Sunday, February 10, 2013

เลิกกดดันตัวเอง

ความตลกอย่างหนึ่งของคนสมัยนี้คือ นอกจากจะนำตัวเองไปผูกพันกับเงื่อนไขมากมายจนกลายเป็นความกดดันแล้ว ก็ยังกดดันตัวเองซ้ำซ้อนลงไปด้วยเงื่อนไขต่างๆแล้วก็โชว์กันว่าใครเจ๋งกว่า ซึ่งในที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นความเครียดโดยไม่รู้ตัว

คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังไหลตามอุปาทานหมู่ของสังคม ที่เรียกกันให้มันสุภาพว่ามาตรฐานชีวิต พอมีมาตรฐานเป็นที่ตั้ง ทุกคนก็เลยต้องวิ่งไปให้ถึงเส้นนั้นหรือเหนือกว่ามาตรฐานก็จะดีมากๆ หารู้ไม่ว่า ไอ้การที่ไปวิ่งไล่ล่าสิ่งเกินจำเป็นเหล่านั้นยิ่งสร้างความทุกข์ให้ตัวเองมากขึ้นทุกวันๆ แม้จะทุกข์ขนาดไหนก็ยังมืดบอดไม่เข้าใจว่าสิ่งทั้งหลายที่ตนเข้าไปผูกมัดด้วยเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้นนั้น มันไม่ดีจริงอย่างที่คิด

แปลกดีที่คนสมัยนี้อยู่บ้านหลังใหญ่ๆ แต่ใจมันอมทุกข์
แปลกดีที่คนสมัยนี้ทำงานกันหนักมากเพื่อที่จะมีบ้านหลังใหญ่เอาไว้ซุกหัวนอน
แปลกดีที่คนสมัยนี้คิดว่าตนเองมีอิสระ แต่ดันมีเงื่อนไขมากมายยิ่งกว่าติดคุก
แปลกดีที่คนสมัยนี้แสวงหาความมั่นคงของชีวิต แต่ยิ่งแสวงหาก็ยิ่งรู้สึกไม่มั่นคง
แปลกดีที่คนสมัยนี้มุ่งมาดปรารถนาที่จะมีชีวิตที่สมบูรณ์และมีความสุขด้วยการทรมานตนเองให้เป็นทุกข์

แล้วทำไมไม่ให้มันพ้นทุกข์ในปัจจุบันเสียเลยเล่า?

จริงๆยังมีอีกหลายแปลกเลยล่ะ ไม่ต้องยกตัวอย่างมาหมดก็ได้ แค่นี้ก็น่าจะเข้าใจแล้วว่า ใครกันแน่ที่ไปกดดันตัวเอง ทำให้ตัวเองทุกข์อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ความทุกข์ทั้งหมดทั้งมวลของคนส่วนใหญ่นั้นก็มาจากการที่เข้าไปยึดติดในสิ่งที่มีคนบอกว่าดี บอกว่าจะทำให้ชีวิตมีความสุขนั่นแหละ ยึดว่าจะทำให้ได้ ยึดว่าจะมีให้ได้ หลงไปตั้งเอากับความคิดตน หลงไปกดดันตัวเอง หลงมีเงื่อนไขกับความสุข หลงไปมีเงื่อนไขกับการพ้นทุกข์ ตั้งเงื่อนไขเองแล้วก็บ้าๆบอๆทุกข์ไปเสียเอง ทีนี้จะโทษใครได้เล่า

มันไม่ใช่เงื่อนไขที่รอไปข้างหน้า หรือพันธะที่ผูกพันเอาไว้กับอดีต ทุกอย่างล้วนเป็นอิสระจากกันอยู่แล้วทุกๆขณะ ไม่มี่อะไรผูกมัดกับอะไร มีแต่ "เรา" เองนั่นแหละที่หลงไปผูกไปยึดมันเอง แล้วก็ทุกข์ไปเสียเอง ซึ่งคนส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่ไม่รู้สาเหตุตรงนี้ ได้แต่ทำตามๆกันไป คิดและยึดตามๆกันไป ผลักดันไปข้างหน้าราวกับว่ามันไม่มีเบรคให้หยุด มีแต่คันเร่งให้วิ่งไปข้างหน้าอย่างเดียว ไม่เว้นแม้แต่ผู้ปฏิบัติธรรมก็ยังตั้งเงื่อนไขว่าต้องทำแบบนี้แบบนั้นถึงจะบรรลุธรรม

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนแต่เป็นเงื่อนไขที่ตั้งขึ้นมาเพื่อกดดันตัวเองทั้งนั้น เงื่อนไขทั้งหมดที่ว่าคือกรรมที่มาบังสัจธรรม เป็นสิ่งที่กักขังหน่วงเหนี่ยวให้ปวงสัตว์ติดคาอยู่ในบ่วงแห่งกรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หลงวิ่งไปข้างหน้าโดยหารู้ไม่ว่ามันไม่ใช่ข้างหน้า
หลงวิ่งหนีอดีตโดยไม่รู้ว่ามันไม่ใช่ข้างหลัง
แต่มันวนเป็นวัฏฏะ(วงจร)วกวนอยู่อย่างนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ซึ่งมันไม่ใช่ที่การหาความสุขมาดับทุกข์ เพียงลดละเหตุแห่งทุกข์ลงเสีย เลิกตอกย้ำ เลิกกดดันตัวเองด้วยเงื่อนไขต่างๆ เลิกยึดในทิฏฐิมานะของตน เท่านี้ความทุกข์มันก็จะจางคลายไปโดยตัวมันเองอยู่แล้ว เพราะทุกสรรพสิ่ง ทุกสภาวะล้วนเสื่อมไป ดับไปโดยตัวมันเองอยู่แล้ว ส่วนไอ้ที่ทุกข์ๆอยู่เนี่ย มันก็เป็นเพียงการตอกย้ำกรรมซ้ำๆลงไปหรือไปพยายามที่จะยึดมันเท่านั้น มันจึงดูเหมือนทุกข์ต่อเนื่องเรื้อรัง ทุกข์ไม่หายเสียที ไม่เชื่อลองดู ช่างมันเลย อย่าไปตอกย้ำ อย่าไปอะไรๆกับมัน เดี๋ยวมันก็คลายออกจากทุกข์เอง ผ่านไปทุกสภาวะโดยที่ไม่มีอัตตาตัวตนซ้อนลงไป ไม่มีตัวเราเข้าไปรับ เข้าไปเสวยอะไร ผลที่ได้ก็คือความโล่งโปร่งเบาในกายในใจ พ้นทุกข์ได้ ณ ขณะนั้นเลยไม่ต้องรอชาติหน้า หรือรอทำกิจให้จบก่อน เพราะที่เราๆท่านๆแบกกายแบกใจกันอยู่นั้นมันก็ล้วนเป็นกิจที่เกินจำเป็นกันอยู่แล้ว พระพุทธเจ้าท่านจึงทรงบอกให้เราจบกิจนั่นไง ปลงเลย ปล่อยเลย ไม่มีกิจอะไรที่เราต้องทำเพื่อพรหมจรรย์อีกแล้ว เพราะการจบให้ตนเองนั่นแหละ คือพรหมจรรย์ที่บริสุทธิ์จากตัวตนอยู่เองแล้ว

ไม่เชื่อก็ลองผูกเงื่อนไขให้ตัวเองไปเรื่อยๆสิครับ แล้วดูว่าจะแก้ได้จริง หรือจะเห็นปมใหม่ๆเกิดขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อน พิสูจน์ด้วยตัวเอง ถ้ามันแก้ไม่ได้ เหนื่อยแล้ว หมดแรงแล้วก็ปล่อยเลย ปลงเลย นั่นแหละสัจธรรมมันไม่เคยไปไหนไกลเลย เพราะมันนิพพานอยู่แล้วตลอดครับ หมดแรงตอกย้ำในอะไรๆเมื่อไหร่มันก็พ้นทุกข์ทันที

No comments:

Post a Comment