Tuesday, February 5, 2013

หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านสะกดจิตคนฟังหรือเปล่า

ขออนุญาตหัวเราะก่อน...กร๊าก

เออ...ผู้ปฏิบัติภาวนาเอาวิชาจิตวิทยาซึ่งเป็นของนอกมาอ้างอิง มั่วได้ถ้วยจริงๆ

หลวงพ่อท่านสะกดจิตลูกศิษย์ยังไง ทุกคนถึงได้ตื่นโพล่งขนาดนี้!! เอาอะไรมาตู่เนี่ย!!!

จะบอกให้ก็ได้ว่าสะกดจิตจริงๆนั้นเป็นยังไง ลองทำดูก็ได้ครับ เริ่มจากการนั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย หลับตาลง ภาวนาคำว่าพุทโธๆๆๆ ไปเรื่อยๆ หรือถ้ารักแฟนมาก อยากจะเกิดด้วยกันทุกชาติก็ ภาวนาเลยครับ ติ๋มๆๆๆๆ(ตัวอย่าง ไม่ได้พาดพิงใคร) ได้ผลเหมือนกัน ก็คือการสะกดจิตตัวเอง คือสะกดจิตไปว่า ตัวตนของกูจริงๆมันมีจริงๆ เลยเอาตัวกูเข้าไปเกาะเกี่ยวอยู่กับคำภาวนา(อุปาทาน) จากอุปาทานอ่อนๆที่ยึดเหนี่ยวอะไรไม่ค่อยได้ เเหมือนลูกตุ๊กแก พอฝึกมากๆเข้าอุปาทานมันก็เหนียวแน่นขึ้นกลายเป็นโครตตุ๊กแก จนถึงขั้นสุดก็กลายเป็นมนุษย์ตุ๊กแกมหากาฬ ที่อุปาทานในตัวกู(ตัวรู้) เหนียวหนึบ สไปเดอร์แมนไปไกลๆ จนที่สุดกูก็พร้อมแล้วสำหรับการตามดู ตามรู้สภาวะที่ละเอียดสุดๆจนถึงขั้นขณะจิตเดียวเลย

....เพิ่งรู้ว่านอกจากควายที่หลวงพ่อชอบใช้แล้ว ตุ๊กแกก็แสดงธรรมได้เหมือนกัน แฮะ 555

พอสมาธิได้ที่ จากนั้นก็เอากำลังสมาธิที่ได้จากการเกาะสภาวะนั่นแหละไปดูลมหายใจก็ได้ ดูท้องพองยุบก็ได้ ดูจิตก็ได้ ดูคิดก็ได้ เคลื่อนมือก็ยังไหว ดูสภาวะไหนก็ได้ทั้งสี่ฐาน จัดว่าเป็นการสะ "กดจิต" ทั้งหมด คือ กดจิตๆๆๆ

ผลที่ได้คือผู้ปฏิบัติจะสงบรำงับจากการวางสิ่งที่ถูกรู้แล้วไปเกาะอยู่ที่ธาตุรู้แทน...อิ่มเอิบ เคลิบเคลิ้ม แต่แปลกแยกโครตๆ มันทำให้คุณรู้สึกเหมือนเป็นผู้วิเศษจริงๆ โอ้เมตตาต่อสรรพสัตว์จังเลย อยากทำบุญ 555

ผมเองก็เคยเคลื่อนมือครับ เคลื่อนจนรู้สึกว่า "นี่ไม่ใช่แขนกูนี่หว่า" มันรู้สึกเป็นท่อนๆเคลื่อนไปมา หรือเคยนั่งสมาธิสู้กับความปวดจนความปวดมันหลุดปรึ้ดแยกออกไป เป็นผู้ดูและสิ่งทีถูกดู เห็นว่าปวดก็ส่วนปวด กูไม่เกี่ยว

อ้าวก็ใช่สิ ดูไปมากๆมันก็วางสิ่งที่ถูกรู้ทั้งหมดนั่นแหละ แต่ก่อนที่จะวางสิ่งที่ถูกรู้นั้น คุณก็ได้หยิบมันขึ้นมาก่อนด้วยการเข้าไปดู ไปรู้แล้ว นั่นแหละคือการหยิบมันขึ้นมาถือ อย่างนี้แหละที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านจึงสอนว่า อย่าไปติดไปหลุดอะไร ถ้าไม่ติดไม่หลุดอะไรมันก็ว่างอยู่แล้ว วางอยู่แล้วนั่นเอง ก็อย่าเป็นลิงไปเสียเอง (ไม่ใช่ชื่อตอนเทศนาธรรมของท่านนะครับ) มันก็จบแล้ว

เมื่อคุณวางสิ่งที่ถูกรู้ได้แล้ว สิ่งที่จะติดมาด้วยก็คือ พอวางปุ๊บ คุณได้แบกปัญญาก้อนนั้นต่อทันที คือมีตัวกูตลอด ทีนี้รู้หรือยังว่ากูเกี่ยวไหม

จริงอยู่ที่คุณวางสิ่งที่ถูกรู้ได้ แต่ในสภาวะนั้นเองคุณก็จะไปจมแช่อยู่กับวิญญาณขันธ์แล้ว ซึ่งมันผิดธรรม พอรู้มากๆมันก็ยิ่งแช่ ยิ่งติด

ทีนี้คนที่ถามมาว่าหลวงพ่อสะกดจิตหรือเปล่า ก็เพราะไปตั้งข้อสังเกตว่าหลวงพ่อใช้คำซ้ำๆบ่อยๆเหมือนสะกดจิตครับ

คำตอบคือไม่ใช่การสะกดจิตครับ วิธีการที่ท่านใช้คำซ้ำๆก็เพราะว่าผู้ที่นั่งฟังท่านเทศน์นั้นกำลังแช่ในสภาวะใดสภาวะหนึ่งอยู่ ท่านจึงต้องใช้คำที่มันจะกระแทกให้ตื่นออกจากสภาวะที่ไปจมแช่นั้น

คำที่ท่านใช้นั้นเปรียบเสมือนตำรวจที่พังประตูเข้าไปจับวงไพ่นั่นแหละครับ ตูม!!! นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ อย่าหนี...มีหรือขาไพ่จะไม่วิ่ง 555

คิดูว่าขาไพ่ที่กำลังเมามันอยู่กับการจั่วไพ่ (การแช่) พอเห็นตำรวจ(หรือได้ยินคำหลวงพ่อ)เมื่อไหร่ ขาไพ่ทุกรายๆที่แช่อยู่ในอารมณ์ต่างๆกัน ก็จะตื่นโพล่ง พร้อมเอาตัวรอดโดยอัตโนมัติ ด้วยความพริ้วสุดๆ เร็วสุดๆ ปฏิภาณไหวพริบก็สุดๆ เงินที่กองอยู่กลางวง(สภาวะ อารมณ์)ก็ไม่สนใจ ซึ่งทุกอย่างที่ว่ามานั้นล้วนเป็นไปเองไม่ต้องไปกำหนด ไปดู ไปรู้เลยด้วยซ้ำ นั่นแหละสติที่โพล่งของจริง ไม่จดจ่อ เป็นธรรมชาติไปเอง

นี่คือกุศโลบายเบื้องหลังการเเลือกใช้คำซ้ำๆในการเทศน์ครับ ซึ่งฟังทีไรสว่างโพล่งทุกที ไม่ใช่ฟังทีไรถูกสะกดจิตทุกที คนที่ถูกสะกดจิตจริงๆนั่นน่ะหลับในอารมณ์อย่างร้ายแรงครับ ไม่สามารถมานั่งเขียนสัจธรรมให้อ่านได้แบบนี้หรอก ถ้าคำสอนของหลวงพ่อเป็นการสะกดจิต ป่านนี้ผมคงพูดแต่คำว่าไม่ๆๆๆๆสิครับจริงไหม

ส่วนสติอริยะนั้นนอกเหนือขันธ์ ไม่ใช่ไปเจริญขันธ์ หรือเอาขันธ์วนในขันธ์ ก็ไอ้วิญญาณขันธ์มันคือธาตุรู้ตัวเดียวนั่นแหละ แต่ที่เรียกเป็นขันธ์ ซึ่งประกอบด้วยจิต สติ นั้นก็เพราะว่ามันถูกจำแนกโดยสมมติว่า มันถูกเอาไปใช้ในหน้าที่ต่างกัน แต่ดันเข้าใจว่ามันเป็นคนละตัว เพราะถูกสมมติบัญญัติบังอยู่ มันผิดตรงนี้

แล้วไอ้ที่แช่นั่นน่ะ ไม่ใช่แค่อารมณ์นะครับ แต่แช่ทั้งในความยึดติด(อุปาทาน) แช่ทั้งในโมหะ(คือหลงเข้าใจผิดๆไปเอง) พอแช่ในสิ่งเหล่านี้มากๆ มันก็เกิดเป็นอัตตาที่พอกพูนขึ้นเรื่อยๆ อุปาทานก็มากขึ้นเรื่อยๆ ไปยึดว่าคำสอนของสำนักกูถูก โดยไม่สนใจที่จะแสวงหาสัจธรรมความจริง เลยไปจมอยู่กับความเชื่อ ความศรัทธาแบบแช่ๆของตัวเองซ้ำลงไปอีกเป็นวงจรอุบาทว์ ช่วงนี้เราจึงได้เห็นแวดวงนักปฏิบัติ นักภาวนา ฟัดกันอย่างกับหมาเพราะอัตตายังอยู่ครบแบบที่เห็นกันอยู่นี่แหละ

ก็ก่อนหน้านี้มันเสวยสุขไง อิ่มเอิบ เหตุการณ์สงบสุข ไม่มีอะไรมากระทบแรงๆเลยไม่รู้ พอเจอโจทย์จริงๆ แปลงกายเป็นหมากันหมด ดราม่ากันใหญ่ 555

No comments:

Post a Comment