Monday, February 18, 2013

คลายตัวมันเอง ยิ่งคลายยิ่งสว่าง

ลูกก็คลาย คลายตัวมันเองอย่างเดียว  เมื่อมันคลายตัวมันเองครั้งหนึ่งลูกก็สว่างครั้งหนึ่งเลย เป็นอย่างนั้นเลย ไม่เป็นอื่น  เรียกว่าจิตก็คลายในจิตเองลูก ไม่ใช่ว่าจิตพยายามที่จะเป็นจิต ฉะนั้นทุกอย่างในสภาพแห่งจิตแห่ง ธาตุแห่งธรรม แห่งขันธ์  ทุกอย่างก็ผ่อนอย่างเดียว แล้วมันจะทิ้งหมดทุกอนุสัยลูก ความคุ้นเคยรึว่าความเคยชินที่เป็นวสีมาเรียกว่าความเคยชิน ทั้งนั้น กับการจดจ่อ การทรง การแช่ การดำรง การเจริญรึว่าการดำเนิน  ซ้อนธาตุซ้อนขันธ์ ทุกรูปแบบลูก เรียกว่ากรรมอนุสัย มันก็จะคลายเองทั้งหมดเรียกว่า  จะทิ้งระบบกรรมอนุสัยทั้งหมด  ลูกก็ผ่อนอย่างเดียว คลาย ผ่อนแล้วจะได้คลาย คลายออก  เรียกว่าคลายตัวมันเอง  ส่วนตัวมันเองมันจะแบบไหนลูกไม่ต้องไปมองหาหรอก  เอาว่า คลายตัวมันเองก็แล้วกัน ไม่ใช่ว่าไปคอยคลายสิ่งไหนไปคอยวางสิ่งไหน คอยว่างจากสิ่ง คอยไร้จากสิ่งไหน ไม่ใช่ คลายตัวมันเอง มันจะไม่ใช่ลักษณะของหนึ่งแล้วสองนะลูกนะ  หนึ่งแล้วก็ไปสองอะไรกับอะไร  ไม่ใช่ลักษณะอย่างนั้น  คือมันไม่ใช่การคอยเริ่ม  ไม่ใช่การคอยเริ่มเรียกว่าคลายตัวมันเอง คลายตัวมันเอง ไม่ใช่การคอยทรง ถ้าทรงก็เป็นหนึ่งอีกนั่นแหละ มันยังเป็นหนึ่งอยู่ในอารมณ์ เป็นหนึ่งอยู่ในภายในจิต  มันยังเป็นเชื้ออยู่ คลายตัวมันเอง  มันก็ค่อยๆผ่อนก่อน ถ้ามันเหนียวแน่น มันตึง มันต้อง มันตั้ง มันหนักอย่างนั้นน่ะ มันหนืด ค่อยๆผ่อน คือไม่ได้พยายาม ใช้ความพยายามไม่ได้ลูก ถ้าใช้ความพยายามเมื่อไหร่ เป็นตัณหาเมื่อนั้น

สำหรับจิต และนิพพานอยู่แล้ว ใช้ความพยายามไม่ได้เลย ใช้ความพยายามซักนิดหนึ่งก็กลายเป็นตัณหาขับเคลื่อนจิตทันที อันนี้คลายจากความเป็นจิต และลูกก็จะตรงต่อนิพพานอยู่แล้วทันทีไม่มี อ้อมค้อม ไม่มีเริ่มซะก่อนแล้วจึงค่อยไปจบลูก อันนี้หมายความว่าไม่ต้องไปคอยเริ่ม คอยจบ เรียกว่าจบอยู่แล้ว คลายตัวเองเท่านั้นลูก คลายครั้งหนึ่งลูกก็สว่างครั้งหนึ่ง หวนกลับมาทรงในสภาวะจิต ทรงในอารมณ์ ทรงในรู้ทรงในเห็น แช่กับสภาวะจิต ครั้งหนึ่งความสว่างก็หายไปอีก อย่างนั้นเลย ไม่เป็นอื่น พอไปทรงจิตปุ๊บเนี่ย ความสว่างจะลดไปทันที ความสว่างนี้ไม่อาจจะไปทำมันได้ลูก มาจากการคลายตัวมันเองเท่านั้น วางตัวมันเองเท่านั้น และนั้นมันนอกเหนือจิต นอกเหนือความเป็นจิต ไม่ใช่จิตหนึ่ง จิตสอง จิตสามไม่ใช่ มันจะไม่เกี่ยวกับความพยายามเลยแม้แต่เพียงเล็กน้อย นิดนึงก็ใม่เกี่ยวกับความพยายามเลย ใช้ความพยายามไม่ได้เลย แล้วลูกก็จะได้ตรงต่อวางอยู่แล้วทันที มันจะสว่างไปเรื่อย คลายตัวมันเองเค้าเรียกว่าคลายสมุทัย คลายเหตุ ไม่เป็นเหตุ ไม่ใช่เห็นกับสิ่งถูกเห็นลูก คลายตัวเห็นซะเอง คลายตัวมันเองนี้มันไม่ใช่ลักษณะเห็นกับสิ่งถูกเห็นรู้กับสิ่งถูกรู้ลูก มันไม่มีทั้งสองอย่าง เรียกว่ากล้าทิ้งขนาดนั้นแหละ จะได้นอกเหนือเห็นเป็น จะได้นอกเหนือรู้เป็นลูก เนี่ยแล้วมันจะจบหมดทั้งโลกทั้งธรรม จบพร้อมกันหมดเลย คลายตัวเองลูก อย่าให้ถึงกับงม เห็นกับสิ่งถูกเห็นอยู่ ดูกับอาการที่ถูกดู อย่าให้งมขนาดนั้น ไอ้นั่นมันเป็นลักษณะของการเจริญผัสสะแล้ว ดูกับสิ่งถูกดูเนี่ย มันเจริญผัสสะไปแล้ว ดูกับอาการที่ถูกดูเนี่ย ก็เจริญผัสสะไปเรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นก็ค่อยๆผ่อนอย่างเดียว ผ่อนอย่างเดียวเท่านั้นแหละเรียกว่าคลายตัวมันเองรึเรียกว่าปลงธาตุปลงขันธ์ปลงธรรมไม่ใช่ปัฏิบัติ ไม่ใช่ตัวปฏิบัติ ถ้าไปเจริญเมื่อไหร่ ลูกก็กรรมซ้อนธรรมเมื่อนั้นทันที เรียกว่าเป็นกรรมซ้อน จบ จบลูกให้จบไม่ใช่ปฏิบัติต่อ ปฏิบัติต่อมันก็ไปหน้าเรื่อยแหละไม่จบ ไม่จบจริง การตรัสรู้แห่งพุทธะ โปรดสัตว์ของมหาโพธิสัตว์ สรุปโลกสรุปธรรมให้มาจบโลกจบธรรม ไม่ใช่ให้เป็นโลกเป็นธรรมไปหน้าเรื่อยไม่ใช่ ให้จบ ให้ยุติ อย่าเป็นสมุทัยซ้อนโลกซ้อนธรรมอย่าเป็นเหตุซ้อนโลกซ้อนธรรม อย่าเป็นกรรมซ้อนโลกซ้อนธรรรม สติไม่ต้องเอา สมาธิไม่ต้องเอา ปัญญาไม่ต้องเอา ให้มันเป็นอัตโนมัติของมันไปเองในการอาศัยใช้งาน แต่ละวันละเวลา แล้วก็แล้วแล้วไปไม่ใช่เอามาแบกมาหาม ให้ตรงต่อเนื้อหาที่ว่างอยู่แล้วที่วางอยู่แล้วนิพพานอยู่แล้วเท่านั้น นอกนั้นเป็นเพียงอุปโลกน์ขึ้นมาใช้งานแค่นั้นแหละโปรดสัตว์เท่านั้น ไม่ว่าคุณธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ว่าให้ไปยึดให้ไปเอาลูก ให้บนพื้นฐานว่าว่างอยู่แล้วว่าวางอยู่แล้วด้วยความไม่ยึดติดอยู่แล้วสถานเดียว แล้วจะไม่ผิดเพี้ยนไปจากนิพพานอยู่แล้วทันที ไม่ต้องใช้ความพยายามกับธาตุหนึ่งขันธ์ใด กับสภาพจิตหนึ่งสภาพจิตใดและลูก ก็จะตรงต่อนิพพานอยู่แล้ว ณ เวลานั้น ไม่ได้ใช้ความพยายาม

ความพยายามเอาไปใช้กับงาน เค้าเรียกว่ามันแค่สิ่งที่อุปโลกน์ขึ้นมาอาศัยในการเป็นในการไปในการอยู่ชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้นลูก แต่มันเอามาใช้กับนิพพานไม่ได้ เอามาใช้กับการวางไม่ได้ พอวางเนื่องด้วยความพยายามแล้วมันได้วางซะทีนึงหรอก จะแบกความพยายามไปเรื่อยลูก วางเนี่ยมันจะหมายถึงวางอยู่แล้ว ไม่ใช่อะไรไปวางอะไร อยู่แล้ว อยู่แล้วจะหมายถึงที่ของมันอยู่เองแล้วไม่ใช่อะไรไปวางอะไร ฉะนั้นความเคยชินเหนียวแน่นเรียกว่ากรรมอนุสัยของลูก มันจะมีลักษณะของการจดจ่อรู้จดจ่อเห็นแช่รู้แช่เห็น เหนียวแน่นเหนียวหนืดกับรู้กับเห็น อันนี้เรียกว่าค่อยๆผ่อน ผ่อน ความเหนียวแน่นเหนียวหนืดความจดจ่อจริงจังในรู้ในเห็นเนี่ย ในจิตเนี่ยมันจะค่อยๆอ่อนลง ตัวจริงจังเค้าเรียกว่าเจตนารึว่าอุปาทานเหนียวแน่น หรือเรียกว่าตัณหารุนแรง ในธาตุในขันธ์และมันจะอ่อนตัวลง และจะค่อยๆสว่างขึ้นเอง ค่อยๆผ่อน ผ่อนเลย ผ่อนจิตไป ไม่ต้องเหนียวแน่นกับจิตค่อยๆผ่อน ผ่อนคลายคลาย เรียกว่าคลายตัวมันเอง ไม่ได้พยายามที่จะเป็นตัวมันเองส่วนไหนทั้งนั้น รู้ก็ผ่อนตรงตัวรู้เองเห็นก็ผ่อนตรงตัวเห็นเอง จิตผ่อนตรงจิตเองทุกสภาพทุกสภาวะไม่เหนียวแน่น เรียกว่าคลายตัวมันเองเรียกว่าคลายตัวมันเอง คลายตัวมันเอง เท่านั้นลูกจึงสว่าง ถ้าเป็นในภาคละเอียดถ้าเป็นในภาคทิพย์ก็ฉับพลันเดี๋ยวนั้น การันตีด้วยความสว่างของการคลายนั้น เพราะการสว่างก็เป็นการการันตีการคลายนั้น ก็คือตรงแล้วต่อความเป็นจริงนั้น ไม่ต้องไปลังเล พอไม่คลายพอไปแช่ไปทรงหน่อย ความสว่างก็ลดลงทันทีเค้าก็ไม่ลังเลแล้ว ไม่ลังเลต่อการปลงตัวมันเอง ไม่ลังเลต่อการวางตัวมันเอง ต่อการคลายตัวมันเองว่าตรงต่อนิพพานอยู่แล้วจริงๆ  ทีนี้มนุษย์ก็จะลำบากหน่อยอืดอาดหน่อยเพราะว่าจิตมันซ่านไปตาหูจมูกลิ้นกายใจ ซ่านไปในสรรพสิ่งสรรพธาตุทั้งหลาย ฉะนั้นจึงให้ลดตัวต้องตัวตั้งลงทั้งหมด จึ้งจ้องต้องตั้งซ้อนธรรมซ้อนสรรพสิ่งสรรพธาตุทั้งหลาย ให้ลดลงทั้งหมดมันจะได้ชัดเจนในเนื้อหา และไม่ก่อเกิดความลังเล ถึงการวางตัวมันเองถึงการคลายตัวมันเอง การที่มันไม่ยึดไม่เกาะโดยตัวมันเองนั่นแหละ ไม่ใช่หนึ่งสองหนึ่งสองสามสี่ห้าหกอะไรอยู่  ไม่ใช่อะไรกับอะไรอะไรกับอะไรอยู่คลายตัวมันเองตลอด คลายตัวเองตลอด แล้วจะได้พ้นจากกลไกของกรรมวัฏฏะ ลูกจะได้ไม่เวียนวนกับวงจรของกรรมวิบากต่อไปอีก เรียกว่านอกเหนือกรรมเป็น นอกเหนือกรรมเป็น ไม่เนื่องด้วยการเป็น ไม่เกี่ยวไม่เนื่องด้วยกรรมเป็น ผ่อนตรงตัวรู้ลูกผ่อนเลย ผ่อนรู้เลยผ่อนเลย ไม่เหนียวแน่นกับรู้จนกว่าลูกจะนอกเหนือรู้เป็น ไม่เนื่องด้วยรู้เป็นเรียกว่าไร้รู้เป็น เนื้อหาตรัสรู้ไม่ติดรู้ เรียกว่าจบในระบบของวิชาและอวิชชาทั้งหมด ไม่เกี่ยวข้องทั้งวิชาและอวิชชาเรียกว่านิพพานจริงๆ นิพพานอยู่แล้วจริงๆไม่เกี่ยว กับวิชาและอวิชชา ไม่เกี่ยวกับรู้หรือไม่รู้ คลายตัวมันเองลูกไม่ใช่อะไรกับอะไร ไม่ใช่เอาอะไรไปคลายอะไร เอาอะไรไปวางอะไร ไม่ใช่ลักษณะดูกับสิ่งถูกดู ไม่ใช่ลักษณะรู้กับสิ่งถูกรู้ลูก คลายตัวมันเองเนี่ยไม่ใช่ลักษณะรู้กับสิ่งถูกรู้เลย มันตัดทั้งสองอย่าง เรียกว่านอกเหนือทั้งสองอย่างเป็น ฉะนั้นมันจึงไม่มีลักษณะของตัณหาที่จะไปทันหรือไม่ทัน คำว่าทันกับไม่ทันเนี่ยมันตัณหา จะรู้ทันรู้ไม่ทันเนี่ยมันยัง เป็นตัณหาซ้อนธาตุซ้อนขันธ์ ไม่ใช่ มันยังเป็นระบบขับเคี่ยวอยู่ เป็นระบบผูกขาดอยู่ นาตุในขันธ์เค้าเรียกเป็นระบบยึดติดอยู่ ไม่ใช่อะไรทันอะไรหรืออะไรไม่ทันอะไรลูก โดยเนื้อหาที่ว่างอยู่แล้วโดยไร้อยู่แล้วนี้ มันจะไม่มีลักษณะของสภาวะ มันจะไม่ใช่เป็นลักษณะของสภาวะนั้น สภาวนี้อยู่นอกเหนือสภาวะ เรียกว่าทิ้งทุกสภาวะ ฉะนั้นให้หมดใจ หมดใจหมดหน้าตักเลยลูก ไม่ก็คือไม่เลย ไม่เอาก็ไม่เอาเลย จิตก็คือจิตลูก ผ่อนก็ผ่อนเลย คลายลูกก็คลายเลย ส่วนหนึ่งส่วนใดลูกไม่ต้องไปทรงเอาไว้ ให้มันหมดใจจริงๆ แล้วลูกก็จะจบในเรื่องของทุกข์เป็น จบในเรื่องเหตุของทุกข์เป็น จบสมุทัยเป็น นิโรธนิพพานอยู่แล้ว นิโรธนิพพานอยู่แล้ว ถ้าลูกทรงนิดทรงหน่อยแช่นิดแช่หน่อยเค้าเรียกว่ายังรักษาเชื้อเหตุแห่งสมุทัยเอาไว้ เหตุแห่งทุกข์ๆๆๆนี้ให้หมดใจ ไม่ต้องทรงเลยไม่ต้องแช่สภาพจิตแบบไหนนอกเหนือรูปธรรม นอกเหนือนามธรรม เค้าเรียกว่าปลงรูปปลงนามปลงกายปลงจิต ผ่อนตัวมันเองคลายตรงตัวมันเอง ส่วนมากจะตัวมันเองในรู้ตัวมันเองในเห็น ตัวมันเองในลักษณะการจดจ่อๆ แล้วก็ผ่อนตัวจดจ่อลง ตัวคอยสนใจๆๆๆๆ ลูกก็ผ่อนตัวสนใจลง คลายตัวสนใจ สนนิดสนหน่อยมันก็ไปเรื่อย ไปสู่การร้อยรัดไปสู่การผูกมัด จะสนนิดสนหน่อยมันก็เป็นผูกมัดทั้งนั้นเป็นร้อยรัดทั้งนั้น ลูกผ่อนจากตัวสนใจเลยผ่อนจากตัวจดจ่อเลย อันนั้นแหละเรียกว่ามันจะคลายคลายตัวมันเอง ไร้ตัวมันไร้ตัวมันเองคลายตัวมันเอง ไม่ไปเอาตรงที่ชัดหรือไม่ชัด ชัดไม่ชัดมันแค่อุปโลกน์ขึ้นมาอาศัยใช้ทำงาน  การเป็นการอยู่ชั่วคราว เนื้อหาจริงๆลูกก็กล้าสละ หมดไม่เนื่องด้วยชัดหรือไม่ชัด จะรู้ชัดไม่ชัดเห็นชัดไม่ชัดไม่เกี่ยว กล้าสละจึงค่อยว่างเป็น ตรงชัดไม่ชัดอยู่ก็ว่างไม่เป็นซักที ฉะนั้นทุกขันธ์เนี่ยไม่ใชให้ไปเจริญไม่ใช่ให้ไปปฏิบัติ แต่ให้คลายจากมันทุกสภาพจิตที่มีเป็นในแต่ละขณะปัจจุบัน ของแต่ละขณะปัจจุบันให้คลายจากมันผ่อนจากมัน ทุกรูปแบบ ไม่ใช่ให้เจริญมันลูก แม้แต่ตัวเฝ้าดูเฝ้ารู้ ก็ให้คลายจากตัวดูเองคลายจากตัวเฝ้ารู้เอง ฝึกวิชาเฝ้ายาม อะไรเฝ้าอะไรมันไม่ใช่หรอกลูก คลายตัวมันเองคลายตัวมันเอง ผ่อนจากความเป็นตัวมันเองกับอะไร จนนอกเหนือผัสสะ นอกเหนือระบบผัสสะในตัวมันเอง มันไม่ใช่เป็นลักษณะของการเจริญ สิ่งหนึ่งสัมผัสกับสิ่งหนึ่ง รู้กับสิ่งถุกรู้นี่ก็เป็นระบบของผัสสะหมดแล้ว เมื่อลูกยังเจริญตัวรู้อยู่ มันก็เจริญระบบผัสสะอยู่ เจริญระบบการกระทบอยู่สัมผัสอยู่ ลูกก็หนีไม่พ้นการปรุงแต่ง ความนึกคิดฟุ้งซ่านอารมณ์มีลักษณะยอบย้อมอยู่ เรียกว่าไปเจริญเหตุของผัสสะ เจริญเหตุของปุถุชน ผัสสะก็คือชน ชนเข้าไปชน เข้าไปสัมผัส นั่นเอง อันนี้นอกเหนือสัมผัส คลายตัวมันเองคลายตัวมันเอง นี่มันไม่ใช่อะไรกับอะไร นอกเหนือสัมผัส ไม่ใช่อยู่แค่สัมผัสที่หก มันไม่ใช่อยู่แค่รู้ อันนี้มัน คลายตัวมันเองนี่มันนอกเหนือรู้เป็น ฉะนั้นรู้เนี่ยจึงเป็นวิถีญาณที่อุปโลกน์ขึ้นมา มาโปรดสัตว์ทั้งนั้น ชั่วขณะ ไม่ใช่สิ่งที่จะไปอาศัยอยู่ ไม่ใช่การคอยอยู่ของลูก เค้าเรียกว่าการคลายตัวมันเอง คลายไม่ใช่การคอยอยู่โดยเนื้อหาที่ว่างอยู่แล้วที่วางอยู่แล้ว ไม่ใช่การยึดติดอยู่แล้ว จิตผ่อนให้ลูกผ่อนลง เลิกเหนียวแน่นไปเอง ไม่เกี่ยวกับความพยายาม ถ้าลูกพยายามนิดเดียวลงไปเท่านั้นแหละมันก็จะเหนียวแน่นต่อไปอีก เหนียวแน่นกับอะไรล่ะลูกก็เหนียวแน่นกับจิตตัวเอง เหนียวแน่นกับรู้ เหนียวแน่นกับดูเหนียวแน่นกับความรู้สึก มันจะเหนียวแน่นกับภาวะธาตุขันธ์ในตัวเอง ใช้ความพยายามนิดเดียวลูกก็จะเกิดเหนียวแน่นต่อไปอีก เกิดการร้อยรัด เกิดการผูกมัดในสภาวะธาตุขันธ์จิตต่อไปเอง ทุกอย่างไม่เนื่องด้วยความพยายาม แล้วจบเลย นิพพานอยู่แล้วทันที จบกิจๆๆๆๆๆๆๆๆ สติ สมาธิ ปัญญาแค่อาศัยขึ้นมา อุปโลกน์ขึ้นมาทำงานเกื้อกูล โลก สังสารวัฏ ไม่ใช่เอามาเกาะเอามาเกี่ยว เอามาเหนี่ยว เอามารั้ง หรือเพื่อจะเหนียวแน่นกับมัน จนกลายเป็นสิ่งเสพติดขึ้นมา เค้าเรียกติดธรรม อันนี้จบโลก จบธรรม ปลงทั้งโลก ปลงทั้งธรรม แล้วจึงค่อยเกื้อกูลโลก เกื้อกูลธรรม คลายตัวมันเองลูก ผ่อนจากความเป็นตัวมันเอง ไม่ตึง ไม่เหนียวแน่น ไม่จดจ่อ ไม่จับจด ผ่อนจากตัวคอยจดจ่อ คลายจากตัวคอยจดจ่อ คอยจับจดจิต ผ่อนเรื่อยๆอนุสัยมันเยอะลูก มันมีปัจจุบันอยู่เรื่อยๆก็ผ่อนคลายอยู่เรื่อยๆ ลูกก็สว่างอยู่เรื่อย สว่างอยู่ตลอดก็สว่างไป ไม่เป็นอื่น ถ้าคอยทรงคอยแช่อยู่มันก็เป็นสีนั้นสีนี้ ในที่สุดมันก็ไม่สว่าง สีของพลังฌาณ สีของพลังสมาธิ ของระบบของสติ ไม่ว่าจะสีแดง ไม่ว่าจะสีม่วง ไม่ว่าจะสีเขียว ขาวเขียวขุ่นเขียวข้น ก็ไปจากการทรงสภาวะจิตที่ต่างลักษณะกัน แต่มันไม่สว่าง นอกจากคลาย เมื่อเลิกการทรงตัวมันเองเมื่อไหร่คลายตัวมันเองคือไม่ต้องห่วงการทรงจิตทุกลักษณะ คลายๆๆๆจะเริ่มสว่างขึ้น จากที่เคยเป็นสีเขียวข้นก็จะกลายเป็นสีเขียวใสขึ้น มันจะเกิดการกรองจนใสขึ้น นั่นเรียกว่า มันเริ่มทิ้งตัวมันเองก็เริ่มใสขึ้น แล้วทิ้งใสก็สว่าง อันนี้มันคลายมากขึ้น ก็สว่างเลย จ้าอย่างเดียว สว่างขึ้น เรียกว่าเป็นเนื้อหาแห่งอานุภาพแห่งนิโรธ เป็นอานุภาพแห่งนิโรธ ความที่ปราศจากเหตุ เรียกว่าดับเหตุ ยุติเหตุ เมื่อทรงนิ่งอยู่ ทรงเฉยอยู่ก็ติด แต่สมาธิ มันมีตัวทรงอยู่ลูก แช่อยู่ก็เป็นสีน้ำเงินสีม่วงไป ตามสภาพทรงมากทรงน้อยแช่มากแช่น้อย ผอืดผอมเจือปนอยู่นิดๆหน่อย ก็คละสีไปคือไม่ต้องเนื่องด้วยความพยายามที่จะแช่ แต่ประการใด เค้าเรียกคลาย ก็เริ่มใสขึ้นใสขึ้น  เมื่อไม่ต้องจับจดกับอะไรไม่ต้องจดจ่อกับอะไร เริ่มจะไม่แช่ไม่ทรงกับอะไรจริงก็สว่าง สว่างขึ้นเอง ไม่เป็นอยู่ ผ่อนจากตัวรู้ ผ่อนจากตัวเห็น แล้วนั่นแหละคือการคลายตัวมันเอง ไม่ต้องพยายามลูกนิดนึงก็ไม่ต้อง ผ่อนอย่างเดียวจากดู จากรู้ จากเห็น อะไรกับอะไร ไม่ใช่ทั้งหมด ผ่อนจากอะไรกับอะไรเนี่ย คลายมันคลายเรียกว่าคลาย จึงจบกิจ

ไอ้เรื่องเกิดแก่เจ็บตายมันเรื่องเด็กๆ อย่ามัวแต่ไปตื่นตูมกับมัน เริ่มเป็นเรื่องที่วนเวียนทั้งนั้นแหละ วกวนตรงที่มันหลงนี่แหละลูก หลงไอ้ตัวดูหลงไอ้ตัวรู้นี่แหละ ก็เริ่มเหนียวแน่นกับวิญญานสัมผัส วิญญาณขันธ์ รู้นี่มันเกาะขันธ์เกาะธาตุ เกาะจิตอยู่ อยู่ที่หลงอยู่ ผ่อนจากตัวมันเอง จะเป็นคำตอบให้เอง เรียกว่าเป็นคำตอบที่มันหมายถึงจบ ไม่ต้องต่อไปอีกไม่ต้องหาคำตอบใหม่ จบหมดไม่ว่าศีลไม่ว่าธรรม ไม่ว่าโลกว่าธรรมจบหมด มันไม่มัวไปเป็นโลกเป็นธรรมอยู่ กรรมซ้อนโลก กรรมซ้อนธรรม ไอ้ตัวรู้นี่ไม่ต้องไปฝึกมันหรอกลูก มันหลงกันมาอยู่แล้ว ก็หลงติดตัวรู้กันมาอยู่แล้ว หลงมาจนหาเริ่มต้นไม่เจอเลยว่ามันหลงมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ต้องไปฝึกหรอก มีแต่คลายเท่านั้น คลายจากมันเท่านั้น จะได้จบ คลายจากรู้ซะเอง คลายจากตัวรู้ซะเองลูกจึงค่อยจบ มันหลงมาอยู่แล้วจะไปฝึกทำไมอีกล่ะ ปกติมันก็หลงรู้กันมาอยู่แล้วกี่กัลป์ กี่กัป กี่ภพ กี่ชาติกี่พุทธธันดร อยู่แล้วจนหาเบื้องต้นไม่เจออยู่แล้ว มันหลงกันมาอยู่แล้ว กับป์ไหน ภพไหนมันก็หลงกันมาทั้งนั้นแหละลูก ที่แย่ทุกวันนี้ก็เพราะไอ้ตัวหลงรู้ พาวกวน พาสับสน พาร้อยรัดพาผูกมัดไปเรื่อย ต่อๆๆๆๆๆๆๆต่อเนื่อง ต่อปม ต่อแง่ ต่อมุมไปเรื่อยก็รู้ ตัวหลงรู้น่ะ ก็เรียกว่า นอกเหนือรู้เป็น นอกเหนือจิตเป็นก็จบเลยลูก คลายจากความเป็นจิตเป็นมันก็จบเลย กระทั่งจิตหนึ่งไม่เหลือ คลายอย่างเดียวเท่านั้นลูก ผ่อนจากความเป็นอยู่ มีอยู่ ตัวจริงจัง ตัวเหนียวแน่นมันจะผ่อนลง ตัวแช่ออกกำลังนิด ออกกำลังหน่อย พยายามนิด พยายามหน่อย ก็ให้ผ่อนตัวพยายามนั้น  แล้วลูกก็จะตรงประเด็นต่อการคลายตัวมันเองอยู่แล้ว คลายตัวมันเองอยู่แล้วทันที ความพยายามที่ซ้อนรู้ซักนิดนึง ซักหน่อยหนึ่ง ผ่อนความพยายามนั้นเลย เพราะมันยังเป็นตัณหาซ้อนอยู่ลูก ต่อไปลูกก็จะได้เลิกกวัดแกว่ง เลิกเคว้งคว้าง คลุมเครือ เลิกสะเปะสะปะ มันจะได้หมดเควสชั่นมาร์ค หมดเควสชั่นมาร์คนี้จะได้หมดเลย มันไม่ใช่อะไรกับอะไรซะหมด หมดเควสชั่นมาร์คเลยหมดเลย อย่าไปหลงฝึกนะลูกนะ มันไม่ใช่การฝึก ปลงไม่ใช่ฝึก ไม่ใช่ไปเจริญลูกให้คลาย จบจริงๆ ปฎิบัติ ก็ปฏิบัติใช้กรรมทั้งนั้นแหละลูก หลงฝึกมาต่อภพต่อชาติฝึกอะไรบ้างก็ไม่รู้ ฝึกขันธ์หนึ่งขันธ์สองขันธ์สามฝึกขันธ์สี่ ก็ต้องมาเป็นภาวะวังวนหลงกับการปฏิบัติลูก ปฏิบัติใช้กรรม

องค์พุทธะตรัสรู้ขึ้นมาจบให้ ปลง ให้จบ ให้ปลง ขันธ์ทุกขันธ์เป็นของร้อนทั้งหมด ไม่ใช่ให้ไปจับมัน อย่าไปเจริญมัน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ว่ากายรึว่าจิต ต่างเป็นของร้อนทั้งหมดไม่ใช่ให้ไปจับมัน ไม่ใช่ให้ไปเจริญมัน คลายจากมัน ตัวรู้ก็คลายจากตัวรู้เอง ไม่ใช่ให้ไปเจริญรู้ ตัวดูก็คลายจากตัวดูเองไม่ใช่ไปเจริญดู สัญญาคลายจากสัญญาเองไม่ใช่ให้ไปเจริญสัญญา ความคิดดำริ ให้คลายจากความคิดความดำริเอง ผ่อนจากมันไม่ใช่ให้ไปเจริญมัน ปลงทุกขันธ์นิพพานทันที ไม่ใช่ไปเจริญกรรมฐาน ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่ากำฐาน กำฐานมีแต่ซ้อนฐานเนี่ยแหละ กรรมฐานก็กำฐานยึดฐาน ก็เลยไปหน้าเรื่อยลูก เป็นทาง เป็นมรรคไปเรื่อยเลย มักใครมักมันไปเรื่อยเลย อันนี้มันไม่ใช่ให้จบมรรค ไม่ใช่ตรงที่มรรคต่อมรรค ให้คลายตัวรู้นั้นเอง ผ่อนจากการรู้เอง ไม่ใช่เจริญรู้ ถ้ามัวแต่เจริญรู้อยู่ก็สวนกันไปสวนกันมาอยู่ตลอด ลูกก็เจริญตัวผัสสะเจริญตัวกระทบ เพราะมันหลงรู้กันอยู่แล้วลูก รู้อยู่รู้ไปมันก็หลงรู้ทั้งนั้นแหละ มันแค่อาศัยของพวกนี้ใช้งานชั่วคราว เดินไปห้องน้ำเป็นตักข้าวเข้าปากเป็น นั่งเป็นยืนเป็นถูกที่ถูกทางแล้วก็แล้วไป ไม่ใช่ให้จดจ่อ เกาะติดมัน ไม่ใช่ แล้วไม่ใช่ว่าเอาไปใช้ซะจนเกินเหตุ รู้เนี่ย ไปใช้ซะจนเกินเหตุ ใช้สร้างเวรสร้างกรรมมั่วไปหมด วนขันธ์วนธาตุ ใช้แต่ความพอดีที่มันจำเป็นต่อการใช้ชีวิตอยู่ ธาตุขันธ์ที่มันมีอยู่แล้วเท่านั้น ไปใช้ซะจนเกินเหตุ คิดไปทั่ว นึกไปทั่ว วิตกวิจัยไปทั่วที่ทั่วแดน สร้างแต่ปัญหา หาแต่ภาระขึ้นมาอยู่ร่วมกัน ในดลกในสังคม มันเกินความจำเป็นและเกินความพอดี  นั่นแหละมันไปใช้เกินเหตุ เกินความจำเป็น  เกินไป พอเกินไปแล้วก็เลยกลายเป็นวังวนสาละวน วนในธาตุ ในขันธ์ ก็เลยกลายเป็นเรื่องเสพติดในธาตุในขันธ์ไป เสพติดในธาตุในขันธ์ มันไม่ได้แค่อาศัยใช้ธาตุขันธ์ชั่วคราวแต่มันกลายเป็นเสพติดธาตุขันธ์ ติดเลย

ลูกก็ผ่อนอย่างเดียวไม่ต้องเนื่องด้วยความพยายาม นิดเดียวลูกก็ตรงและตรงต่อนิโรธทันที เพราะความพยายามนี่ก็คือรูปแบบหนึ่งของสมุทัย เจริญสมุทัยมันก็ไม่ตรงต่อนิโรธ ยุติสมุทัยก็นิโรธทันที ผ่อนทุกสภาพจิตเลย สภาพจิตแบบไหน จิตปัจจุบัน จิตปัจจุบัน จิตทุกเวลา เวลาปัจจุบันจิต ทุกเวลาของปัจจุบัน ปัจจุบันทุกปัจจุบัน ปัจจุบันทุกเวล่ำเวลา  ปัจจุบันจิต ลูกก็ผ่อนทุกขณะปัจจุบัน ไม่ต้องเสียดาย กล้าหมดใจนะลูกนะ หมดจะเรียกว่า หมดจด หมดจด ทุกปัจจุบันจิตลูกก็ต้องกล้าผ่อนจากมัน คลายจากมัน ไม่ใช่เจริญไม่ใช่ดำเนิน กล้าจะได้หมดจด เรียกว่ายิ่งกว่าโง่ยิ่งกว่าฉลาด นอกเหนือโง่นอกเหนือฉลาด จะได้ว่างเป็น ไร้เหตุไร้ปัจจยการเป็น มันจะได้เข้าสู่เนื้อหาที่โปรดสัตว์ จะได้คลี่คลายความเป็นสรรพสัตว์

No comments:

Post a Comment