Monday, February 4, 2013

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้รักษาศีล

อ่านไม่ผิดหรอกครับ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้รักษาศีลหรือถือศีลครับ

เพราะตามกฏไตรลักษณ์ข้ออนัตตานั้น ไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตน แล้วจะเอาอะไรเข้าไปรักษาหรือเข้าไปถือศีลเล่าถ้าไม่ใช่ตัวตน!!

ศึลนั้นคือข้องดเว้นครับ โดยหลักๆมีเพียง 2 ข้อคือ งดเว้นการเบียดเบียนตนเอง และงดเว้นการเบียดเบียนผู้อื่น

การเบียดเบียนตนเองก็มีอยู่สองแบบครับ คือ

1. การเบียดเบียนตนเองอย่างหยาบ เช่น กินเหล้า สูบบุหรี่ กินอาหารเกินความจำเป็นของร่างกาย เสพยา ทำร้ายตนเอง
2. การเบียดเบียนตนเองอย่างละเอียด คือ การที่ไม่ยอมดับ ไม่ยอมจบให้กับตัวเอง เผื่ออัตตาตัวตนเอาไว้ให้เป็นสังสารวัฏ พูดง่ายๆคือเลี้ยงความหลงเอาไว้ ขึ้นชื่อว่าสังสารวัฏก็ถือว่าเป็นการเบียดเบียนตนเองแล้วครับ

การเบียดเบียนตนเองอย่างละเอียดนั้น ก็ก่อให้เกิดอาการคุ้มดีคุ้มร้าย ผีเข้าผีออก กับกายกับใจตน พยายามจะมองหาช่องทางตักตวงความสุขใส่ตนและหนีความทุกข์อยู่ตลอดเวลา

ถ้าหากปราศจากซึ่งความหลงแล้วจะได้เห็นเองเลยว่า ทุกข์นั้นมันก็ไม่ใช่ทุกข์ สุขมันก็ไม่ใช่สุข มีแต่หลงไปเองทั้งนั้น หลงไปยึดว่ามีตัวมีตน ไปรองรับทุกข์เอาไว้ไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ แค่เลิกหลงเท่านั้นก็จบเลย แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่กล้าทิ้งตัวตนกันไงถึงได้ดิ้นรนเดือดร้อนยาวนานข้ามภพข้ามชาติไม่รู้จบ

ซึ่งหากไม่ละเว้นการเบียดเบียนตนเองอย่างละเอียดนี้ ก็ไม่มีทางเลยที่จะเป็นปกติได้ ก็ละเสียซึ่งเจตนาที่จะรู้จะเห็นมันก็จะคลายออกจากความหลงไปเอง เพราะรู้ของคนทั่วไปนั้นมันรู้แล้วไหลไปปรุงแต่งโดยความไม่รู้ มันจึงแกะความเห็นความหมายต่อสิ่งต่างๆไม่ออก เลยเห็นว่าทุกอย่างเป็นจริง ก็ให้สักแต่ว่าไปกับทุกอย่าง อะไรๆก็ช่างมันให้มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไปจะได้ไม่หลงไหลตามมันไป จะได้ไม่หลงเข้าไปยึดมัน ก็มันยึดได้เสียที่ไหนเล่า มันก็ผ่านไปตลอดเวลาอยู่แล้ว

ส่วนการเบียดเบียนผู้อื่นนั้นก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นการไม่ไปเบียดเบียนผู้อื่นทั้งกาย วาจา ใจ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เราไปเบียดเบียนผู้อื่น กรรมนั้นก็จะย้อนกลับมาสนองเราอย่างแน่นอนไม่ชาตินี้ก็ชาติใดชาติหนึ่งในอนาคต(ถ้ายังไม่จบให้ตนเอง) ดังนั้นการไม่เบียดเบียนผู้อื่นก็จะเอื้ออำนวยให้เราไม่ลำบากมากนักที่จะเข้าถึงเนื้อหาสัจธรรม เพราะใครก็ตามที่มีเวทนามากเกินไป มันก็ไม่มีกับจิตกับใจที่จะมาสนใจสัจธรรมหรอก

ที่ว่าศีลคือความปกตินั้น...ปกติอย่างไรเล่า?

ความเป็นปกตินั้นก็คือสภาวะธรรมชาติของกายธาตุจิตธาตุดั้งเดิมแท้ที่ไม่มีกรรมใดๆซ้อนอยู่ เป็นสภาวะที่เป็นธรรมโดยธรรมของมันเองอยู่เองแล้ว นี่คือความปกติที่แท้จริง หากว่ายังมีกรรมซ้อนอยู่บนธาตุขันธ์มันก็ไม่ปกติหรอกครับ เดี๋ยวอุปาทานเป็นนั่นเป็นนี่ไปเรื่อย

ที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้รักษาศีลนั้นก็เพราะ ธรรมอันเป็นเนื้อหาโลกุตระนั้น ว่างจากตัวตน ศีลในพระพุทธศาสนาจริงๆจึงไม่ต้องมีใครเข้าไปถือหรือไปรักษา ไม่อย่างนั้นมันจะผิดธรรม เป็นศีลที่ไม่บริสุทธิ์ เพราะยังไปเบียดเบียนตนเองด้วยการหล่อเลี้ยงอัตตาเพื่อเอาไว้รักษาศีลให้เป็นภาระแก่กายแก่ใจตนเอง

ศีลที่ "ละเว้น" การเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นนี้เป็น "อธิศีล" คือศีลอันยิ่ง เป็นศีลที่ทำให้พ้นทุกข์

อย่าลืมนะครับพระพุทธเจ้าท่านทรงมาเพื่อพาปวงสัตว์ให้พ้นทุกข์ ไม่ได้มาสอนให้ใครทรมานตน หรือมีอุปาทานซ้อนในการเอาตัวเองไปรักษาอะไร

ส่วนศีลของพระสงฆ์มีจำนวนมากถึง 227 ข้อนั้น ทุกข้อก็สรุปลงตรงที่ให้ละเว้นการเบียดเบียนตนเองและผู้อื่นเหมือนกัน แต่ที่ยึดถือปฏิบัติกันอย่างเคร่งครัดเกินไปจนถึงขั้นไปยึดติดเอาตายตัวไม่มีความยืดหยุ่นนี่ก็เป็นการเบียดเบียนตนเองอีกรูปแบบหนึ่ง ก็เพราะไม่เข้าใจในเนื้อหาของศีลนั่นแหละจึงไปเพ่งเกร็งบังคับตีกรอบมันเอาไว้(ไม่ต่างจากที่กรรมฐานไปก่อกรรมกับจิต)

ในความเป็นจริงแล้ว(ไม่ใช่โดยความยึดติดในข้อวินัย) ถ้าหิวแล้วไม่กินก็ผิดศีลเพราะเบียดเบียนตนเอง กินอิ่มเกินไปก็เบียดเบียนตนเองอีก หรือพอฆราวาสเห็นพระสงฆ์ฉันอาหารเลยเวลาเพลแล้วเดือดร้อนใจขึ้นมานี่ก็เป็นการเบียดเบียนตนเองด้วยความหลงในเห็นนั้นๆอีก หรือไปมุ่งแต่จะจับผิดคนอื่นนี่ก็เบียดเบียนทั้งผู้อื่นและตนเอง ไม่วางใจในกฏแห่งกรรมที่ใครทำใครก็ได้ไปเอง เป็นกรรมซ้อนกรรม ผิดธรรมอีกเต็มๆ ซึ่งถ้าพระฉันเพราะหิว ในความเป็นจริง มันก็ไม่ผิดศีลครับ ที่ผิดก็ตรงที่ไปยึดกันมากเกินต่างหาก แต่ถ้าฉันเพราะอยาก อันนี้ผิดธรรมแน่ๆ เอาง่ายๆครับ ความไม่ปกติเกิดขึ้นกับใคร คนนั้นก็ผิดศีลเสียเองครับ ไม่ต้องไปโทษคนอื่น

ดังนั้นศีลที่แท้จริงจึงไม่ใช่การเข้าไปรักษา แต่เป็นการละเว้น ถ้าทำสิ่งใดผิดศีลไปแล้ว มันก็ไม่ใช่ตราบาปอะไร มันก็เป็นเพียงกรรมและผลของกรรมเท่านั้น ก็ไม่ต้องไปข้องคากับมัน ไม่ต้องไปตอกย้ำเป็นกรรมซ้ำสองซ้ำสามอีก ก็ให้มันผ่านไป

ด้วยเหตุที่นัยแห่งการเข้าไปรักษาศีลนั้นเป็นการไปกดดันตนเอง เบียดเบียนตนเอง บางคนรักษาศีลเพราะกลัวตกนรก กลัวตายไม่ดี แบบนี้ก็ผิดครับ ผลที่ได้จึงเป็นกรรมตีกลับจากการเข้าไปต้องตั้งเอากับศีล ซึ่งถ้าเราละเว้นการเบียดเบียนได้จริงๆ มันจะให้ผลเป็นความเบากายเบาใจแทน ไมใช่กังวลเคร่งเครียดจนประสาทจะกิน เพราะมัวแต่กลัวว่าจะตกนรกหากผิดศีลครับ

เข้าใจเนื้อหาของศีลให้ตรง เรื่องวุ่นวายทั้งหลายในโลกในสังสารวัฏมันก็จะหมดไปเอง ไม่ต้องมีตัวเองไปรักษาหรอกครับ มีตัวขึ้นมาเมื่อไหร่ เป็นได้ผิดปกติวุ่นวายเมื่อนั้น

No comments:

Post a Comment