เป็นความรักที่เติมเต็มยามขาดแคลน เป็นความรักที่ช่วยผ่อนคลายจากแรงเสียดทานของการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน เป็นร่มเงาเย็นชื่นใจให้พึ่งพายามร้อนรน เป็นความกว้างขวางในขณะที่ผู้คนกำลังคับแคบกับตัวเองกันไปทั่วโลก

ที่รัก...แต่ความรักนี้หาใช่ความรักคับแคบที่มุ่งตอบสนองต่อความต้องการของใครไม่ มันจึงนอกเหนือตัณหาแห่งสรรพชีวิตทั้งหลาย เป็นความรักที่ช่วยฉุดสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ขึ้นจากหล่มตมแห่งความหลงวนในภาพมายาอันหลอกหลอนใจไม่จบสิ้น

ความรักที่แท้จริงนี้คือ ความรักอันไม่มีที่สุดไม่มีประมาณของเหล่าพระพุทธเจ้า มหาโพธิสัตว์ และองค์คุณเบื้องสูงทั้งหลายที่มอบให้กับสรรพสัตว์ทุกดวงจิตดวงวิญญาณ มอบให้โดยไร้เงื่อนไข ไม่ว่าจะสรรพสัตว์ทั้งหลายหลงไปไกลแค่ไหน ไม่ว่าจะทุกข์มืดมนเพียงใด ท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็ยังทำกิจเพื่อพาสรรพสัตว์ทั้งหลายออกจากเงื่อนไขในใจตน ให้เป็นอิสระจากใจตน ปลดเปลื้องหมู่สัตว์จากห้องขังที่ตนสร้างขึ้นมาเอง

ที่รัก...เธอทั้งหลายจะสัมผัสความรักอันไม่มีที่สุดไม่มีประมาณได้ก็เพียงแค่สละ สละออกจากใจตน สละออกจากตัวตนในใจเสีย สละเงื่อนไขในใจตนอันเป็นพันธนาการในตนเองลง เพราะกายและใจของเธอทั้งหลายนั้นก็เป็นเพียงสิ่งที่หยิบยืมมาใช้ชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อหมดพันธะภาระทางใจแล้ว เมื่อนั้นท่านทั้งหลายก็จะสัมผัสได้ถึงความกว้างใหญ่ไพศาลแห่งความรักแห่งองค์พระพุทธเจ้า องค์มหาบารมีทั้งหลาย สัมผัสได้ถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งทั้งมวล สัมผัสได้ถึงการโอบอุ้มจากธรรมชาติแห่งโลกธาตุ สัมผัสถึงความรักอันไร้กาลเวลาแห่งจักรวาล

เมื่อใดก็ตามที่เธอทั้งหลายได้รับการโอบอุ้มจากความรักแห่งองค์มหาบารมีแล้ว เมื่อนั้นเธอจักอาจหาญในการเผื่อแผ่ความรักอันไร้ขอบเขตเงื่อนไขไปสู่เพื่อนสรรพสัตว์ทั้งหลายไปเอง โดยที่ไม่ต้องตั้งเงื่อนไขในการมอบความรักนั้นอีกต่อไป

No comments:

Post a Comment