Sunday, February 10, 2013

ทั้งหมดทั้งมวลเรื่องความเครียด

แปลกแต่จริงที่คนสมัยนี้มีทุกอย่างพร้อมสรรพ แต่กลับยิ่งเครียดกว่า ชาวไร่ชาวนาที่ไม่ค่อยมีอะไรในสมัยก่อน

เพราะอะไร?

ผมจะเทียบเคียงให้เห็นภาพด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ง่ายๆครับ

สมมติว่าคนหนึ่งคนเทียบได้กับน้ำหนึ่งโมเลกุลในหม้อต้มน้ำ น้ำปกติมันก็เย็นตามอุณหภูมิห้องอยู่แล้ว แต่พอตั้งหม้อ เปิดไฟต้มน้ำ น้ำจึงค่อยๆร้อนขึ้นเรื่อยๆจนเดือดแล้วมีบางส่วนระเหยกลายเป็นไอ ถ้าต้มไปเรื่อยๆ น้ำจะกลายเป็นไอจนหมด หม้อแห้ง ไฟไหม้บ้าน

เห็นภาพหรือยังครับว่าความเครียดเกิดตรงไหน?

ก็ไอ้ไฟที่ใส่เข้าไปนั่นแหละครับคือ ตัณหา แล้วลองนึกดูว่า คนที่มันมีตัณหาความอยากมาอยู่รวมๆกันเยอะๆอะไรจะเกิดขึ้น?

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การเบียดเบียน แก่งแย่งแข่งขัน ร้อนรน แล้วก็เครียด(เดือดปุดๆ) ซึ่งถ้าจะให้อธิบายกันในระดับลึกลงไปแล้ว ความเครียดนั้นก็เกิดจากการเข้าไปยึดในเงื่อนไขต่างๆนั่นเอง และเงื่อนไขเหล่านี้มันก็มีขึ้นทั้งที่โดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว อย่างเช่น

เราต้องรวย เราต้องมีรถหรูๆขับ เราต้องมีชื่อเสียง เราต้องเป็นเจ้าของกิจการ เราต้องมีเกียรติ เราต้องเป็นที่นับถือ เราต้องมีครอบครัวที่เป็นสุข เราต้องเป็นคนดี เราต้องมีชีวิตมั่นคง เราต้องมีแฟนสวย เราต้องเป็นที่รักของทุกคน เราต้องดูดีทั้งในจอ(facebook...ฮา) และนอกจอ เราต้องมีชีวิตบั้นปลายที่สงบสุข เราต้องนิพพานชาตินี้ เราต้องเดินจงกรม เราต้องนั่งสมาธิ เราต้องทำบุญทุกวัน เราต้องได้เปรียญเก้า เราต้องได้เป็นพระครู เราต้องได้เป็นเจ้าอาวาส(ฮา) เราต้องไร้ เราต้องโปรดสัตว์ เราต้องๆๆๆๆๆๆ เห็นไหมครับว่ามันมีเราเข้าไปมีส่วนร่วมตลอดทุกเรื่อง เสือกจริงๆ 555

ไม่ว่าพระหรือฆราวาสก็ล้วนตกบ่วงแห่งการยึดติดทั้งนั้นไม่มีเว้น

และสิ่งเหล่านี้เองที่เป็นเงื่อนไข ที่เราผูกโยงใจเราเอาไว้กับสิ่งต่างๆที่มันก็เปลี่ยนแปลงไปของมัน ผูกโยงเอาไว้กับผู้คนที่ดิ้นรนไปบนวิถีกรรมของตนเองซึ่งเอาแน่อะไรไม่ได้เหมือนๆกัน เราหลงเอาใจเราเข้าไปผูกโยงกับสิ่งต่างๆ "มีใจ" ให้กับสิ่งต่างๆ เอาสิ่งต่างๆเข้ามาใส่ใจเรา สุดท้ายพอทุกสิ่งมันร้อนขึ้น ไอ้ "เรา"ที่เข้าไปยึดโยงสิ่งต่างๆเอาไว้ มันก็เลยร้อนตามมา ร้อนมากๆก็เดือดปุดๆไปเลย

ฉะนั้นปัญหาทั้งหมดทั้งมวลล้วนแต่เกิดจาก "ตัวเรา" ทั้งนั้น เราเอาตัวเราเข้าไปยึดกับสิ่งโน้น สิ่งนี้ มันก็มีแต่ฉิบหายครับ เครียดตายห่า อันนี้ไม่ต้องพึ่งหมอดูก็ฟันธงให้ได้เลย

แม้เราจะฮึดสู้ขึ้นมาแก้ไขจนได้ มันก็เข้าไปยึดอยู่ดี เป็นการสร้างเงื่อนไขใหม่ขึ้นมาเพื่อที่จะทุกข์อีก ดังนั้นวิถีวิธีการแก้ไขปัญหาแบบโลกๆนั้นไม่จบหรอกครับ เพราะทุกข์มันไปรออยู่ข้างหน้าแล้วเรียบร้อย ได้เจอมันอีกแน่ๆ ที่ภาษาพระเรียกว่าไปเจริญเหตุแห่งทุกข์นั่นเอง แล้วจะไม่เจอทุกข์ได้ยังไง

แต่ทุกข์ก็เหมือนสรรพสิ่งหรือสภาวะทั้งหลายที่คลายตัวมันเองอยู่แล้วตลอดเวลา ถ้าไม่ไปยึดอะไรมันอีก มันก็คลายของมันเองอยู่แล้ว เหมือนน้ำที่ร้อนมากๆ ก็หลุดออกไปกลายเป็นไอนั่นแหละครับ พอกลายเป็นไอก็เย็นลงทันที เป็นอิสระทันที ไม่ต้องไปเบียดเสียดยัดเยียดกันในหม้อต้มอันร้อนระอุอีก

ส่วนคนที่ฮึดสู้ไปได้เรื่อยๆ หรือยังอยู่บนกองบุญ ยังดิ้นรนไปได้ ก็ไม่ต้องห่วงเขาหรอกครับ วันหนึ่งเมื่อวาระมาถึง อกุศลวิบากเรียงตัวในแนวเดียวกัน(เหมือนดาวเคราะห์...ฮา) จนเจอทุกข์หนักๆแทบไม่ไหวจะเคลียร์ และไม่มืดบอดจนเกินไป เขาก็จะรู้และเข้าใจเอง ฉะนั้นอย่าไปช่วยเหลือใครตอนที่เขาสุขสบาย เพราะบุญมันบังเอาไว้ รอให้เขาทุกข์หนักๆ ประมาณว่าลงไปกองกับพื้นแล้วนั่นแหละ ค่อยเข้าไปประคองขึ้นมา แล้วบอกเขาไปอย่างเมตตาว่า "กูบอกมึงแล้วใช่ไหม"(ฮา) ตอนนี้แหละครับที่เขาจะเริ่มรับฟังและเข้าใจสัจธรรมได้อย่างแท้จริง แต่ถ้าไปเจอสัจธรรมของปลอมก็วนต่อไปนะจ๊ะ 555

อาการที่บ่งบอกว่าเรากำลังเครียดเกินพิกัดไปแล้วก็คือ อาการที่เรียกว่า burnt-out หรือหมดไฟนั่นแหละครับ แต่คนส่วนใหญ่พอหมดไฟก็หาทางเติมไฟขึ้นมาอีก ส่วนน้อยก็จะเข้าสู่ขั้นหดหู่ ซึมเศร้า ฆ่าตัวตาย ซึ่งมันไม่ได้แก้ปัญหาได้จริงหรอก

ผมเองก็เคยหมดไฟครับ แต่หมดไฟแบบคนย่างเข้าวัยชรานะ คือเมื่อชีวิตถึงจุดหนึ่งมันก็สรุปได้เองว่า ไอ้ที่เราดิ้นรนกันอยู่นี่มันไม่ใช่นี่หว่า ไม่เห็นจะมีตรงไหนที่ให้ความสุขได้อย่างแท้จริงเลย จริงๆผมเห็นว่ามันไม่ใช่ตั้งแต่เป็นวัยรุ่นแล้วครับ แต่จะหยุดก็หยุดไม่ได้ ไปปฏิบัติธรรมก็หยุดไม่ได้เพราะเขาสอนให้เพียรปฏิบัติ คือโลกทั้งโลกมันเอาแต่วิ่งไปข้างหน้าไง มันเลยบอกกับทุกคนว่า แค่หยุดคุณก็ถอยหลังแล้ว พอบอกอย่างนี้ก็ฉิบหายสิครับ ใครจะกล้าหยุด มันก็จะมีแต่วิ่งหน้าตั้งไปเรื่อย

แต่พอมาเจอหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะปั๊บ ผมหยุดดิ้นรนทันทีตั้งแต่วันแรกที่เจอท่าน เหมือนคนเจอบทสรุปน่ะครับ ทุกวันนี้ก็เลยนั่งดูมันวิ่งกันไป แข่งกันไป ฮาดี สู้กันแทบตายเพื่อสุดท้ายก็ไม่มีอะไรเหมือนกันหมด

โดยความเป็นจริง โลกทุกวันนี้ไม่ใช่โลกสำหรับมนุษย์อีกต่อไปแล้ว มันกลายเป็นสังคมอุดมอบายภูมิจริงๆ แม้กระทั่งโลกในส่วนที่เราว่ามันมีสาระ มีประโยชน์ก็ยังเป็นโลกของสัตว์เดรัจฉานที่จ้องจะเอารัดเอาเปรียบกันได้ตลอดเวลา มันถึงเครียดกันโคตรๆนั่นไง เดี๋ยวนี้พอมีเรื่องกันนิดเดียว มันถึงกับเอากันตายนั่นแหละ

การที่จะอยู่ในโลกแบบนี้ได้ก็เพียงแค่ อย่าไปเอาสาระอะไรจริงจังกับชีวิต ทุกอย่างมันก็ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป หยิบฉวยอะไรไม่ได้จริง ความทุกข์มันก็เกิดขึ้นตรงที่เราไปยึดนั่นแหละ พอยึดมันก็คิด คิดแล้วมันก็ทุกข์ วนอยู่อย่างนี้ ทั้งๆที่โลกภายนอกมันก็ไม่เห็นจะมีอะไร เดือดร้อนกันก็แค่ในความคิดตนเองเหมือนคนบ้าน่ะ ก็หัดช่างมันเสียบ้าง ชีวิตมันก็เป็นเพียงผลของกรรมทั้งนั้น ไม่ต้องไปแข่งกับใครหรือเพื่ออะไร ใครจะโกงเรา เบียดเบียนเรามันก็ได้ไม่จริงหรอก เพราะสุดท้ายแล้วมันก็ต้องชดใช้วิบากนั้นๆอยู่ดี ไม่เห็นจะมีใครที่สมควรจะเครียดสักคนเดียว กรรมมันจัดสรรหมดนั่นแหละ ขืนดิ้นรนมากๆ ชาติหน้าก็ต้องเกิดมาดิ้นรนอีกไม่รู้จบ หยุดดิ้นรนนั่นแหละครับจบโดยตัวมันเองทันที

ธรรมชาติมันก็บอกอย่างชัดแจ้งอยู่แล้ว ตอนเกิดมาก็ตัวเปล่าเหมือนกัน ตอนตายก็เท่ากันไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน ไอ้ส่วนตอนมีชีวิตน่ะมันฝันไปทั้งนั้น ซึ่งในท้ายที่สุดก็จับฉวยอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว

No comments:

Post a Comment