Thursday, February 7, 2013

อริยมรรค: สัมมาทิฏฐิแบบที่เราไม่เคยรู้จัก

ทำไมสัมมาทิฏฐิถึงได้มาเป็นข้อแรกในอริยมรรคมีองค์ 8 ?

สัมมาทิฏฐิที่เราเคยรู้จัก เคยเข้าใจ ว่าความเห็นตรง เห็นชอบน่ะ จริงแล้วมันเห็น"ตรง" ที่ตรงไหน เห็นยังไง นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญ แต่ดันเข้าใจกันและถ่ายทอดกันแบบหาห่า มันก็เลยยังหลงอยู่ในสังสารวัฏนี่แหละ สงสัยคงเห็นตรงที่วน 555

ก่อนที่จะเข้าใจความหมายของคำว่าสัมมาทิฏฐิให้ตรงเนื้อหาจริงๆ เราก็ควรจะมาทำความเข้าใจกับคำว่ามิจฉาทิฏฐิกันก่อน

มิจฉาทิฏฐินั้นแปลแบบทื่อๆได้ว่า ความเห็นผิด แต่ความเห็นผิดนั้นมาจากอะไรถ้าไม่ใช่โมหะที่บังสัจธรรม นั่นก็แปลว่าความเห็นผิดนั้นก็มาจากการเอาตัวกูเข้าไปเห็น เข้าไปรู้ เข้าไปเข้าใจ รู้ตรงที่กูรู้ หรือกูแจ้งนั่นแหละ ผิด!!!

นี่คือความหมายของความเห็นผิดที่แท้จริง ก็ถ้าโมหะยังครอบอยู่ เห็นอะไรก็ผิด คิดอะไรก็ผิด รู้อะไรก็ผิด  "กู"จะทำอะไรก็ผิด อะไรๆก็กู....555 (เอ..เหมือนสโลแกนพรรคไหนหว่า 555)

ในความหมายที่แท้จริงของมิจฉาทิฏฐินี้ แปลได้ว่าทั้งหมดในความเป็นปุถุชนนั่นแหละ ผิดเรียบ!!! มิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น เห็นผิดทั้งนั้น เพราะมีตัวตนในรู้ในเห็น มันจึงไม่ใช่สัมมาทิฏฐิ เป็นไงเล่าทีนี้...จะเชื่อตัวเองอีกไหม? ตนยังเป็นที่พึ่งแห่งตนได้อีกหรือเปล่า หรือจะพึ่งองค์พุทธะดี? ปุถุชนนะถ้าตีความคำสอนองค์พุทธะทีไรนะ เข้าข้างตัวเองทุกที แบบที่เรียกว่าติดในโมหะทิฏฐินั่นแหละ

สัมมาทิฏฐินั้นเป็นข้อแรกใน "อริยมรรค" มีองค์แปด

อริยมรรค คือ มรรคแห่งอริยะ ไม่ใช่ให้ไปทำเลียนแบบ เห็นตรง เห็นถูก เห็นชอบอะไรของปุถุชนน่ะ มั่วทั้งนั้น เป็นสัมมาทิฏฐิบนมิจฉาทิฏฐิอีกทีหนึ่ง เข้าใจไหม?

ดังนั้นสัมมาทิฏฐิจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ หมดโมหะ(หมดหลง) หรือนอกเหนือมันทั้งอวิชชาและวิชชา(นิโรธ)นั่นแหละ มันจะแจ้งซึ่งสัจธรรมชนิดที่ไม่มีความหลงมาบดบังเลยแม้แต่น้อย รู้หรือเห็นแบบหมดโมหะ หมดหลงนี้แหละที่เรียกว่าเข้าใจตรง เห็นตรง เห็นแบบไร้ตัวเราซ้อนลงไปในเห็น รู้แบบไร้ตัวเราซ้อนลงไปในรู้ ซึ่งตัวเราก็คือความหลงหรือโมหะนั่นแหละ นี่คือ สัมมาทิฏฐิแห่งอริยมรรคของจริง ไม่ใช่ของเลียนแบบโดยปุถุชน เพื่อปุถุชน เป็นไปเพื่อความเป็นปุถุชน แบบที่ทำๆกันอยู่ในการปฏิบัติกรรมฐานของทุกสำนัก

สัมมาทิฏฐิจึงเป็นข้อแรกที่ทำให้เราเห็นตรง "ต่อสัจธรรม" ว่า สิ่งไหนที่พระพุทธเจ้าสอน สิ่งไหนไม่ใช่ มันจะแยกออกจากกันได้ชัดเจนแบบไม่มีอะไรมาบดบังเลยแม้แต่นิดเดียว นอกจากนั้นก็จะทำให้เราเข้าถึงเนื้อหาสัจธรรมได้อย่างถูกต้องตรงๆ ไม่ใช่คิดเอาเอง วิเคราะห์เชื่อมโยงเอาเอง อนุมานเอาเอง แบบปุถุชน ผู้ที่ตรงเนื้อหาสัจธรรมแล้วสามารถเรียกได้ว่า "ตรัสรู้" เลยก็ไม่ผิด อันนี้ว่ากันตรงๆ ส่วนไอ้ความหมายแบบเห็นตรง เห็นชอบที่อธิบายกันแบบงงๆาน่ะ โยนทิ้งไปเถอะ เห็นตรง...ตรงไหนเล่า ไม่มีประโยชน์อะไรเลย ไม่รู้จะอธิบายแบบปลายเปิดเอาไว้หาห่าอะไร จะให้ตีเป็นปริศนาท้าทายความคิดหรือไง?

สัมมาทิฏฐิของอริยะนั้นไร้ตัว ไร้ตนเข้าไปแบก เข้าไปใช้ครับ ทุกอย่างเกิดเองเป็นเอง แล้วสัมมาทิฏฐิก็ไม่ใช่เข็มทิศอะไรด้วย เพราะการที่หมดโมหะนั่นแหละมันจึงเห็นสัจธรรมของจริงไปเอง เห็นตรงต่อสัจธรรมไปเอง ถ้ายังคิดว่าสัมมาทิฏฐิเป็นเข็มทิศชี้ทิศทางที่ถูกต้องก็แสดงว่ายังมิจฉาทิฏฐิอยู่นนะจะบอกให้ จะชี้ไปหานิพพานงั้นเหรอไงเล่า มันชี้ไปหาห่าสิไม่ว่า!!

โดยความหมายที่แท้จริงแห่งสัมมาทิฏฐินี้เอง เป็นเหตุให้หลวงพ่อฯจะบอกอยู่เสมอว่า อย่าเอาความเป็นสัตว์ไปโปรดสัตว์ หรือ ถ้ายังเป็นสัตว์อยู่ก็ช่วยใครไม่ได้ เพราะมันไม่จบ เราต้องสว่างก่อน แจ้งในสัจธรรมก่อน ถึงจะเกื้อกูลสรรพสัตว์ได้จริง เปรียบเทียบง่ายๆคือ คนที่อยู่ในนรกขุมเดียวกัน หรือหลงทางเหมือนกัน (หมายถึงมิจฉาทิฏฐิเหมือนกัน) ใครเล่าจะช่วยให้เราขึ้นจากนรก หรือกลับไปยังทางที่ถูกต้องได้ มันก็เป็นเพียงเนื้อหาการใช้กรรมล้วนๆ ช่วยๆกันวนไปวนมาไม่จบไม่สิ้น

ผู้ที่จะอนุเคราะห์คนอื่นและชี้ทางให้คนอื่นได้จริง ก็มีแต่ผู้ที่ตรงต่อสัจธรรมเท่านั้น ทั้งนี้ก็โดยอาศัยสัมมาทิฏฐิแห่งอริยะนั้นแหละช่วยชี้นำให้สรรพสัตว์ได้ออกจากความหลงวกวนในสังสารวัฏ เพราะสังสารวัฏทั้งหมดนั่นคือภัยล้วนๆ ไม่มีที่ไหนปลอดภัยแม้แต่นิดเดียว

ใครยังไม่สว่างแจ้งซึ่งสัจธรรมก็อย่าไปสร้างกรรมด้วยการเสนอตัวเป็นกัลยาณมิตรกับใครเป็นดีที่สุด จะได้ไม่ก่อกรรมให้ตัวเองอีก ให้ตัวเองแจ้งในสัจธรรม่ก่อนแล้วค่อยว่ากัน โอเค๊!!

ชัดเปรี๊ยะ!! (รอบที่ 101)


No comments:

Post a Comment