Monday, February 11, 2013

ใต้ร่มโพธิธรรม:เกริ่นนำ

          จากประสบการณ์ของการศึกษาและปฏิบัติทำมาเกือบ 10 ปี  มีความเข้าใจบางอย่างที่เราควรให้ความสนใจและสำนึกถึงความจริงบางประการไว้เตือนใจตนเอง   อาทิเช่น

       ภาษา :  เป็นสมมติบัญญัติที่สำคัญมากในการใช้ถ่ายทอดสัจธรรมคำสอนขององค์พุทธอรหันต์  มหาโพธิสัตว์  คำเดียวกันหากถูกตีความ หรือแปล หรือเข้าใจไม่ถูกตรงต่อสัจธรรม
ซะแล้ว  ก็พร้อมที่จะสร้างความเสียหายแก่พระศาสนาที่เรียกว่า สัทธรรมปฏิรูป โดยเนื้อหา
      : ภาษาที่ควรหลีกเลี่ยงหรือใช้อย่างรอบคอบ ระมัดระวังคือ เมื่อใช้ภาษานั้นแล้วไปชี้นำหรือกระตุ้นให้ความยึด ความอยากได้กำเริบหรือก่อเกิดการดิ้นรน  การแสวงหา  การรอคอยของผู้คนที่จิตใจยังหลับใหล  ผู้ถ่ายทอดจึงต้องแยบคาย  ละเอียดอ่อนในการใช้ภาษาให้มากๆ

            ธรรมะที่ปรากฏอยู่ในตำรานับตั้งแต่พระไตรปิฎกลงมา  รวมทั้งคำสอนของครูบาอาจารย์  วิธีการปฏิบัติและพิธีกรรมต่างๆได้ยืมภาษาโลกอันเป็นภาษาสมมติมาใช้ในการถ่ายทอดทั้งสิ้น พระพุทธองค์ได้ตรัสเตือน  อันเป็นเนื้อหาเพื่อความรอบคอบต่อสิ่งเหล่านี้ไว้ใน “ กาลามสูตร”
      อีกทั้ง เราอย่าได้เข้าใจว่า  เราได้เข้าใจตรงต่อสิ่งที่ท่านผู้รู้ประสงค์ให้เราได้รู้ตาม  เห็นตาม เข้าใจตาม โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องของวิธีการปฏิบัติ เพราะเรามักจะตีความหรือทำความ เข้าใจไปตามภูมิหลัง  ตามประสบการณ์(ที่อาจได้แค่ใกล้เคียง แต่ไม่ใช่)  ตามสติปัญญาของใครของตน   ซึ่งอาจผิดได้ คำๆเดียวเช่นคำว่า สติ  ความรู้สึกตัว ก็สามารถเข้าใจกันไปได้ไม่เหมือนกันเป็นต้น

                      แล้วเราจะใช้อะไรเป็นบรรทัดฐานของความน่าเชื่อถือล่ะ

           จากประสบการณ์ของข้าพเจ้าแล้ว  เราควรใช้ สัจธรรม(ความเป็นจริง) เป็นฐานเทียบเคียงว่าเนื้อหา  ภาษาของคำสอนต่างๆที่ปรากฏแม้ในพระไตรปิฎก  หากเราจะตีความหรือมีความเข้าใจแล้วไปขัดแย้ง ไม่ตรงต่อสัจธรรม   ก็ให้เข้าใจว่า ความเข้าใจจากภาษานั้นไม่น่าจะถูกต้อง
      คือตำรา หรือคำพูดของท่านผู้รู้นั้นถูกต้อง   ดีแล้ว  แต่เนื้อหาแท้ๆ( โดยอรรถะ)นั่นต่างหากที่เราดันไปเข้าใจผิดซะเอง  ดังนั้นจึงให้สำเหนียกเรื่องภาษานี้ให้ดี ๆ

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่ง  คือ
                           : พุทธภูมิ คือองค์มหาโพธิสัตว์ท่านได้ผ่านการให้  การทาน  การสละ  การจาคะมามากมายอย่างยิ่งยวด จนอนุสัยหรือความเคยชินที่จะเอา  จะยึด  ทะยานอยากจืดจางไปมากๆๆๆหรือไม่มี  พระองค์ท่านจึงสามารถตรัสรู้ชอบ(จบ)ได้โดยพระองค์เอง

                            : นอกนั้นเป็น สาวกภูมิ (ผู้ที่รู้ตาม เข้าใจตามและดับ-จบตามคือจบไม่ได้ด้วยลำพังตัวเอง)ซึ่งมิได้ประกอบบารมีของการให้ การทาน  การสละ  การจาคะ  มาอย่างองค์มหาโพธิสัตว์  อนุสัยสากล คือความเคยชินที่จะเอา  จะยึด ทะยานอยากนี้ยังหนา  เหนียวและแน่นมากกกก...  หากเราเข้าใจว่าการปฏิบัติในพระศาสนานี้จะจบกิจด้วยการมีเจตนาทำธรรมขึ้นแล้วละก็ สิ่งที่สร้าง ที่ประกอบขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเรียกว่าสติ  ศีล  สมาธิ  ฌาน  ญาณ  ปัญญานั้นจะถูกอนุสัยสากล(ความเคยชิน)ที่จะเอา(ตัณหาและอุปาทาน)เคลือบไปด้วยทันที  คือทำไป(แอบ)ยึดไป  ทำไป(แอบ)ติดไป เพียงแต่การเอา- ติด-ยึดนั้นดูดีและแนบเนียนไปพร้อมกับสิ่งที่ตนเองและผู้อื่นเข้าใจว่า “ เจริญในธรรม ”

                               ดังนั้นให้เราสำเหนียกถึงความเป็นจริงนี้   ให้ดี ๆ

                สาวกภูมิ คือผู้ที่ไม่สามารถตรัสรู้(จบ)ได้ด้วยตนเอง  ต้องอาศัยการชี้แนะด้วยปัญญาขององค์พุทธอรหันต์  มหาโพธิสัตว์ให้ตรงต่อสัจธรรม (นำปัญญาของท่านมาใช้เลย อย่าไปทำการวิจัยด้วยตนเอง เพื่อให้เกิดปัญญาของตัวเองขึ้น)  เมื่อเราได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน ได้สนทนา ใคร่ครวญพิจารณาแล้วเห็นจริงตามนั้นอย่างแจ่มชัด  ศรัทธาต่อเนื้อหาของสัจธรรมอย่างจริงใจ แล้วก็วางใจตาม  คลายตาม  ดับตาม  ไม่อะไรกับอะไรตาม  ไม่จิ้งจ้องจดจ่อตามท่านไปเลย เป็นต้น  นั่นแหละคือทางตรง  ทางรอด  ทางปลอดภัยที่จะไม่ถูกอนุสัยสากลดังกล่าวนั้น ได้โอกาสเจริญเติบโต(สมุทัยแอบเจริญ )ไปพร้อมกับสิ่งที่เรียกว่า  การปฏิบัติธรรม  มิใช่ให้ไปทำขึ้นใหม่ หรือไปทำเอาเอง (ยังกับว่าจะตรัสรู้ได้ซะเอง) มิฉะนั้นแล้วจะถูกตัณหา  ทิฐิและมานะของเจ้าของ  (แอบ)หลอกและหลอนให้หลง(ของตัวเอง)ไปเรื่อยๆ

หมอกำพล

No comments:

Post a Comment