Wednesday, February 6, 2013

ทำไมหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตถึงห้ามไม่ให้นำสื่อสัจธรรม(หรือสื่อธรรมะ)ไปขายเชิงพาณิชย์

เรื่องนี้ ผมเองถูกกำชับอย่างแข็งขันจากหลวงพ่อฯมาตั้งแต่แรกครับ ว่าห้ามเอาสัจธรรมไปเขียนขายทำเป็นอาชีพ

เพราะอะไร?

พระพุทธเจ้าและองค์พระมหาโพธิสัตว์ทุกๆพระองค์ นั้นต่างประกาศสัจธรรมเหมือนๆกัน ในทุกๆพุทธันดร แต่การที่จะเข้าถึงเนื้อหาสัจธรรมแห่งพระนิพพานและนำบารมีในการโปรดสัตว์มานำพาสรรพสัตว์ให้จบสังสารวัฏได้นั้น ต้องผ่านการจาคะ มาอย่างยาวนาน เรียกว่าตลอดสายของการโปรดสัตว์ (ซึ่งนานขนาดที่ว่าถ้าเป็นปุถุชนก็คงจะเข็ดเขี้ยวไปตั้งแต่แรกๆแล้ว) จนกระทั่งเป็นเนื้อหาแห่งองค์พุทธะนั้น พระองค์ท่านมีแต่ให้กับให้  ให้จนหมดจิตหมดใจ ให้จนหมดแล้วหมดอีก หมดแม้กระทั่งอนุสัย พูดง่ายๆคือเนื้อหาขององค์พุทธะ พระมหาโพธิสัตว์ นั้นก็คือจาคะจนไม่มีอะไร ไม่เหลืออะไรเลย หลวงพ่อฯถึงได้สอนอยู่ตลอดว่าให้แล้วๆไป ให้ทิ้ง ทำทิ้ง การให้แบบนี้บารมีจะเต็มเร็ว แต่ถ้าให้แล้วหวังโน่นหวังนี่ ทำยังไงบารมีก็ไม่เต็ม เพราะเป็นการให้ที่ไม่บริสุทธิ์ ยังมีตัณหาปนอยู่การให้ตลอด

ในเมื่อเนื้อหาสัจธรรมที่เราได้ยินได้ฟังจนกระจ่างแจ้งนั้น พระพุทธองค์ท่านให้เราฟรีๆ แบบไม่มีเงื่อนไข ไม่หวังอะไรตอบแทน ไม่คาดหวังแม้กระทั่งว่าเราจะเชื่อท่านหรือเข้าใจท่าน คือเรียกว่าให้จริงๆนั่นแหละ ดังนั้น การที่เราจะเอาสัจธรรมหรือธรรมะไปเขียนเป็นหนังสือหรือทำเป็นซีดีไปขาย ก็ผิดจากเนื้อหาองค์พุทธะที่มีแต่ให้ การเอาสื่อสัจธรรมหรือสื่อธรรมะไปขายในเชิงพานิชย์นั้นก็เป็นการทำเอา ทำเพื่อเลี้ยงชีพ ทำเพื่อดำรงตัวตน การกระทำแบบนี้จึงเป็นกรรมหนัก เป็นกรรมที่ละเอียดอ่อนซึ่งจะบังคนๆนั้นจากสัจธรรมความเป็นจริง ชนิดที่เรียกว่า ต้องกระเด็นไปหลายพุทธันดรเลยทีเดียว จะมาอ้างว่าต้องลงแรง ลงกำลังสมอง เสียเวลาในการเขียนก็ฟังไม่ขึ้นครับ เพราะองค์พุทธะก็ลงเหมือนกัน ลงมากกว่าเรามากมายหลายเท่าด้วย ท่านสอนให้เราจาคะ ไม่ได้สอนให้ทำเอา

ยิ่งถ้าสื่อธรรมนั้นเขียนผิดไปจากสัจธรรมแล้วด้วย ก็ไม่ต้องพูดถึงครับ นรกแน่ๆ

สื่อสัจธรรมที่ออกจากวัดร่มโพธิธรรมนั้นจึงแจกฟรีสถานเดียว ไม่มีการขายในเชิงพานิชย์เด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นซีดีหรือจะเป็นหนังสือเล่มเล็กหรือเล่มใหญ่ที่ต้องใช้ทุนในการพิมพ์ต่อเล่มสูงก็ตาม ซึ่งการเผยแพร่สัจธรรมแท้นั้น ไม่ได้มีความยากลำบากแม้แต่น้อย ไร้ความพยายามในการเผยแพร่ ไม่ติดขัดข้องคาในการเผยแพร่ เพราะไม่มีการตั้งเอา ทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นในการเผยแพร่จึงเกื้อกูลอนุเคราะห์เข้ามาเอง สัจธรรมแท้นั้นเมื่อมีบุคคลได้ฟังได้อ่านก็จะเกิดอานุภาพขึ้นกับตนและช่วยกันเผยแพร่ต่อไปเอง สื่อจะเผยแพร่กระจายออกไปตามความสว่างไสว ความคลี่คลายของผู้คนที่ได้สัมผัสกับอานุภาพของสัจธรรมด้วยตนเอง ไม่ใช่เผยแพร่ออกไปด้วยกิเลส ตัณหา เพราะความหวังดี ความปรารถนาดี หรือเพราะอยากได้บุญ อยากทำบุญ ซึ่งแม้แต่ "ความอยาก" ที่จะเผยแพร่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ไม่ใช่อีกเช่นกัน

การเผยแพร่สื่อสัจธรรมนั้นจึงมีอานุภาพในการคลี่คลายสังสารวัฏมาก เพราะตลอดสายของการเผยแพร่นั้นคือเนื้อหาเดียวกับองค์พุทธะ พระมหาโพธิสัตว์ นั่นก็คือให้อย่างเดียว ให้จนหมดจิตหมดใจ ให้โดยไม่หวังว่าผู้รับจะเข้าใจหรือไม่ ซึ่งการให้ที่บริสุทธ็นี้เองผู้รับก็จะได้อานุภาพไปด้วย ผู้ที่ช่วยกันเผยแพร่ก็จะมีบารมีเชื่อมถึงกันโดยอัตโนมัติ กลายเป็นอานุภาพร่วมกันที่เพิ่มขึ้นทวีคูณในการคลี่คลายสังสารวัฏ

เพราะทุกๆคนที่ช่วยเผยแพร่ก็มีผู้มีบารมีสัมพันธ์กันต่อไปอีกมากมายเป็นลูกโซ่ ระบบการเผยแพร่สัจธรรมนี้จึงเป็นระบบที่เรียกได้ว่าถอนรากถอนโคนสังสารวัฏทีเดียว

ในขณะที่การเผยแพร่สื่อธรรมะแบบการขายเชิงพานิชย์นั้น จะต้องหาจุดขาย จุดดึงดูด ให้ได้ยอดขาย ต้องมีกำไร มีการวางแผนต่อยอดสื่อ ออกสื่อ มีประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เข้าถึงคนมากที่สุด ให้มีรายได้มากที่สุด ให้เข้าถึงฐานผู้อ่าน ผู้เสพสือมากที่สุด ซึ่งถ้าจะมองว่าเป็นความปรารถนาดีมันก็เป็นเพียงมุมมองที่เข้าข้างตัวเองทั้งนั้น เพราะมันถูกขับดันด้วยกิเลสตัณหาในการเผยแพร่ ดังนั้นการเผยแพร่แบบทำเอา ตั้งเอานี้จะไม่มีพลังในการคลี่คลายใดๆ เพราะทุกกระบวนการดำเนินไปด้วยการสร้างความวกวนให้กับผู้เผยแพร่และผู้รับสื่อ ถึงแม้จะเอารายได้ทั้งหมดที่ขายได้มาทำบุญ มันก็เป็นตัณหาในบุญนั้นอีก ซึ่งก็ผิดเนื้อหาขององค์พุทธะที่ให้อย่างเดียวนั่นเอง


การให้จนหมดจิตหมดใจนี่แหละที่ทำให้ผู้เผยแพร่สัจธรรมอาจหาญไปเอง เพราะมันไม่มี "ตัวตน" คอยอยู่ มันจึงไม่มีอะไรที่จะเสียอีกต่อไปครับ

No comments:

Post a Comment