Tuesday, February 19, 2013

มัชฌิมา

ถอดความไฟล์เสียง
"มัชฌิมา"
หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ  เขมรโต

ฉะนั้นที่สุด..ที่สุดของความเป็นกลาง ก็คือเรียบ..คือไร้..เรียบไร้..จิตนะ  จึงจะสมบูรณ์ที่สุดของคำว่า...มัชฌิมาปฏิปทาแห่งจิต..เรียบไร้  ฉะนั้นที่..เรียบไร้..นี้ก็ต้อง..นอกเหนือความหมาย  ถ้านอกเหนือตัณหาการเลือกเอา  คือนอกเหนือตัณหาการเลือกเอาจิตนั่นเอง  จิตชนิดไหนที่ลูกจะมุ่งเอา  ด้วยความเป็นจิตชนิดหนึ่ง..ชนิดใดก็ตามที  มันต้องนอกเหนือการมุ่งเอาเลย

ตรงนิ่ง..ก็ไม่ใช่  ไม่นิ่ง..ก็ไม่ใช่  ต้องรู้อยู่แก่ใจอย่างนี้เลย...นะ  เรียกว่านอกเหนือการเลือกเอาจริงๆทางจิต  ไม่เนื่องด้วยจิตชนิดไหนจริงๆ  ก็ไม่เป็นตัณหาในเรื่องของความเป็นจิต  นั่นแหละมันก็มัชฌิมาปฏิปทาจิตเรียบร้อยแล้ว  สอดคล้องกับพุทธะดำรัสตรัสไว้..ของความเป็นทางสายเอก..ทางสายกลาง  ก็ต้องประมวลลงสู่..ความเรียบแห่งจิต..ความไร้ตัณหาแห่งจิต

ทีนี้ถ้าว่ายังเอาจิตแบบนี้..แบบนั้นเป็นประมาณอยู่เนี่ย  เค้าเรียกว่า..ตัณหาในจิต  มันเป็นตัณหากับจิต  มันยังเลือกเอาอยู่  การเลือกเอาเนี่ยมันก็จะเกิด..ความสุดโต่ง  หรือว่าเกิด..ความหย่อนยาน..ตามมา  มันสุดโต่งได้..หย่อนยานก็ได้  คำว่า..เลือกเอา  ถ้าตัณหามันมีเสียแล้ว  มันเกิดตัณหาขึ้นเสียแล้ว  มันพร้อมที่จะสุดโต่งได้ตลอด  และก็พร้อมที่จะหย่อนยานได้ตลอด
คำว่า..สุดโต่ง คือ..ตึงเครียดนั่นแหละ
คำว่า..หย่อนยาน คือ..เหลวไหลนั่นแหละหรือ..หลงไหลนั่นเอง  ไหลตาม..หลงไป..ไหลไป  หลงตาม..ไหลตาม  หย่อนยาน..หย่อนยานนะ  หรือเรียกอีกอย่าง..กามสุขัลลิกานุโยค ( การประกอบตนให้พัวพันหมกมุ่นอยู่ในกามสุข)  ไหลตาม..หลงตาม  มันก็หย่อนยานหมดแหละ  ถ้าสุดโต่งมันก็..ตึงไป  กดดัน..ตึงเกินไป..ตึงเครียดเกินไป  ฉะนั้นการที่มันจะพ้นจากอำนาจทั้งสองอย่างเนี่ย คือความเอียง..ไม่สุดโต่ง..ไม่หย่อนยาน  ลูกก็ต้องนอกเหนือการเลือกเอาทางจิต  ไม่ใช่..ตรงนิ่ง หรือ..ไม่นิ่ง  ไม่ใช่ตรง..สงบ หรือ..ไม่สงบ  และนั่นแหละจะ..สงบจริง  นี่มันยังมีความหวังใน..ความสงบ  มีความหวังใน..ความนิ่ง  มีความหวังอยู่ในธรรม  มันก็ยังเอียงอยู่ไงลูก  มันยังไม่ที่สุดของ..มัชฌิมาปฏิปทา  มันยังไม่ที่สุดของ..ความเป็นกลาง  มันยังไม่สมบูรณ์  ความเป็นกลางแห่งจิตเนี่ย  มันต้องสุดของที่..ไร้..เรียบไร้  ถ้าไม่ใช่ตรงที่..นิ่ง หรือ..ไม่นิ่งแล้ว  มันก็..เรียบไปเอง..ไร้ไปเอง

ขอให้เข้าใจดั่งนี้  มันจะได้เป็นความเข้าใจที่ปรับสู่..ความเป็นธรรมชาติ..ธาตุอัตโนมัติ  เป็นความเข้าใจที่..เป็นมรรค และเป็นผล..เองในที่สุด
ไม่วกวนลูก  จึงเรียกว่า..เรียบ..ไร้  เรียกว่า..ไร้
ไม่วกวน..ไม่สาละวน  เรียกว่า..ไร้
ไม่กดดัน..ไม่ลุ่มๆดอนๆ  เรียกว่า..เรียบ
ฉะนั้นเมื่อไม่เลือกเอาจริงๆ  ไม่เป็นตัณหาจริงๆ  กับความเป็นจิตชนิดไหน..ความหมายอย่างไร  มันนอกเหนือความหมายจริงๆ  มันก็..เรียบ  มันก็..ไร้  ที่สุดของมัชฌิมาปฏิปทานี่แหละ..ที่สุด  ฉะนั้นก็ต้องเข้าใจว่า  มันไม่ใช่ตรงที่..คอยติด หรือ..คอยหลุด  มันก็จะ..ไร้ไปเอง  ไร้โมหะไปเอง..เรียบไปเอง  ไม่ลุ่มๆดอนๆของจิต  เรียกว่า..เลิกหลงไปเอง  ไร้โมหะไปเอง

ไม่ใช่ตรงที่..สงบ หรือ..ไม่สงบ  ที่พูดอย่างนี้เนี่ย ก็คือ..เลิกหา..เลิกค้นหา..เลิกเสาะแสวงในธรรม  เมื่อเลิกค้นหา..เลิกเสาะแสวงในธรรม  มันก็เลยกลายเป็น..ธรรมล้วนๆ  ไม่มีตัณหาซ้อน..ไม่มีตัณหาเจือปน  ต้องเข้าใจว่า..ไม่ใช่ตรงที่ตัณหา  มุ่งหา..เสาะแสวงหา  แม้แต่ในธรรมก็ไม่ยกเว้น  ก็เข้าใจให้ตรง  ถ้าไม่ใช่ตรงที่..สงบ หรือ..ไม่สงบ  ก็ต้อง..ไม่ใช่..จริงจริง  ไม่..จริงจริง  จะมัวมา..สงบ..ไม่สงบอยู่ไม่ได้  ไม่..จริงจริง  จะได้..ไร้  ถ้าไม่ใช่ตรงคอยติด..ตรงคอยหลุด  มันก็ต้อง..ไม่ใช่..ตรงคอยติด..คอยหลุด..จริงจริง  จะมามัวตรงคอยติด..คอยหลุดอยู่..ไม่ได้  มันจะได้..ไร้..เรียบ  จะได้..ไม่มีอะไร

เนี่ยที่สุดของ..มัชฌิมาปฏิปทา  บทสรุปของ..มัชฌิมาปฏิปทา  บทสรุปของ..มัชฌิมาปฏิปทา  ทั้งหมดของความเป็น..มัชฌิมาปฏิปทา  ได้สรุปลงแล้ว  สู่ความ..เรียบ และ..ไร้ จริงจริง  นอกเหนือความเป็นธรรมคู่..นอกเหนือความหมาย..นอกเหนือการเลือกเอา

ถ้าไม่ใช่ตรง..นิ่ง หรือ..ไม่นิ่ง  ลูกก็ต้อง..ไม่..จริงจริง  ไม่ใช่ตรง..คอยนิ่ง หรือ..ไม่นิ่ง  ไม่ใช่..จริงจริง   มันจะได้..เรียบ..ไร้ไป  ถ้ามันยังตรง..นิ่ง ตรง..ไม่นิ่งอยู่  เดี๋ยวก็กด..เดี๋ยวก็ข่ม..เดี๋ยวก็ตึงเครียด  เดี๋ยวก็ตัวเองต้องอย่างนั้น  เดี๋ยวก็ตัวเองต้องอย่างนี้  มันไม่ไร้..มันไม่เรียบ

ถ้าไม่ใช่ตรง..การเกิด..การดับ  ก็..ไม่ใช่..จริงจริง  จะมามัวตรงคอยเกิด..คอยดับ อยู่ไม่ได้  ก็..ไม่..จริงจริง  ก็..ผลนิพพาน..ไปเอง  ไร้..ไปเอง  ผลนิพพาน..ไปเอง  นี่คือเรียกว่า..ไม่เนื่องด้วยตัณหาจริงจริง  มันไม่เป็นตัณหาจริงจริง  มันไม่เนื่องด้วยจริงจริง  มันไม่เป็นตัณหาในการอิงอาศัยจริงจริง  อะไรมันอาศัยอะไร  อะไรกำลังอิงอะไร  อะไรจะต้องอะไรกับอะไร  นี่มัน..ไม่..จริงจริง  ไม่เป็นตัณหาจริงจริง

ทีนี้เป็นตัณหาเกี่ยวกับ..เรื่องติด..เรื่องหลุด  มันจะเอา..หลุด  ติด..มันไม่เอา  มันก็เป็น..ตัณหา  ตัณหามันหลอกให้คอยติด..คอยหลุด  นี้..ไม่ใช่  ไม่ใช่ตรงที่..คอยติดหรือ..คอยหลุดนี่..ไม่ใช่  ก็ต้อง..ไม่ใช่..จริงจริง  มันจะได้..จบมรรค..จบผลในจิต..เอง

อย่างนี้มันวนอยู่ที่..ความหมาย..ชอบให้ความหมาย..มันชอบหมายถึง..ขยันแต่หมายถึง  มันก็เลยวน..เลยสาละวนในความหมาย  นี่มันนอกเหนือความหมาย  ขอให้รู้ไว้นะ  จริงจริงนะ

ไม่ใช่ตรงนิ่งหรือ..ไม่นิ่ง  ก็..ไม่ใช่..จริงจริง  ไม่ใช่มามัว..นิ่ง..ไม่นิ่งอยู่  ไม่ใช่นะ  มันจะได้เลิกหลงแช่  ต่อไปมันก็หมดแล้ว..ไอ้หลงแช่..หลงแช่อะไร  แช่นิ่ง..แช่เฉย..แช่อะไร  แช่อารมณ์..ทรงอารมณ์..จม..ไม่มีอะไรจมอะไร  ต่อไปมันก็..ไร้หมด..ไร้หมด..ไร้หมด

ไม่ใช่ตรงที่รู้ หรือ..ไม่รู้นะ  ถ้ามันยังมัวตรง..รู้ ตรง..ไม่รู้..อยู่ ก็ตัณหาอยู่  ตัณหาในวิญญาณธาตุ..ตัณหาในนามธาตุลูก  ยังโมหะ..ยังตัณหา  ไม่..จริงจริงนะ  ถ้า..ไม่ใช่ตรงรู้ หรือ..ไม่รู้  ลูกก็..ไม่..จริงจริง  ไม่ใช่ตรงรู้ หรือ..ไม่รู้..จริงจริง  มันจะได้..ไร้ไป  คือไม่เหลือเชื้อ..ไม่เหลือเชื้อ..ไม่เหลือเยื่อ..เหลือใย..แห่งทุกข์โทษทั้งหลาย..ไม่เหลือเชื้อของความทุกข์..ไม่เหลือเชื้อของความทุกข์..ไม่เหลือ

ฉะนั้นที่สุดของความเป็น..มัชฌิมาปฏิปทา  ก็สรุปลงอย่างนี้แหละ  ลูกก็เตือนดีดีนะ..เตือนดีดี  เนี่ยสัญญาในการเตือนใจดีดี..บ่อยบ่อย  กิจพรหมจรรย์..มันเป็นกิจพรหมจรรย์  อย่างอื่น..ไม่ใช่กิจพรหมจรรย์  ไม่ใช่ตรง..คอยติด..คอยหลุด  ดีดีนะ..เตือนให้เตือนดีดี..กิจพรหมจรรย์  เดี๋ยวมันจะสมบูรณ์เอง..มรรคผลนิพพานจะสมบูรณ์เอง  เค้าเรียก..ไร้..ไปเอง  หมด..ไปเอง  เลิกหลงเอง  ต้องเตือนนะ..ถ้าไม่เตือนแล้วหลง  เอาความเข้าใจที่ซื่อตรงไปเตือน  ตรงต่อความเป็นจริง..ตรงต่อพระนิพพานจริงจริง  ความเรียบ..ความไร้..ความไม่ใช่อะไรจริงจริง  เอาไปเตือนให้มันเลิกหลง..เอาไปเตือนนะ  ถ้าไม่เตือนล่ะก็..หลง  มันชอบหลง  มันชอบเอียง..ถ้าไม่เตือนนะมันชอบเอียง  สงบ..ไม่สงบ  สงบ..ไม่สงบ..มันชอบเอียง  ไม่สงบเข้าหน่อย  มันก็พยายามที่จะสงบ  มันชอบเอียง..มันชอบเอา  พอสงบเข้าซักหน่อย..ชักเหงา  มันก็หาสัมผัส..หาเจ๊าะๆแจ๊ะๆต่อไป  มันก็ไปเอาอีก..เอาความไม่สงบอีก ฉะนั้นไม่ใช่ทั้งสองอย่างนะลูก  สงบก็..ไม่ใช่  ไม่สงบก็..ไม่ใช่  ไม่ใช่ตรงที่..สงบ หรือ..ไม่สงบ  เตือนดีดีนะ  แล้วมันจะ..ไร้ยิ่งกว่านั้นอีก  เตือนดีดีลูก  แล้วมันจะไม่หลงแช่..ไม่หลงเอียง  ไร้..ก็คือ..ไร้น่ะแหละ..เรียบไร้

ฉะนั้นคำว่า..มัชฌิมาปฏิปทาเนี่ย  มันจะไม่ใช่อารมณ์คู่ทั้งหมด  ความหมายคู่ทั้งหมด..มันไม่ใช่  อย่างสบาย..กับ..ไม่สบาย..อย่างเนี้ย  ไม่ใช่ตรงที่..สบาย หรือ..ไม่สบาย  อันนี้แหละมันก็ไม่เอียงแล้ว  ไม่ใช่ตรงที่..ชอบ หรือ..ไม่ชอบ..อย่างเนี้ย  อย่างนี้เป็นต้น  นี่แหละแค่นี้แหละก็ไม่เอียงแล้วลูก..มัชฌิมาปฏิปทาอยู่แล้ว  นี่ก็ต้องอาศัยเข้าใจตรงตรง..เตือน  เตือนใจ..สอนใจ..บอกใจแบบนี้

แล้วก็..ถ้าไม่ใช่ตรงจิตแบบไหน..ถ้าไม่ใช่ตรงใจอย่างไร  เราก็ต้อง..ไม่..จริงจริง  มันก็..ไร้ไป..มันก็..เรียบไป  คิดดูสิ..ให้คิดยุ่งยุ่งดู  ว่าลักษณะที่มัน..คอยติด..คอยหลุดเนี่ย  มันยุ่งขนาดไหน  ดูดีดีซิ  มันมีเชื้อขนาดไหน..ไอ้คอยติด..คอยหลุดเนี่ย  มันยังมีลักษณะของความเป็นเชื้อขนาดไหนล่ะ  ไอ้คอยติด..คอยหลุดเนี่ย  ดีดีนะ  เตือนใจดีดีนะ..ยุ่งขนาดไหน  ไอ้คอยนิ่ง..คอยไม่นิ่ง  ก็ดูดีดีซิ  ว่ามันต้องรักษากันแบบไหน  ต้องประคับประคองกันแบบไหน  มันมีเชื้อขนาดไหน  มันยังยุ่งอยู่  นั่นมันตัณหา..ก็เป็นตัณหาอยู่  แล้วไอ้ยิ่งตรงรู้..ไม่รู้  รู้..ไม่รู้  เนี่ยยิ่งวนใหญ่..ยิ่งวนมาก  เนี่ยดูสิ..จะวนขนาดไหน  รู้..ไม่รู้  รู้..ไม่รู้  รู้..ไม่รู้  รู้..ไม่รู้  ตรงคอยรู้..ตรงไม่รู้  ตรงรู้..ตรงไม่รู้อยู่เนี่ย  มันวนขนาดไหน  ไม่สิ้นอวิชชา..มัน..ไม่ดับอวิชชา  เรียกว่า..หลง....หลงรู้

ถ้าไม่ใช่ตรงรู้ หรือ..ไม่รู้  ลูกก็ต้อง..ไม่ใช่..จริงจริง  ตรงรู้..หรือ..ไม่รู้....ไม่ใช่  แล้วนั่นแหละตรัสรู้..ตัดซะ..รู้..เลิกหลงรู้  เลิกหลงตรงรู้..ไม่รู้  เลิกหลง  นี่..มันก็ถามว่าจะเอาอะไร  นั่ง..จะเอาอะไรล่ะ..นั่งเอาอะไร  นอนนี่นอนเอาอะไร  ก็ต้องเข้าใจ..ใจน่ะ  มันเอามั้ย  ไอ้เดินจงกรมเนี่ย..มันเดินเอาอะไรอย่างงี้

สรุปใจหรือยัง  สรุปให้กับมันหรือยัง  เข้าใจถูกตามพุทธะพระอรหันต์หรือยัง  นั่นไม่เสียดายนะลูกนะ..ไม่เสียดาย  ไม่ห่วงนะ..ไม่ต้องกังวล ก็ไม่ห่วง..ไม่กังวล  เพราะว่าไม่เสียดาย..เพราะว่ามันมาจาก..ไม่เอา  มาจากที่มันไม่เอา  ไม่ใช่..ลูกก็..ไม่..จริงจริงซักหน่อย  จริงซักหน่อยนึงก็ได้  จริงซักนิดนึงก็ได้..ไม่..จริงจริง  ธาตุทั้งหลายก็เลยกลายเป็น..ธาตุที่บาลานซ์ ( balance )ไปเอง  ธาตุที่บาลานซ์ไปเอง  ธาตุที่สมังคี ( ประกอบด้วย,พร้อมเพรียงด้วย )..ไปเอง  เนี่ยมันไม่เลือกเอาไง  มันไม่เลือกเอา  สงบ..ไม่สงบ..มันไม่เลือกเอา  มันไม่ได้เลือกเอา..มันไม่เลือก  ติดหรือหลุด..หลุดหรือติด..มันไม่เลือกเอาไงลูก  แล้วมันก็เลยสมังคีธาตุไปเลย  สมังคี..สมานธาตุ..บาลานซ์ธาตุ..บาลานซ์

อันนี้ที่มันหลงเลือกเอาอยู่  มันยังเอาอยู่..สงบ..ไม่สงบ  มันยังเอาอยู่  เอาสงบ..เอาไม่สงบอยู่ มันก็เลยไม่บาลานซ์ก็แตกความสามัคคี..ธาตุไม่สมังคี..ธาตุไม่สมานธาตุ  ยังเสียดายการรู้อยู่ไง..ยังไม่ใช่นะ  ตรงรู้ หรือ..ไม่รู้  ทำไมต้องเสียดาย  พอไม่เสียดายมันก็ไม่เกิดตัณหาในการรู้  ไม่หลงรู้  มันก็เลย..ธาตุสมังคี..ธาตุบาลานซ์..ธาตุเรียบ  สมดุลธาตุ..ธาตุบาลานซ์..ธาตุสมดุล

เอาไปเตือน..เอาไปเตือนใจนะ..เอาไปสอนใจ  เอาไปเตือนนะ..เตือนใจ  ไม่ใช่ตรงนิ่ง หรือ..ไม่นิ่ง  แล้วมันจะไร้ยิ่งกว่า..นิ่ง..ไม่นิ่ง  มันจะเรียบยิ่งกว่า..นิ่ง และ..ไม่นิ่ง  มันจะว่างยิ่งกว่า..นิ่ง และ..ไม่นิ่ง  มันจะไร้ความเป็นตัวตนทันที  ยุ่งมั้ย..ไอ้ตรงคอยนิ่ง..คอยไม่นิ่ง..ยุ่งมั้ย..หนักมั้ย   ไอ้ตรงคอยรู้..ไม่รู้..รู้..ไม่รู้..วุ่นมั้ย  สาละวนดีมั้ย  นี่ดับอวิชชานะ..ไม่หลงรู้นะ..ดับอวิชชา  มันไม่หลงแล้ว  ตรง..รู้ หรือ..ไม่รู้  มันไม่ใช่ตรงรู้ หรือ..ไม่รู้แล้วลูก  เรียกว่า..เลิกหลง  นี่ดับอวิชชานะ  ต้นขั้ว..รากเหง้า..ปฐมเหตุ

มันไม่ใช่ตรง..คอยติด..คอยหลุดนะ  มันเลิกหลงมีตัวเองเป็น..ผู้คอยติด..คอยหลุดนะ  มันเลิกหลงตัวเองแล้วนะ  ไม่ใช่ตัวเองติด..ตัวเองหลุด  ไม่ใช่แล้วนะ  ไม่ใช่ตัวเองมาตีโพยตีพายอยู่  เดี๋ยวติด..เดี๋ยวหลุด  เดี๋ยวหลุด..เดี๋ยวติด  มันไม่ใช่นะ..ไม่ใช่  ถ้าอย่างนี้ก็ดับ..ไร้ท่ามกลางการเห็น

เห็นนี่ก็..ไม่ใช่ตรงเห็นหรือไม่เห็น  ไม่ใช่ตรงที่เห็น หรือ..ไม่เห็น  แล้วมันจะยิ่งกว่าเห็น..ยิ่งกว่าทิฐิ  ก้าวข้ามทิฐิ  มันจะเรียบ..มันจะไร้..ยิ่งกว่าทิฐิ  ไม่ใช่ตรงเห็น หรือ..ไม่เห็น..ดีดี  เตือนดีดี..เตือนดีดีแล้วมันจะเลิกหลงเห็น  ตัวเองเห็นน่ะ..มันจะเลิก  เห็นว่าอย่างงั้น  เห็นว่าอย่างงี้  เนี่ยมันจะเลิกหลง  นี่ก็..ไร้ทิฐิ  ที่เรียกว่า..ว่างเปล่าจากความหมายแห่ง..ความเป็น..นั่นเอง  เรียกว่า..ไร้ทิฐิ  ลูกก็เตือนดีดี  เป็นการเตือนชนิดตัด  ไม่งั้นเดี๋ยวมันจะยุ่งนะ  ไม่สุดโต่งก็..หย่อนยาน  จะมีสองอย่าง
ก็มัวแต่เอา..เอา..อยู่นี่  เอาเห็น..เอาไม่เห็นอยู่นี่
เดี๋ยวเห็น  เดี๋ยวอยากเห็น..เดี๋ยวไม่อยากเห็น  นี่เค้าเรียกว่า..เอา..เอาทิฐิ
เดี๋ยวอยากรู้..เดี๋ยวไม่อยากรู้เนี่ย  เค้าเรียกว่า..มันยังเอา........ยุ่งนะ
เดี๋ยวเอาสงบ  เดี๋ยวไม่สงบ..เดี๋ยวสงบ......มันเอา  มันกดดันนะ.........กดดัน
ปฏิเสธสิ่งหนึ่ง  แล้วก็เรียกร้องอีกสิ่งหนึ่ง..เอียงนะ.....กดดัน
งั้น..ให้เตือน..ให้สรุป  ด้วยความเข้าใจเสมอ..เสมอ
เตือนใจนะ....เตือนใจ  แล้วมันก็..ไร้ที่ใจ..เรียบที่ใจ  เตือนใจมันก็..ไร้ที่ใจ..เรียบที่ใจ  ถ้าไปเตือนที่อื่น..ใจมันไม่เรียบหรอก  ใจ..มันไม่ไร้  เตือนที่ใจ..มันก็..เรียบที่ใจ..ไร้ที่ใจ  เตือนที่อื่นน่ะ..ใจมันก็..ไม่เรียบ  มัน..ไม่ไร้ที่ใจ..ไม่เรียบที่ใจ  เพราะมันไปเตือนที่อื่น..ไม่ใช่ใจ
ไม่ใช่ตรงที่..สงบ หรือ..ไม่สงบ  เตือนที่ใจนะ  มันก็จะได้..หมดที่ใจ..หมดแง่..หมดมุม
ไร้แง่..ไร้มุม  ไร้เงื่อน..ไร้ปม..ไร้เหลี่ยม..ไร้คู  ไม่มียอกย้อนในใจ..ไม่มี  แสลงในใจ..ไม่มี......ไร้
ไม่..จริงจริงนะลูก  ถ้า..ไม่ ก็..ไม่..จริงจริง  ไม่..ให้มันถึงจิต..ถึงใจจริงจริง  ไม่..จริงจริงนะ

อีกลักษณะหนึ่ง ก็คือ..นอกกับใน..นอกกับใน  เมื่อมันยังมีปัญหาอยู่..มันก็มุ่งน่ะ  ไม่มุ่งในก็มุ่งนอก..ไม่มุ่งนอกก็มุ่งใน  เดี๋ยวเทียวใน..เทียวนอก  เทียวนอก..เทียวใน  วิ่งใน..วิ่งนอก  วิ่งนอก..วิ่งใน  ก็..ไม่ใช่ตรงที่..นอก หรือ..ใน  ใน หรือ..นอก  นอก หรือ..ใน.......ไม่ใช่  จะบาลานซ์..บาลานซ์..เรียบ

เอาล่ะ..วันนี้ให้..ดับอวิชชา  ไม่ใช่ตรงรู้ หรือ..ไม่รู้ของจิต..ดีดีเข้า  ของทุกดวงจิต  มันจะเลิกหลงวนใน..การรู้........ดับอวิชชา  ไม่ต้องรอให้มีความเห็นจนเป็นความหมาย..จนตีความไปทั่ว  มั่วในเรื่องของความหมาย  ไม่ต้องรอถึงขนาดนั้น  ไม่ใช่ตรงรู้ หรือ..ไม่รู้  ของจิตน่ะ..ดีดี  สั้นสั้นเข้ามา..ดีดี.......ดับอวิชชา  แล้วก็..นิพพานเอง

ธรรมะที่ให้ในวันนี้  เป็นธรรมะที่..ดับใจอยู่แล้ว..ตัดใจอยู่แล้ว..ไร้ใจอยู่แล้ว  แต่ก็ต้อง..ไม่..จริงจริง  มันต้องขยันเตือน ก็..ไม่..จริงจริง
ไม่ใช่ตรงรู้ หรือ..ไม่รู้..จริงจริงของดวงใจดวงนี้
ไม่ใช่ตรงนิ่ง หรือ..ไม่นิ่ง..จริงจริงของใจดวงนี้..ดีดี
ลูกก็..ไม่มีปัญหาอะไร  ไม่ต้องระแคะระคายอะไร  จะได้เรียบร้อยไป..จิตเรียบ..เรียบร้อย  แต่ก็ฟังวินัยไปด้วย  ฟังการทบทวนวินัยไปด้วย..ความไร้ดวงใจ  แล้วก็กลายเป็นวินัย..ในใจ..ไปซะเอง  ธรรมสติเป็นวินัยในตัว  กลายเป็นวินัยไปซะเอง..ในจิต  เรียบไปซะเอง..วินัยไปซะเอง..ไร้ไปซะเอง  วินัยไปซะเอง  เรียบร้อยหมดแล้ว...........จบ  แต่ก็ต้องทบทวน..เอาไปทบทวน

นี่ถ้าตัณหาเธอยังมากอยู่..กินก็มาก..นอนก็มาก  พูดก็มาก..บ่นก็มาก  กินมาก..นอนก็มาก..พูดก็มาก  คำว่า..มาก เนี่ย คือมันมากไปด้วย..ความไร้สาระ  คำว่า..มาก เนี่ย  นี่หลวงพ่อยังพูดมากเลย  ตั้งนานแล้วยังไม่ลง  ที่มากเนี่ย..มันมากไปด้วย..ความไร้สาระ  เรียกว่า..มาก  ถ้าตัณหามันเยอะนะ  ตัณหามันมาก..มันยังเอามากอยู่..มันยังมุ่งมากอยู่  มันก็..กินก็มาก..นอนก็มาก  พูดก็มาก..บ่นก็มาก  หงุดหงิดก็มาก..ยึกยักก็มาก  ลูกก็ต้อง..ดีดีนะ..ไม่ใช่ตรง.............ดีดี

เนี่ย..ไม่ใช่ตรงสงบ หรือ..ไม่สงบ  เอาซักอย่างหนึ่งก็ได้  ถ้ามันไม่เข้าใจว่าเอ๊ะ..นี่เราจะใส่ชุดไหนดี..เอาซักชุดนึงก็ได้..ซักชุดนึง  มีหลายชุดจัด..จัดชุดไหนดี  เอาซักชุดนึง..เอาซักอย่างนึงก็ได้
ไม่ใช่ตรงนิ่ง หรือ..ไม่นิ่งก็ได้  เอาซักอย่างนึงก็ได้  มันก็จะไร้ลง..เรียบไป..ไร้ไป   นะ.....ไปเตือน..สรุป
ถ้ายังสาละวนเกี่ยวกับเรื่องการสอดรู้..สอดเห็นมากมากอยู่  ก็เอาวะ..เอาเรื่องนี้แหละ
ถ้าไม่ใช่ตรงรู้ หรือ..ไม่รู้..เอาไว้ดีดี  ไม่..เอาไว้..ดีดี  ตรงรู้ หรือ..ไม่รู้เนี่ย..ดีดี


                                          +++++++++++++++++++++++++++

No comments:

Post a Comment