Friday, February 8, 2013

หลงโลก-หลงธรรม

คงเคยได้ยินกันว่า ในวันหนึ่งๆมนุษย์มีอารมณ์หลากหลายมากมายเป็นพันๆอารมณ์สลับสับเปลี่ยนกันไป

สิ่งนี้สะท้อนความจริงให้เห็นว่าคนเรานั้นจะยึดเหนี่ยวเกี่ยวเกาะอารมณ์ต่างๆ มากมายในหนึ่งวัน ในทุกๆวันตลอดชีวิต มันเป็นธรรมชาติของสัตว์ที่จะต้องหาที่ยึด ที่ยึดเกาะ ให้กับจิต ให้กับใจตัวเอง คนที่โชคดีหน่อยก็ได้เกาะเกี่ยวอารมณ์สุข คนที่โชคร้ายหน่อยก็มีแต่อารมณ์ทุกข์ อย่างนี้เรียกว่าหลงโลกครับ คือหลงเข้าไปเกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งอารมณ์ต่างๆในทางโลก จมแช่อยู่กับมันตลอดเวลา สุขก็แช่นานหน่อย ทุกข์ก็แช่น้อยหน่อย และทุกอารมณ์ล้วนอนิจจังทั้งนั้น พอเจออะไรดีๆก็พยายามจะรักษามันไว้ มันก็เกิดทุกข์ขึ้นมา

ส่วนใหญ่คนที่หลงโลกนั้น มักจะมีแต่ความสุข ชีวิตสุขสบาย สามารถปรนเปรอความรู้สึก ผัสสะ อายตนะ กิเลส ตัณหา อุปาทานของตนเองได้เต็มที่ คนประเภทนี้จะไม่สนใจหลักธรรมใดๆเลย คอยหาเงินมาปรนเปรอตัวเอง เปรียบเหมือนหมาที่วิ่งไล่งับหางตัวเอง จนกระทั่งถึงวันหนึ่งที่ไม่สามารถจะยึดเกาะอะไรทางโลกที่เคยให้ความสุขได้อีก เช่น คนที่อยู่ดีๆก็ป่วยชนิดรักษาไม่หาย พิการ แก่ชรา ร่างกายทรุดโทรม หรืออยู่ๆก็ตกทุกข์ได้ยากขึ้นมากะทันหัน คนเหล่านี่ก็จะหันไปยึดเกาะธรรม คือเลิกหลงโลกแล้วหันไปหลงธรรมแทน เพราะธรรมนั้นเป็นสภาวะที่เย็นกว่า สงบกว่า จะเกาะเกี่ยวนานแค่ไหนก็ได้เท่าที่ต้องการหรืออาจจะยึดเหนี่ยวเอาไว้ รอจนกว่าจะกลับไปเกาะเกี่ยวสภาวะทางโลกได้อีก แล้วค่อยกลับไปหลงโลกใหม่ก็ยังได้

บางคนก็ยึดเกาะธรรมไปเลยตลอดชีวิตก็มี ไม่หันมาหลงโลกอีก ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะดีนะครับ เพราะมันไม่จบ หลงโลกกับหลงธรรมมันก็ยึดเกาะเหมือนกัน

การเกาะยึดสภาวะธรรมหรือธาตุขันธ์ต่างๆนี่แหละที่ก่อให้เกิดอัตตา เรียกว่าเกาะแม้แต่นิดเดียวก็อัตตาแล้ว พออัตตาเกิด กิเลสตัณหา อุปาทานก็พรึบขึ้นมาพร้อมกันทีเดียวครบหมดทุกตัว ไปสังเกตดูได้ว่าผู้ที่ภาวนานั้นก็ยังมีกิเลสอยู่ตลอด บางคนที่เราเห็นภาวนาดีๆ เราก็นึกว่า...แหมหลุดพ้นแล้ว อนุโมทนาด้วยครับ แต่สุดท้ายกลับไปสร้างเหตุให้ตัวเอง แต่งงานแต่งการสร้างกรรมต่อไปอีก...เฮ้อ

ก็ไอ้ที่เรียกว่าเครื่องอยู่หรือวิหารธรรมนั่นแหละตัวดี เกาะกันดีนัก เกาะจนไม่รู้จักปล่อย ไม่รู้จักคลาย เกาะเมื่อไหร่หลงเมื่อนั้น ยึดเมื่อนั้น เกาะกันจนตายไปข้างนั่นแหละ พอใกล้ตายก็ภาวนากันเข้าไป เกาะเกี่ยวสภาวะธรรมกันเข้าไป จนตายลงเมื่อไหร่ ไอ้อุปาทานที่เหนียวแน่นกับการยึดเกาะมันก็จะทำให้ต้องไปเกิดในภพภูมิใหม่ เวียนว่ายกันไม่จบไม่สิ้น ไม่ตายจริงสักที ดังนั้นใครที่สอนคนอื่นให้ภาวนาก็ระวังให้ดีเถอะ กรรมมาบังสัจธรรมตอนตายก็ได้ไปใช้กรรมกันต่อ กรรมดีก็กรรมเหมือนกันนั่นแหละ

หรือแม้กระทั่งนักภาวนาที่ชำนาญแล้ว ชั่วโมงบินสูงแล้ว มันก็ยังเกาะ เกาะสิ่งที่ถูกรู้นิด เกาะนั่นหน่อย เกาะแล้วปล่อยเร็วๆ ละเร็วๆ แบบนี้ก็ยังเรียกว่าเกาะอยู่ แต่ก็หารู้ไม่ว่าตัวเองกำลังเกาะตัวรู้อย่างเหนียวแน่นโดยไม่รู้ตัว พอภาวนาถึงขั้นของขณะจิตสุดท้ายก่อนตาย มันก็เลยไปเป็นสัตว์ขันธ์เดียวที่ทรงรู้ แช่รู้ เกาะรู้อยู่บนชั้นพรหม..ไม่ผิดหรอกครับ ไปเป็นพรหมนั่นแหละ

และด้วยธรรมชาติของสัตว์ที่ต้องหาอะไรเป็นเครื่องอยู่ เป็นที่ยึดเกาะตลอดเวลานี่เอง ทำให้น้อยคนที่จะกล้าทิ้งเครื่องอยู่ทันที เพราะมันก็สอนๆกันมาแบบผิดๆนั่นแหละว่า ให้เกาะก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยปล่อยทีหลัง ปล่อยอะไรเล่า ก็ปล่อยสิ่งที่ถูกเกาะไง แต่ไอ้ตัวรู้ที่เอาไปเกาะมันยังอยู่ครบถ้วน ถึงตอนนั้นก็ตัวใครตัวมันแล้ว ไม่มีใครอยู่รับผิดชอบหรอก เดี๋ยวก็ขึ้นไปจ๊ะเอ๋กันข้างบนเอง

ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้หลายๆคนปฏิฆะหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ที่ท่านสอนให้ปลงรู้ ปลงการยึดเกาะสภาพอนิจจังใดๆ ปลงการเจริญในตัวรู้เสีย เพราะมันนึกกันไม่ออกไงว่าถ้าไม่เกาะแล้วมันจะเคว้งคว้างไหม จะกลายเป็นวิญญาณหลงทางหรือเปล่า จะเสียสติหรือเปล่า ก็คิดก็ปรุงไปเรื่อยตามธรรมชาติของสัตว์ โดยหารู้ไม่ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เราไม่เกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งสภาวะหนึ่ง ขันธ์ใด มันก็จะนิโรธทันที มันจะสว่างโพล่งนอกเหนือกาย นอกเหนือจิตทันที ซึ่งตรงนี้ไม่มีใครสอน หรือสะท้อนความเป็นจริงออกมาให้ฟังได้ ก็เพราะว่าคนที่สอนให้เกาะก็ยังไม่จบ เอาปุถุชนมาสอนมันก็ไม่จบ คนที่สอนคนอื่นให้ยึดเกาะก็ไม่จบเองไปด้วยเหมือนกัน เรียกว่าพากันลงเหวทั้งอาจารย์ทั้งศิษย์นั่นแหละ

อริยะนั้นไร้ขณะจิตในการเกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งสภาวะใดๆ สภาวะต่างๆมันผ่านมาแล้วก็ผ่านไปตลอด หมดห่วง หมดใจ ไม่มีข้อยกเว้น เลิกเกาะทั้งโลกทั้งธรรมโดยสิ้นเชิง ทิ้งการยึดเกาะทั้งหมดนั่นแหละนิโรธของจริง ตรงต่อสัจธรรมแห่งพระนิพพานจริงๆ ไม่เคว้งคว้างอย่างที่เข้าใจกัน เพราะไอ้คนที่คิดว่าถ้าเลิกยึดเกาะแล้วจะเคว้งคว้างในความว่างเปล่านั่นแหละ มันก็ทิ้งตัวรู้ไม่เป็น ก็เลยสอนออกมาแบบนั้น

สัตว์สอนสัตว์มันจะจบได้ยังไงเล่า มันก็จะมัวสาละวนอยู่กับความเป็นสัตว์ของตัวเอง ของผู้อื่นตลอด ถ้าจะออกจากความเป็นสัตว์ก็ต้องทิ้งธรรมชาติของสัตว์เสียก่อน นั่นแหละถึงจะพ้นทุกข์จริงๆ

No comments:

Post a Comment