Wednesday, February 6, 2013

คนที่บรรลุธรรมต้องสั่งสมปัญญาให้แก่รอบก่อนจริงหรือไม่?

นี่เป็นคำถามที่ถามกันบ่อยมากๆ ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่คำถามซะทีเดียวหรอกครับ เป็นทิฏฐิที่คนถามพร่ำบอกกับตัวเองว่ายังต้องทำ ต้องเจริญ ต้องเร่งความเพียรอีกเยอะ นัยว่าปัญญายังไม่แก่รอบพอที่จะบรรลุธรรมครับ

ถ้าคิดได้แบบนี้เรียกว่ากรรมบังครับ ก็ทิฏฐินั่นแหละบังเอาไว้ คิดเอาเองทั้งนั้น ตอนเจอหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ครั้งแรกผมคิดแบบนี้ซะที่ไหน ผมไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่ายังเพียรไม่พอหรืออะไรยังไง คือฟังธรรมจากไฟล์เสียงแล้วก็ได้แต่ทึ่ง ผมจึงไปกราบหลวงพ่อฯแบบเปิดใจเลยครับ มันก็เลยง่ายมากที่จะฉับพลันต่อหน้าท่านทันที

ซึ่งปัญญาที่เราคิดว่าจะต้องแก่รอบก่อนนั้น ไม่เกี่ยวเลยครับ เกี่ยวกับว่าเปิดใจแค่ไหน ถ้ายังมัวแต่ทิฏฐิอยู่ เช่น อุ๊ยไม่เอาอ่ะ ดูเหมือนลัทธิงมงายไงไม่รู้ มีหยาดน้ำด้วย ทำไมขอขมากรรมต้องเอาพระโพธิสัตว์เข้ามาด้วย พระพุทธเจ้าองค์เดียวไม่พอหรือไง หรือ ฟังสัจธรรมของหลวงพ่อแล้วเหมือนสะกดจิต (ทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าคนถูกสะกดจิตนั้นเป็นยังไง) ฯลฯ

บางคนฟังไม่เข้าใจก็สรุปเลยว่าหลวงพ่อเป็นมิจฉาทิฏฐิก็มี ผมบอกได้เลยว่าคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นปัญญาชนครับ คือรู้มาก เรียนมามาก แต่รู้ไม่จริง รู้อย่างละนิดอย่างละหน่อยก็เอามาจับแพะชนแกะ มั่วๆตรรกะขึ้นเอง ชงเอง กินเองครับ ที่น่าแปลกคือคนกลุ่มนี้ไม่ยอมใช้กาลามสูตรในการพิสูจน์ธรรมของหลวงพ่อฯเสียด้วย ซึ่งแปลกมากๆ

ปัญญาในการบรรลุธรรมนั้น มันเป็นเรื่องของปุถุชนคิดเอาเอง จินตนาการเอาเอง บนพื้นฐานที่ต้องทำเอาครับ จินตนาการไม่พ้นสิ่งที่ตนมี ตนเป็น และอ้างอิงประสบการณ์เก่าๆ คือ ถ้ายังรู้ไม่หมดก็ทำข้อสอบไม่ได้ เดี๋ยวสอบไม่ผ่าน มันไปเข้าทางแบบ มรรค-ผล-นิพพาน ครับ ซึ่งนี่แหละคือกรรมบัง

คนที่บรรลุธรรมฉับพลันนั้นไม่ใช่เกิดจากปัญญาแก่รอบหรอกครับ มันเกิดจากการวางใจ หรือ ปลงใจต่างหาก ส่วนพวกปัญญาแก่รอบจัดๆ ผมเห็นแบกปัญญาเข้าคอร์สภาวนากันแบบไม่มีกำหนดจบครับ เพราะไม่เคยวางใจ คือไปติดอยู่กับความเชื่อ ความคิดที่ว่า ยังไม่พอๆๆ เลยกลายเป็นผู้หิวโหยปัญญาและแสวงหานิพพานอยู่ตลอดเวลา และมักจะใช้เวลาว่างสั่งสมแต่บุญกุศลเตรียมเสบียงเอาไว้ให้ตนเองโดยหารู้ไม่ว่าบุญกุศลนั้นแหละที่ทำให้อยู่ในสังสารวัฏอย่างสะดวกสบาย แต่มันไม่จบครับ

เพราะอะไร ก็เพราะว่าไม่รู้รหัสนัยของพระนิพพานไง พอใครชี้บอกอะไรก็เชื่อหมด ทั้งๆที่สิ่งที่ถูกชี้เป็นเพียงแต่ตรรกวิธีการหรือสิ่งที่ให้ปัญญาได้ขบคิดเท่านั้น แต่เมื่อมีคนมาชี้รหัสนัยแห่งพระนิพพานให้เห็นกันจะๆ ใจลึกๆก็เลยแป้ว ไม่นึกว่าจะมีใครมาบอกตอนจบ กลายเป็นว่าไม่อยากจะจบซะงั้น เพราะยังเชื่อฝังหัวอยู่ว่า เราคงจะดีไม่พอ(ฮา) หรือโดยอนุสัยที่ติดปัญญา เลยเหมือนยังเคี้ยวเอื้องไม่อิ่ม หารู้ไม่ว่าบางคนที่ไม่เคยผ่านการภาวนามาก่อน จบให้กับตัวเองแล้วก็เยอะครับ เพียงแค่วางใจ ปลงใจเท่านั้นแหละ นิพพานทันที ไม่ได้ยากเย็นแสนเข็ญแบบที่บอกต่อๆ สอนต่อๆกันมา หรือแบบที่คิดตั้งกำแพงกันตัวเองจากนิพพานนั่นแหละ

ก็ในยุคพุทธกาลมีคอร์สวิปัสสนาเสียที่ไหนเล่า ฟังแล้วบรรลุตามได้ทันที ก็เพราะสิ่งที่ได้ฟังนั้นคือสัจธรรมแท้ครับ ส่วนที่ฟังแล้วไม่จบน่ะ ไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนครับมันมาเติมเอากันทีหลังทั้งนั้น

ปัญญาเนี่ย สั่งสมมากๆ ใช้มากๆ ยึดมากๆ เวลาฟังสัจธรรมนี่หน้าตาจะเหมือนเคี้ยวเอื้องครับ ดูรู้เลยว่ากำลังเอาสัจธรรมไปปั่นอยู่ในหัว หลวงพ่อฯบอกให้ฟังแล้วจบ แต่พวกนี้แอบเคี้ยวเอื้องชนิดไม่สนใจคำเตือนของหลวงพ่อฯครับ มันเลยไม่แจ้งสักทีไงเล่า

แค่ฟังแล้ววางใจตามนั่นแหละครับ จบเลยทันที ไม่ต้องรอจนแก่แบบที่เชื่อๆกัน

No comments:

Post a Comment